วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

+++ มาเม่า FOREX กันเถอะ วิธีการเชื่อม MT4 เข้ากับ Myfxbook.com ฉบับเร่งด่วนนะครับ

เริ่มจากคนที่สนใจ ให้ไปสมัคร account demo ที่นี่นะครับ http://www.fxpro.com/
จากนั้น ให้ไปสมัคร https://www.myfxbook.com/ 
ไม่ลงรายละเอียดนะ ขั้นตอนไม่ยาก ลุยกันเองเลย

จากนั้นก็มา download mt4 เพื่อติดตั้ง  หรือใครอยากลองสมัครที่อื่น ๆ ก็ได้นะครับ 


ติดตั้งโปรแกรมแล้วก็จะได้หน้าจอแบบด้านล่างนี้


ทีนี้ก็วิธีการเชื่อม MT4 กับเข้า Myfxbook นะครับ ทำตามขั้นตอนนี้ดูนะครับ Login เข้า myfxbook.com แล้วก็เลือกเมนูที่ 2 ตามภาพ แล้วกกด Add Account และจะมีหน้าจอมาให้กด Add Account ตามลูกศรแดง
พอกดแล้วมันจะให้เลือก platform ก็เลือก

ให้เลือก Broker ต่อ ของเราก็ FXPRO ตามภาพ

แล้วก็จะมี drop down list มาให้เลือก ลอง Click ดูได้เลย ง่าย ๆ ตามภาพก็ได้ แล้วก็เลือก Private/Public ก็แล้วแต่ อันนี้เราฝึกหัดก็ public ไปกะได้ครับ แล้วแต่สะดวก

เสร็จแล้วก็กด OK มันจะกลับมาหน้าหลักของ Account จำ หรือจด เลขที่ลูกศรชี้ไว้เราต้องเอาไปใส่ใน MT4 

จากนั้นไปเปิด MT4 ที่เราติดตั้งแล้ว กดเมนู Tools แล้วก็ Option 

มันจะมีหน้าจอนี้ขึ้นมา กรอก FTP ตามนั้นเลย ส่วน FTP Login ให้เอาเลขที่ให้จดก่อนหน้านี้มาใส่ ส่วน FTP login ก็คือ password ของ myfxbook  ส่วน Account ด้านล่างให้ใส่ ID หรือ User ของ MT4 ของเรานี่แหละ ใส่ลงไป

จากนั้นก็กด Test ดูหน่อยว่าได้ตามภาพนี้ไหม


รอสักพัก 3-5 นาที กลับไปดูที่ myfxbook มันจะขึ้น ID ของ MT4 และ มีข้อความว่า Active 
จบ....ทีนี้เวลาเราเทรด มันก็จะมีข้อมูลต่าง ๆ ให้เราได้วิเคราะห์ กัน

ส่วนเรื่องการเทรด...ผมก็เม่าอยู่...คงต้องมาช่วยกัน


วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

+++ “สันติ สิงหวังชา” ...เสือหนุ่ม..ไฟแรง (เครดิต: Investor Station)

จากดีกรีในการจัดการพอร์ตหุ้นที่ไม่ธรรมดาเพียงแค่ 6 ปีของการเข้าวงการ “สันติ สิงห์วังชา” สามารถสร้างผลตอบแทนได้แล้วกว่า 27 เท่าตัว ด้วยแนวคิดที่เรียบง่าย ลุ่มลึก สุขุมใจเย็น จนได้รับรางวัลผู้ถือหุ้นคุณภาพมาแล้ว เชิญพบกับทายาทสังกัดมวยชื่อดังผู้ได้รับชัยชนะบนสังเวียนหุ้นของ “สันติ สิงห์วังชา”

ความเคลื่อนไหวในรอบปี
ก็ปรับพอร์ตหุ้นตลอดเวลา โดยการขายออกและซื้อเข้าจำนวนเท่าๆ กัน เพราะโดยปกติแล้วผมจะไม่ถือเงินสด ซึ่งถ้าอยากจะซื้อหุ้นก็ต้องขายตัวอื่นเพื่อเอาเงินมาซื้อ ไม่มีแบบที่ว่าขายแล้วเก็บเงินสดๆ ไว้รอซื้อหุ้นอย่างนี้ไม่มี

ดัชนี 400 จุด ขายขาดทุน?
โดยปกติผมเล่นหุ้นจะไม่ดูต้นทุนตัวเอง ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีต้นทุนเท่าไหร่ จะวัดผลงานของตัวเองโดยจะดูว่าต้นปีมูลค่าสินทรัพย์รวมมีเท่าไหร่ และปัจจุบันมีเท่าไหร่ โดยจะแทร็คทุกๆ ปี พูดง่ายๆก็คือดูเป็นพอร์ตรวม ไม่ได้มานั่งดูต้นทุนราคาเป็นรายตัวว่าขายไปขาดทุนหรือกำไร แต่ถ้าหากไปมองตัวเลขจริงๆ ก็มีทั้งขาดทุนทั้งกำไรผสมกันแล้วแต่ช่วง


มองแค่ส่วนต่าง
ที่ไม่มาสนใจต้นทุนราคาเป็นรายตัวเพราะความสำคัญในการซื้อหุ้นมันอยู่ที่ว่าหุ้นตัวนั้นๆ ราคาจะขึ้นได้อีกเท่าไหร่ แต่ราคาที่เราซื้อมาไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย ดังนั้นผมจึงไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมาก ทั่วไปนักลงทุนอาจจะเข้าไปดูในอินเตอร์เน็ตว่าเขามีหุ้นอะไรที่ราคาเท่าไหร่แต่ผมจะไม่เข้าไปดู จะใช้วิธีบันทึกว่ามีหุ้นนี้ จำนวนแค่นี้ และก็แยกทำต่างหากใส่ไว้ในโปรแกรมเอ็กเซลล์ ซึ่งมันจะเป็นการตัดอคติของตัวเอง นั่นหมายความว่าในพอร์ตผมจะแยกมองหุ้นในด้านคุณภาพและด้านราคา โดยไม่เอามาปนกัน  อย่างเช่นถ้าถือหุ้นอยู่ตัวหนึ่ง แล้วราคามันลงมาเยอะก็จะทำให้เราใจเสียได้ หรือ ถ้ามันขึ้นเยอะๆ ก็ทำให้เราอยากขายก็ได้ แต่ความสำคัญมันอยู่ที่ว่า ณ ราคาปัจจุบันมันจะขึ้นได้อีกเท่าไหร่ อย่างเช่นผมมีหุ้นต้นทุนที่ 10 บาทแต่มันลงมาเยอะๆ และผมคำนวณแล้วว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไปราคาเป้าหมายจะเป็น 5 บาท ต่อให้ทุนผม 20 บาทผมก็ต้องขาย บางคนอาจคิดว่ารอให้มันกลับไปที่ราคาทุนก่อนแล้วกันค่อยขายซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นผลตอบแทนมันก็จะแย่

เริ่มต้นก็โดนไก่จิก
หลังจากที่มีโอกาสเข้าโครงการอบรมนักลงทุนรุ่นใหม่ (New Investor Program: NIP) ทำให้รู้สึกว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing: VI) เป็นเส้นทางที่น่าสนใจ แต่ก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องนักเพราะตอนนั้นจบวิศวกรมา จึงมาอ่านหนังสือศึกษาเพิ่มเติมหลายๆ เล่มประมาณครึ่งปี แล้วก็เริ่มเปิดพอร์ตประมาณปลายปี 2545
สำหรับหุ้นตัวแรกที่เล่นก็คือ GFPT ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับไก่ โดยตัดสินใจตามหนังสือที่บอกว่าหุ้นถูก ต้อง P/E ต่ำ, P/BV ต่ำ, ปันผลดี แต่ก็ขาดทุน หลังถือไว้ประมาณ 2-3 เดือนก็หายไปประมาณ 30% เลย ตัดสินใจคัทลอสออกมา เพราะว่าตอนที่ซื้อมาก็ไม่ได้ดูธุรกิจอะไรลึกมากแค่เห็นว่าหุ้นมันถูก แม้ว่าแรกๆ จะได้กำไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้ขายออกเพราะจำมาว่า VI ต้องซื้อหุ้นถูกและถือยาวๆ แต่ก็ไม่รู้จะถือไปถึงเท่าไหร่เหมือนกัน พอไข้หวัดนกมาหุ้นไก่ก็เละตุ้มเป๊ะเลย

ล้มแล้วลุก
จากนั้นก็กลับไปเลียแผลใจ 1-2 อาทิตย์ ศึกษาใหม่ คราวนี้แค่ราคาถูกอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องดูตัวธุรกิจด้วยว่าจะมีทิศทางดีขึ้นหรือแย่ลง ซึ่งตัวนี้ก็ได้กำไร 60-70% เลย ซึ่งระหว่างเล่นหุ้นนี้ก็ทำงานประจำควบคู่ไปด้วย โดยก็มีโอกาสไปเรียนปริญญาโท MBA ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เคยฝันว่าอยากจะเป็นนักลงทุนเต็มตัวเพียงแต่ว่าเวลานั้นไม่ได้คิดว่าจะเลิกทำงานและทำงานเต็มตัวเพียงแต่ตั้งเป้าไว้ว่า หากวันหนึ่งในอนาคต เงินปันผลที่ได้จากการลงทุนมันเยอะเพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องทำงานก็จะลาออกมาลงทุนเต็มตัว แต่ปรากฏว่าตอนจบมาผลตอบแทนที่ได้จากพอร์ตมันดีมากโตทะลุเป้าที่เราเคยคิดเป็นเท่าตัวก็เลยรู้สึกว่าอย่างงี้ก็เล่นหุ้นเต็มตัวเลยละกัน

เก๋าเกมส์ 
สูตรการเลือกหุ้นหลักๆ ก็คือ เลือกถูกๆ เลือกดีๆ เพียงแต่ว่าปีแรกการมองธุรกิจของผมยังไม่ขาด เหมือนเป็นมือใหม่เพิ่งเรียนจบมา ก็เลยได้แต่นั่งคิดไปเองว่าธุรกิจนี้มันน่าจะดีมั้ง แต่โชคดีที่ปี 2546 ช่วงนั้นราคาหุ้นค่อนข้างถูกอยู่แล้วด้วย ดัชนีขึ้นจาก 300 ไปเป็น 700 จุด เป็นเท่าตัว บางทีแม้จะคิดพลาดธุรกิจที่ซื้อไม่ได้ดีอย่างที่คาดแต่หุ้นมันก็ขึ้น เลยกลายเป็นว่าปีแรกก็เป็นแบบสบายๆ และค่อยๆ สร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นได้ในช่วงหลังเพราะมองธุรกิจได้ขาดและมองจังหวะที่เข้าไปซื้อได้ถูกต้องขึ้น

สั่งสมความรู้
หัวใจของความสำเร็จหลักๆ ของผมคือ การเลือกลงทุนแนว VI ซึ่งถูกทางและเข้ากับนิสัยของตัวเองที่ใจเย็นไม่ได้รีบร้อนเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งการเริ่มต้นดีก็เหมือนมีชัยไปกว่าครึ่ง นอกจากนั้นก็เป็นการสะสมความรู้ไปเรื่อยๆ แรกๆ อาจมีหุ้นที่รู้จักเพียง 10-20 ตัว หรือบางธุรกิจเราอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปการที่ศึกษาขอบเขตความเข้าใจในหุ้นมันเยอะขึ้นตัวเลือกเราก็เยอะขึ้น
อย่างแรกๆ ผมสนใจหุ้นอสังหาริมทรัพย์ตัวหนึ่งแต่ด้วยความที่ผมวิเคราะห์ธุรกิจอสังหาฯ ไม่เป็นก็เลยเสียโอกาสในการเล่นหุ้นตัวนั้นไป เพราะถ้าเราวิเคราะห์ไม่เป็นเราก็ไม่อยากจะยุ่งกับมัน แต่เวลาเมื่อผ่านๆ ไปก็เริ่มศึกษาเลยเริ่มเข้าใจเป็นเหมือนโอกาสที่เยอะขึ้นซึ่งก็ทำให้เราสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้น ส่วนเงื่อนไขในการเลือกหุ้น ผมจะใช้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ ต้องเป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโต ต้องเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขัน และต้องมีผู้บริหารที่ดี

มองให้รอบ
การวิเคราะห์อุตสาหกรรม ก็แล้วแต่อุตสาหกรรมด้วย อย่างเช่นช่วงนี้ผมเล่นหุ้นอสังหาฯ ก็อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ธรรมดา แต่ก็ต้องอ่านแบบฟังหูไว้หูด้วย เพราะถ้าช่วงไหนดัชนีลงข่าวร้ายก็จะลงกันทุกวัน ถ้าช่วงไหนดัชนีขึ้นข่าวดีก็จะลงทุกวัน ซึ่งก็ต้องอ่านโดยเอาตัวเลขที่เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ตัวเลขที่เป็นความเห็น นอกจากนี้ยังได้มาจากการคุยกับผู้บริหารด้วย อย่างไปคุยกับผู้บริหารของบริษัทแห่งหนึ่งก็อาจจะถามเขาว่ากลัวคู่แข่งมั้ย เค้าทำแบบนี้ๆ เค้าก็อาจจะคอมเม้นท์ถึงอีกบริษัทว่าทำต้นทุนได้ต่ำและยอดขายดี กลายเป็นว่าแทนที่จะสนใจตัวนี้เราอาจกลายเป็นสนใจอีกตัวหนึ่งแทน

อ่านใจให้ขาด
ส่วนทักษะในการอ่านคนเป็นเรื่องจำเป็นเพราะต่อให้ธุรกิจดี แต่ผู้บริหารไม่ดีก็ไม่ไหวเหมือนกัน โดยคุณสมบัติของผู้บริหารก็คือต้องมีความความเก่ง ขยัน และซื่อสัตย์ โดยบางทีต้องอาศัย sense หรือไม่ก็สไตล์การพูดรวมถึงคำถามที่เขาตอบเรา อย่างผู้บริหารที่เก่งๆ ไม่ว่าเราจะถามอะไรอย่างเช่นว่าสถานการณ์ไม่ดีแบบโน้นแบบนี้จะจัดการยังไง คือเขาเตรียมทางแก้ไว้หมดแล้วและสามารถตอบเราได้เป็นฉากๆ แต่ถ้าเป็นผู้บริหารที่ไม่เก่งอย่างถามไปว่าถ้าค่าเงินมันแข็งขึ้นส่งออกไม่ดีจะทำไง ก็จะได้รับคำตอบประมาณว่า ค่าเงินมันคงไม่แข็งไปกว่านี้หรอก ซึ่งเห็นได้ว่าไม่ได้มีการคิดแผนรองรับถ้ามันจะเกิดขึ้น ผู้บริหารบางคนจะมั่นใจเกินจริง บางคนจะชอบพูดแบบอนุรักษ์นิยมไว้ก่อน หรือชอบปิดบังสิ่งที่ไม่ดีเอาไว้ในใจไม่ยอมพูด บางคนก็เชื่อไม่ได้เลย จึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจลักษณะของผู้บริหารแต่ละคน ซึ่งหากผมจะซื้อหุ้นตัวไหนในปริมาณเยอะๆ ก็มักจะต้องเข้าไปคุยกับผู้บริหารก่อน โดยเราก็ต้องตั้งคำถามให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ วิธีการแก้ปัญหา แผนการดำเนินการในอนาคตด้วย ถือได้ว่าการคุยกับผู้บริหารก็คือบ้านข้อสุดท้ายก่อนซื้อหุ้น

อย่าใช้อารมณ์
ขณะที่จิตวิทยาการลงทุนในความหมายของผมก็คือ จิตวิทยาในการวิเคราะห์ตัวเอง อย่างเช่นการเล่นหุ้นของผมจะไม่ดูต้นทุนของตัวเองเทียบกับราคาในตลาดปัจจุบัน เพราะคนเราจะมีอคติ ดังนั้นผมจะให้ดูว่าหุ้นจะขึ้นได้เท่าไหร่หรือจะลงได้เท่าไหร่นั่นคือคีย์ในการตัดสินใจ แต่สำหรับนักลงทุนโดยทั่วไปแล้วสิ่งที่เขาดูคือต้นทุน ตอนนี้ขาดทุนเลยไม่อยากขาย หรือกำไรเยอะก็เลยอยากขายแล้ว ตัวเลขต้นทุนซึ่งบางทีมันไม่มีผลต่อมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น แต่เรากลับนำมาใช้ซึ่งก็อาจทำให้เกิดอคติทำให้เราใช้อารมณ์ในการซื้อขายหุ้นหรืออย่าง Snake Bite Effect คือการที่คนเรามักจะกลัวในสิ่งที่ทำให้เราเจ็บตัวมาก่อน อย่างเคยเจ็บตัวจากหุ้นอสังหาฯ แล้วทำให้ไม่กล้าจะลงทุนหุ้นอสังหาฯ อีกเพราะนึกว่าไม่ถูกโฉลกแล้ว แต่ปีนี้ถ้าหุ้นมันเกิดดีขึ้นมาก็จะทำให้เราเสียโอกาส

เข้าเนื้อก็มี
ที่ผ่านมาหุ้นในพอร์ตของผมกำไรก็มีขาดทุนก็เยอะผสมกันไป แต่ถ้าคิดเป็นรายปีส่วนใหญ่จะมีกำไร โดยจะคิดต้นปีเทียบกับปลายปี แต่อย่างปีที่แล้วมันเละตุ้มเป๊ะขาดทุนไป 55% ได้ ขณะที่ช่วงวิกฤติอย่าง 19 กันยา หรือ 19 ธันวา ที่หุ้นจะดิ่งลงมาพร้อมๆ กัน ส่วนใหญ่ผมมักจะอยู่เฉยๆ เพราะตั้งแต่เล่นหุ้นมา 6 ปี ถือหุ้น100% ยังไม่เคย Hold Cash เลย แต่ถ้าผมมีหุ้นอยู่ 3 ตัว แล้วราคาลดลงไม่เท่ากัน ผมก็จะขายตัวที่ราคาลงน้อยแล้วเปลี่ยนมาซื้อตัวที่ลงเยอะ เพราะยิ่งมันลงมาเท่าไหร่ก็ยิ่งถูกขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกันถ้าในภาวะปกติแล้วมีหุ้นอยู่ 3 ตัว ตัวแรกลง 5% ตัวที่สอง +10% ตัวที่สาม +50% ผมก็จะขายตัวที่สามบางส่วนเพื่อไปซื้อตัวแรกเพิ่ม ซึ่งโดยปกติการซื้อขายของผมก็มักจะเป็นลักษณะนี้ เพราะถ้าหุ้นขึ้นมากเท่าไหร่ความเสี่ยงก็จะเยอะขึ้นเท่านั้น

ผสานแนวคิด 2 VI ชื่อดัง 
หลักคิด VI ของผมจะใช้แนวคิดของ วอร์เรนต์ บัฟเฟต์ และ ปีเตอร์ ลินช์ เป็นหลัก โดยการลงทุนของบัฟเฟต์จะคิดระยะยาวมากๆ คือถือหุ้นที่ดีต่อเนื่องกันเป็น 10-20 ปี แล้วไม่ค่อยขายเพราะฉะนั้นเขาจะเลือกหุ้นที่แบบเฟอร์เฟ็คยอดเยี่ยม และซื้อในช่วงที่ธุรกิจมีปัญหาในช่วงที่คนส่วนใหญ่จะเทขายออกมา แต่ลินช์จะมองหุ้นสั้นกว่าบัฟเฟต์โดยเฉลี่ยแล้ว 2-5 ปี โดยจะมีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยกว่า คือถ้าหุ้นที่เขาถืออยู่มันเริ่มแพงแล้วเขาจะขายทิ้งและไปหาตัวที่ถูกกว่าแทนเป็นอย่างงี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งลินช์ก็ทำการบ้านหนักกว่าบัฟเฟต์ แต่สำหรับของผมเองแล้วก็กลางๆ ผสมกันคือช่วงไหนมีโอกาสซื้อหุ้นที่ยอดเยี่ยมในราคาถูกๆ ก็ซื้อแต่ช่วงไหนที่หุ้นแบบนั้นหาไม่ได้เลยก็จะเล่นหุ้นที่ไม่ต้องมองยาวมาก

ต้องเจาะลึก
ก่อนจะซื้อหุ้นแรกๆ ผมศึกษาแต่ละตัวเป็นเดือนเลยนะ แต่หลังๆ นี่บางทีผมอ่านแค่ครึ่งวันก็ซื้อแล้ว เพราะถ้าเป็นธุรกิจที่เราเข้าใจอยู่แล้วก็ไม่ต้องศึกษาอะไรมาก อย่างถ้าผมสนใจหุ้นอสังหาฯ ตัวนึงก็จะเข้าไปศึกษางบการเงินของบริษัทว่าเป็นยังไง ผลงานในอดีตเป็นยังไง แล้วภาวะปัจจุบันยอดขายโอเคมั้ย แล้วผมก็ซื้อได้เลย จากที่ในอดีตต้องไปเริ่มต้นดูว่าหุ้นอสังหาฯ เขาวิเคราะห์กันยังไง คู่แข่งเป็นยังไง ใครเป็นคู่แข่งในธุรกิจนี้ แล้วอดีตเป็นอย่างไร แต่ที่ผ่านมาผมก็ศึกษาไปเรื่อยๆ ว่ารายนี้จุดเด่นด้านนี้ๆ ลูกค้าหลักคือใคร ดังนั้นเราจะมีข้อมูลมาก บางทีฟังผู้บริหารพูดปั๊บๆ เอาเครื่องคิดเลขจิ้มๆก็ซื้อได้เลย

หัวใจหลักงบการเงิน
หัวใจหลักๆ ที่ต้องดูและพลาดไม่ได้ก็คืองบการเงิน โดยก็ดูอัตราส่วนหลักๆ กำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เป็นยังไง เรียกได้ว่าดูทุกรายการในงบกำไรขาดทุนเลย แล้วก็ไปดูหนี้สินเทียบกับทุนว่าเป็นยังไง ถ้าหนี้เยอะก็เสี่ยง หนี้น้อยก็สบาย แล้วจากนั้นก็นำแต่ละบริษัทมาเปรียบเทียบกับคู่แข่งตัวอื่นๆ ในกลุ่ม อย่างเช่น ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาธุรกิจอสังหาฯ ไม่น่าจะดี สภาวะเศรษฐกิจมันแย่ แบงก์ก็ไม่ค่อยปล่อยกู้ แต่ในสภาวะที่แย่แบบนี้จะมีคนที่ได้ประโยชน์อยู่ บริษัทอสังหาฯ รายเล็กๆ กู้แบงก์ยากดังนั้นจึงเปิดโครงการใหม่ไม่ได้ หรือบริษัทที่มีหนี้เยอะขายของไม่ได้กู้ไม่ได้แทบจะต้องปิดตัวไปก็มีซึ่งคนที่ได้ประโยชน์จะตกอยู่กับบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ที่มีงบดุลแข็งแกร่งมีหนี้น้อยๆ แม้ว่ายอดขายรวมจะลดลงแต่บริษัทพวกนี้จะสามารถไปแย่งส่วนแบ่งการตลาดตัวอื่นๆ มาได้

เงี่ยหูฟัง
ผมก็อ่านบทวิเคราะห์ด้วย แต่ก็ต้องดูว่าที่มามันมาจากไหน หากมาจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารเราก็ต้องดูตัวผู้บริหารเพิ่ม ถ้าตัวเขาเชื่อถือได้เราก็เชื่อบทวิเคราะห์ง่ายหน่อย ซึ่งก็จะดูชื่อนักวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงประกอบแต่เอาเข้าจริงหุ้นที่ผมเล่นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีคนวิเคราะห์ซักเท่าไหร่ ขณะที่อีกอย่างที่ผมจะไม่ดูจากบทวิเคราะห์เลยคือราคาเป้าหมายแม้ว่าจะมีการคิดตามสูตร WACC, DCF หรืออะไรก็ตาม ผมไม่เชื่อเลยและผมก็ไม่ได้ใช้วิธีคิดแบบนั้นด้วย เพราะผมก็เคยลองทำแต่มันเป็นทฤษฎีที่ใช้ไม่ได้ผลเลย ตอนนี้ผมเลยคิดง่ายๆโดยใช้ P/E Ratio และคาดการณ์ตัวเลขล่วงหน้าประมาณ 1 ปี ส่วนหลังจากนั้นก็ดูว่ามันจะดีขึ้นอีกแค่นั้นก็พอ ถ้าให้นักวิเคราะห์มาแข่งคาดการณ์กำไร 1 ปีล่วงหน้ากับผมแล้วเค้าหรือผมก็คงไม่ได้มีใครเก่งไปกว่ากันหรอก พอเราดูแล้วเห็นว่าเทียบกับ P/E แล้วในปีหน้าราคามันถูกก็ซื้อได้เลย

กระจายความเสี่ยง
ในพอร์ตผมจะแบ่งถือหุ้นโดยเฉลี่ย 5-6 ตัว เพราะถ้าน้อยตัวไปก็จะรู้สึกว่าเสี่ยงแต่ก็เคยถือตัวเดียวเหมือนกันนะ เพราะรู้สึกมั่นใจมาก ซึ่งปรากฏว่าโชคดีถือถูกตัว แต่หลายๆ ครั้งหุ้นที่มั่นใจมากๆ แล้วเละไม่เป็นท่าขึ้นมาก็มีเหมือนกัน ทำให้หลังๆ รู้สึกว่าจะไม่เล่นหุ้นหนักๆ ตัวเดียวแล้วต้องมีการกระจาย แต่บางตัวอาจถือเยอะหน่อยเช่นซัก 30% ของพอร์ต ตามความมั่นใจ และตามเป้าหมายของมัน เช่นถ้ายังเหลืออัพไซด์เยอะก็จะถือมากหน่อย

เหตุปรับพอร์ต 
สำหรับผมการที่ราคาลดลงไม่ใช่จุดคัทลอส แต่ผมจะคัทลอสก็ต่อเมื่อวิเคราะห์ผิดอย่างมองว่ากำไรน่าจะได้ 1 พันล้านบาท แต่ประกาศจริงได้แค่ 7 ร้อยล้าน ซึ่งก็ต้องมาดูเหตุผลประกอบด้วย ถ้าเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวก็จะไปเข้าสูตรของ บัฟเฟต์ แทนที่คัทลอสก็อาจจะซื้อเพิ่มแทนถ้าราคาลดลง ส่วนเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่การคัทลอสแต่จะไม่เก็บหุ้นไว้ต่อก็คือ เห็นหุ้นตัวอื่นที่ดีกว่า แม้ว่าหุ้นตัวที่ถือนั้นจะได้กำไรอยู่ก็ตาม ส่วนปัจจัยทางเทคนิคผมไม่เคยดูเลย จะใช้แค่ P/E กับวิเคราะห์ธุรกิจเป็นหลัก ถ้าธุรกิจดีมากๆ ก็ควรที่จะมี P/E ที่สูงกว่าตัวอื่นหรือไม่ก็เป็นธุรกิจที่ดีมาก แต่คนอื่นยังไม่เห็นเราก็ต้องหาให้เจอก่อน

หุ้น 5 เด้ง 
ตั้งแต่ผมเล่นหุ้นมา PSL เป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด โดยซื้อตั้งแต่ราคา 8 บาทถึง 11 บาท แล้วก็เก็บประมาณ 1 ปีไปขายที่ราคา 40 บาท ซึ่งนี่คือหุ้นที่ถือตัวเดียวทั้งพอร์ต เพราะมองว่าค่าระวางเรือจะขึ้นเยอะ แต่พอขึ้นไปเยอะแล้วก็มองไม่ออกเหมือนกันว่าจะขายตรงไหน จนกระทั่งรู้สึกว่าถึงจุดหนึ่งไม่น่าจะขึ้นไปกว่านี้แล้วมั้งก็เลยขาย…ก็มั่วๆเหมือนกันนะ เพราะมันเคยขึ้นไปถึง 60 บาทด้วยนะ แล้วก็มีแตกพาร์อะไรด้วย แต่ที่ผมซื้อมา 8 บาทก็ต้องถือว่ามันขึ้นมาเยอะแล้วนะเพราะก่อนหน้านี้มันมาจาก 3 บาทด้วยซ้ำ ถ้าถามก็คงต้องบอกว่ามันก็ฟลุ๊คส่วนหนึ่งด้วยมั้ง

แสบสะท้านทรวง 
ส่วนตัวที่เจ็บตัวมากที่สุดก็คือ SNC และเล่นหุ้นตัวนี้ก็ถือเยอะด้วยถือเต็มพอร์ตเลย ผมซื้อตั้งแต่ราคา 3 บาท ไปถึง 7 บาท 15 บาทก็ยังซื้อเพิ่ม จนขึ้นไป 17 บาท แล้วก็ลงมา 12 บาทซึ่งช่วงนั้นก็ยังมั่นใจนะซื้อหุ้นเพิ่มทุนเข้าไปอีกด้วย พอผ่านไปซักพักทีนี้ผลประกอบการมันผิดจากที่เราคาดไว้แม้ว่าผู้บริหารจะเป็นคนที่ทำงานเก่งแต่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นมันก็เกินคาดการณ์ของผู้บริหารเหมือนกัน ให้โอกาสผู้บริหารไป 3 ไตรมาส แต่ก็ยังไม่ดีเลยตัดสินใจขายทิ้งไปที่สิบกว่าบาท แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าตัวนี้ผมขาดทุนหรือกำไรเพราะผมไม่รู้ว่าต้นทุนมันอยู่ที่ตรงไหน

มองให้ขาด 
แนะนำให้นักลงทุนรุ่นใหม่ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้นแบบนี้จะต้องวิเคราะห์ธุรกิจให้เป็นว่าธุรกิจนี้มันดีหรือเปล่า เพราะการเล่นหุ้นมันไม่ใช่การวิเคราะห์หุ้นว่าจะขึ้นหรือลง แต่เป็นการดูว่าธุรกิจจะดีหรือไม่ อนาคตจะเป็นอย่างไร แล้วมูลค่าธุรกิจที่ขายอยู่ทุกวันนี้ถูกหรือแพง ถ้าเราเข้าใจมันดีพอก็จะรู้แนวโน้มมันได้ และถ้าเข้าใจลึกก็จะรู้ว่าธุรกิจนี้มีมูลค่าเท่าไหร่ จากนั้นก็เอามูลค่ามาเทียบกับราคาในตลาด ถ้าถูกเราก็ซื้อ ถ้าแพงเราก็ขาย

หุ้นดี P/E ต้องสูง 
ปกติแล้วธุรกิจที่ดีก็จะมี P/E ที่แพง ธุรกิจแย่ P/E ก็ควรจะต่ำ ซึ่งผมก็จะแบ่งหุ้นออกเป็น 5 เกรด ตามคุณภาพของบริษัท จากหุ้นเกรด A ไปจนถึงหุ้นเกรด F ซึ่งหุ้นเกรด A หรือ หุ้นสุดยอด จะเป็นบริษัทที่มีหนี้น้อยหรือไม่มี รายได้มั่นคงมากและโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ กำไรโตขึ้นในระดับ 20-30% ผู้บริหารเก่ง ขยัน ซื่อสัตย์ แนวโน้มธุรกิจดี มีอำนาจในการต่อรองสูง อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่แข่งขันกันเรื่องราคา ซึ่งมี P/E 12 เท่าขึ้นไป
หุ้นเกรด B หรือ หุ้นคุณภาพดี จะเป็นบริษัทที่มีหนี้น้อยหรือไม่มีเลย รายได้โตอย่างต่อเนื่อง กำไรในอนาคตคาดว่าจะโตในระดับ 15% ขึ้นไป โดยมี P/E ที่เหมาะสมประมาณ 9-12 เท่า ขณะที่หุ้นเกรด C หรือ หุ้นคุณภาพดีพอใช้ จะเป็นบริษัทที่มีหนี้ไม่มาก รายได้ไม่ผันผวน เติบโตอย่างสม่ำเสมอ กำไรในอนาคตเติบโตระดับ 5-15% ต่อปี โดยมี P/E ที่เหมาะสมประมาณ 6-9 เท่า
หุ้นเกรด D หรือ หุ้นที่มีคุณภาพกลางๆ จะเป็นบริษัทที่มีหนี้สินกลางๆ รายได้และกำไรไม่ค่อยเติบโต หรือเติบโตช้าไม่เกิน 5% ต่อปี โดยมี P/E ที่เหมาะสมประมาณ 5-6 เท่า และหุ้นเกรด F หรือหุ้นที่มีคุณภาพแย่ เป็นกิจการที่ขาดทุนหนี้สินมาก หรือกำไรไม่แน่นอน หรือผู้บริหารไว้ใจไม่ได้

สูตรคำนวณหุ้นแบบส่วนตัว 
วิธีคิดง่ายๆ ก็อย่างเช่น PS ปีที่แล้วกำไรต่อหุ้น 1.10 บาท ส่วนผู้บริหารบอกว่าปีนี้จะโต 30% และอัตราการทำกำไรไม่ต่ำกว่าเดิม ดังนั้นผมก็จึงเอา 1.1x 1.3 ก็ได้ประมาณ 1.4 ซึ่งก็อาจจะเยอะไปหน่อยก็ให้ดิสเค้าท์ คิดว่าซัก 1.25 ก็แล้วกัน ซึ่งนี่คือกำไรต่อหุ้นสำหรับปีนี้ แล้วก็นำ PS มาเทียบความแข็งแกร่งกับคู่แข่งในวงการ ซึ่งในด้านคุณภาพก็ชนะทุกตัว ซึ่งคู่แข่งก็ P/E ประมาณ 10 เท่า ผมก็มาคิดลด P/E ด้วยว่าน่าจะ 8 เท่าละกัน แล้วนำ 1.25 x 8 ก็เท่ากับ 10 บาท ก็แค่นี้เองโดยสิ่งแรกที่ผมจะต้องทำก็คือตัดสินใจว่าจะเชื่อผู้บริหารได้หรือไม่ก่อนและค่อยคิดลดไปอีกซักหน่อย

กู้มาเล่นหุ้น 
ที่เล่นมาร์จิ้นด้วยก็เพราะเล่นหุ้นแล้วได้ผลตอบแทนดี เลยคิดว่าถ้ากู้มาเล่นคงจะได้เยอะกว่านี้แน่เลย สำหรับครั้งแรกที่กู้มาเล่นดอกเบี้ยถูกมาก แค่ 4.5% เท่านั้นเอง ส่วนตอนนี้ก็ 5.5% แต่ก็ต้องเอาหุ้นมาวางเป็นหลักประกัน ซึ่งถ้าหุ้นลงก็จะทำให้สินทรัพย์ค้ำประกันมูลค่าต่ำลงก็จะทำให้ความเสี่ยงจากการถูกฟอซเซลจะเยอะขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือต้องขายหุ้นบางส่วนออกไปต่อให้เรารู้ว่ามันถูกก็ตามเถอะ ก็ต้องยอมขายทิ้งเพราะต้องลดหนี้ ตรงข้ามกับหลักการที่ว่าหุ้นยิ่งถูกยิ่งต้องซื้อแต่นี่ยิ่งถูกเรากลับยิ่งขาย ซึ่งเป็นเหตุให้ปีที่แล้วผมขาดทุนเละก็เพราะมาร์จิ้นนี่แหละ ถ้าหากไม่ใช้มาร์จิ้นเลยพอร์ตผมจะลบเพียงแค่ 33% เท่านั้นเอง แต่เพราะมาร์จิ้นเลยทำให้ติดลบถึง 55 % การจะเล่นมาร์จิ้นต่อให้หุ้นถูกก็ตาม ถึงผมเชื่อว่าหุ้นจะเข้าใกล้มูลค่าเหมาะสมในระยะยาว แต่ในระยะสั้นมันอาจจะลงก็ได้ และมาลงมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงจุดที่เราเจ็บก็แย่แล้ว

ซื้อกองทุนอสังหาฯ ความเสี่ยงต่ำ 
ตั้งแต่ต้นปีก็เลยทำให้ผมเข็ดไม่อยากใช้มาร์จิ้นอีกแต่มาเห็นหุ้นมันถูกมากเลยต้องใช้ แต่ผมก็เลยเลือกใช้ในการซื้อกองทุนรวมอสังหาฯ แทนโดยผมจะดูที่เงินปันผล อย่างเช่น 15% ถ้าผมกู้มา5% ผมก็กำไร 10%แล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดจะถือยาวถึง 30 ปี แค่ปีสองปีก็พอ หลักการดูพื้นฐานก็เหมือนหุ้นเลย อย่างกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยเขาก็มีการันตีจ่าย 60 สตางค์/ปี ซึ่งถ้าเทียบกับราคา 4 บาทที่เคยลงไป ก็หมายความว่าปันผล 15%แล้ว ยังไม่รวมกับราคาหน่วยลงทุนที่สามารถสูงขึ้นได้อีกดังนั้นมันจึงมีความเสี่ยงน้อยมากผมจึงกล้ากู้มาเล่น แต่ก็ต้องเลือกเหมือนกัน เพราะบางกองอสังหาฯ ก็แย่เหมือนกัน

6 ปี 27 เด้ง 
ผลตอบแทนตั้งแต่เริ่มเล่นหุ้นวันแรกจนถึงปัจจุบันพอร์ตของผมมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 27 เท่าแล้ว ผมลงทุนหุ้น 100% ไม่ว่าหุ้นเล็กหุ้นใหญ่หุ้นตลาดเอ็มเอไอเล่นหมด ส่วนสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ผมไม่ได้ลงทุนอะไรเลย ส่วนหุ้นไอพีโอผมก็ไม่เล่นด้วยเพราะ หุ้นที่ดีราคาไม่แพงมันก็มักจะไม่มาถึงเรา ส่วนที่มาถึงเรามันก็เป็นหุ้นอะไรก็ไม่รู้ เพราะปกติที่ปรึกษาทางการเงินเขาต้องตั้งราคาให้หุ้นไอพีโอแพงที่สุดแต่ต้องขายได้เพราะฉะนั้นมูลค่าหุ้นไอพีโอจึงไม่ค่อยถูกกว่าที่ควรจะเป็นซักเท่าไหร่

พร้อมโกอินเตอร์ 
การติดตามข่าวก็เป็นการดูทีวีขณะที่หนังสือพิมพ์ก็จะใช้เวลาอ่านตอนเย็นซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นโพสต์ทูเดย์ กับ ทันหุ้น ส่วนบลูมเบิร์กหรือซีเอ็มบีซีก็ไม่เคยดูเลย แต่ต่อไปอาจจะต้องดูแล้วเพราะเพื่อนๆ เขาชวนไปเปิดพอร์ตซื้อขายต่างประเทศไว้ รวมถึงต้องดูพวกอัตราแลกเปลี่ยนด้วย แต่ตอนนี้ก็แค่เปิดไว้เฉยๆ ก่อนยังไม่ได้เล่นหรอกเพราะกว่าจะเปิดพอร์ตได้ก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ ในบรรดาก๊วนของผมที่สนิทมากๆ มีซักประมาณ 10 คน ก็เป็นรุ่นเด็กเสียส่วนมาก มีการบอกกันว่าหุ้นตัวไหนดี มีการพุดคุยและแนะนำกันให้ไปศึกษาต่อ ก็แล้วแต่ต่างคนต่างไปคิด แต่บางทีคิดเหมือนกันก็มี เป็นการแลกไอเดียหรืออัพเดทช่วยกันมากกว่า

ผลตอบแทน 40% จิ๊บๆ 
สำหรับชีวิตของนักลงทุนมันก็สบายเหมือนกัน ผมเลยตั้งใจว่าเวลาที่สว่างก็จะใช้เวลาทำกิจกรรมที่มีสาระก็มีอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุน และธุรกิจระดับโลกอย่าง โตโยต้า กูเกิ้ล อีเบย์ ฯลฯ รวมถึงมาตลาดหลักทรัพย์เพื่อฟัง Opportunity day ส่วนนิยายอย่างแฮรี่พอร์ตเตอร์ ผมก็จะอ่านช่วงกลางคืนแทน ส่วนเป้าหมายในการลงทุนก็จะไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุดครับเพราะก็ยังสนุกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าถึง 100 ล้านแล้วก็หยุด มันเหมือนแข่งกันเล่นเกมกับเพื่อน อย่างปีนี้ก็คุยกันว่าได้มากี่เปอร์เซ็นแล้ว…..40% เองหรอ จิ๊บๆ (หัวเราะ)

“สันติ สิงหวังชา” บอกว่าการลงทุนคืออาชีพที่ชอบ แต่ก็ต้องมีวินัยให้มากกับตัวเอง และพยายามใฝ่หาความรู้ใส่ตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งสำคัญสิ่งแรกก่อนตัดสินใจลงทุน คือการมองแนวโน้มธุรกิจ ต้องมองให้ขาดว่าจะเป็นไปในลักษณะใด จากนั้นก็ไปคัดเลือกหุ้นที่ดีที่สุด โดยหลักที่ให้น้ำหนักความสำคัญคือการวิเคราะห์จากงบการเงินเพื่อตัดสินใจลงทุนในที่สุด และอย่าลืมเกาะติดการเคลื่อนไหวในทุกระยะ และหากเป็นไปได้ต้องหาโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารเพื่อพิจารณาถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารกิจการด้วยเพื่อจะได้ผิดพลาดน้อยที่สุด

+++ จาก"วินมอเตอร์ไซค์"สู่เซียนหุ้น VI'ทิวา ชินธาดาพงศ์'

เปิดตัว 'เซียนหุ้น VI''สิงห์มอเตอร์ไซค์รับจ้าง' จบการศึกษาแค่ ม.3 เคยล้มเหลวมาแล้วหลายอาชีพ วันนี้ผันตัวเองสู่เจ้าของพอร์ตหุ้นตัวเลข 9 หลัก

น้ำแข็งเกิดจากน้ำ แต่แข็งกว่าน้ำ ผู้ที่รู้ตัวว่าชีวิตเกิดมาต้องต่อสู้ดิ้นรน จึงหมั่นฝึกฝนตนเองให้เข้มแข็ง "มี่" ทิวา ชินธาดาพงศ์ เด็กหนุ่มที่ "ใจถึงจนถึงใจ" เขาไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองและชีวิตเต็มไปด้วยโอกาสเหมือนกับใครหลายๆ คน

ชายหนุ่มอารมณ์ดีวัย 30 กว่ามองย้อนกลับไปในชีวิตเบื้องหลังความสำเร็จ วันแห่งความลำบากยากแค้นผุดขึ้นเป็นฉากๆ ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” วลีนี้อาจต้องถูกลบทิ้งไป คนเดินดิน กินข้าวแกง (ข้างถนน) อย่างเขา ใครจะเชื่อว่าวันนี้จะ "ร่ำรวย" เป็นเจ้าของพอร์ตหุ้น "ตัวเลข 9 หลัก"

ครอบครัวชินธาดาพงศ์ เข้าข่ายเป็นชนชั้น "รากหญ้า" ของสังคมเมืองหลวงที่ชีวิตต้องปากกัดตีนถีบ แม่ยึดอาชีพขายบะหมี่ป๊อกๆ หาเช้ากินค่ำ ส่วนพ่อทำงานบริษัทเอกชนทั่วไป หลังจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา ย่านถนนประชาสงเคราะห์ ทิวาตัดสินใจไม่เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เหมือนเพื่อนๆ ส่วนใหญ่
เขาคลุกตัวอยู่ในสมุดประชาชนย่านซอยรางน้ำ อ่านหนังสือ "ฮาวทู" ที่สอนเกี่ยวกับ "วิธีคิด" หนา 250 หน้าเล่มหนึ่งจนจบ ชีวิตเด็กหนุ่มมีกำลังใจขึ้นราวปาฏิหาริย์ พร้อมทั้งตั้งปณิธานแน่วแน่กับตัวเองว่า "ชีวิตนี้กูต้องรวยให้ได้"

อาชีพแรกของเด็กหนุ่มเริ่มจากอาชีพขับ “มอเตอร์ไซค์รับจ้าง" เพื่อนสนิทมาชักชวนโดยบอกว่า "เงินดีมาก" ได้เดือนละ 30,000 บาท เขาจึงฝันต่อว่าถ้าได้เดือนละ 30,000 บาท ปีหนึ่งก็ 360,000 บาท “กูรวยแน่” เพราะในชีวิตอย่าว่าแต่เงินหมื่นเงินแสนเลย แค่เงินหลักพันยังแทบไม่เคยได้จับ

ช่วงนั้นแม่ของทิวากลุ้มใจมากที่ลูกจบแค่ชั้น ม.3 ไม่ยอมเรียนต่อ ทุกคนในบ้านมองไม่เห็นอนาคตของเขาที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย ขณะที่น้องสาวและน้องชายเรียนหนังสือเก่งทั้งสองคน ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ไม่กี่เดือนก็ต้องเลิกเพราะพ่อแม่ซึ่งมาจากครอบครัวคนจีนอับอายเพื่อนบ้านที่ลูกชายคนโต "ไม่เอาถ่าน"

ทุกอย่างในชีวิตเหมือน "ฝันสลาย" พ่อตัดสินใจส่ง “มี่” ในวัย 14 ย่าง 15 ปี ไปเรียนภาษาจีนกลาง ณ โรงเรียนกวางโจวตั๋วหวี่เหวี่ยนเหว่นฮั่ง เมืองกวางโจว ประเทศจีน เป็นเวลา 2 ปี โดยให้ไปอาศัยอยู่กับพี่ชายต่างมารดาของพ่อที่ไปปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองจีนกับภรรยาและลูก 2 คน หวังให้ลูกชายได้ภาษาจีนและกลับมายึดอาชีพเป็น "ไกด์นำเที่ยว" ที่เมืองไทย การเดินทางไปกวางโจว ประเทศจีนได้เปลี่ยนชีวิตของทิวาจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น 2 ปีครึ่ง

"หลังกลับมาจากเมืองจีน ผมก็ไปทำอาชีพไกด์นำเที่ยวสมใจคุณพ่อ แต่ทำได้แค่ 1 เดือน ก็ตัดสินใจลาออก เพราะรู้สึกไม่ใช่ทางของเรา ต้องตื่นมาทำอะไรซ้ำซาก ไปในที่เดิมๆ พูดเหมือนกันทุกวันน่าเบื่อมาก"

หลังจากนั้นก็ไปทำอาชีพเซลส์แมนขายเครื่องเสียงตามร้านคาราโอะ ทำได้ 1-2 สัปดาห์ ก็ลาออกอีก ระหว่างนั้นได้ไปอ่านหนัง How to เล่มหนึ่ง เขาพูดถึงวิธีการทำอย่างไรจึงจะ “รวย” หนึ่งในนั้นเขาแนะนำให้ไปทำอาชีพ "ขายตรง" หรือ "ขายประกัน"

อ่านจบก็รีบไปสมัครเป็นพนักงานขายประกันชีวิต "เอไอเอ" ทันที ทำได้ 2 ปี ลาออกอีกรู้สึกว่าต้องไปง้อให้คนมาซื้อประกัน..มันขายยาก แต่ชีวิตก็ยังวนเวียนอยู่ในอาชีพเซลส์ "ลงแรง ไม่ต้องลงทุน" คราวนี้ไปเป็นพนักงานขายรถยนต์ยี่ห้อ "มิตซูบิชิ" แถวสามย่าน ไม่มีเงินเดือนมีแต่ค่าคอมมิชชั่นถ้าขายรถได้

ช่วงนั้นคิดว่าจะยึดอาชีพนี้ไปเรื่อยๆ ทุกวันที่ไปทำงานเขาจะทะเยอทะยานมองหัวหน้างานแล้วบอกตัวเองว่า ทำงานอีก 10 ปี ก็จะได้ไปยืนตำแหน่งเดียวกับเขา มีเงินเดือนกิน 30,000 บาท บวกค่าคอมเข้าไปอีกเกือบ 50,000 บาท สุดท้ายทำไปทำมาก็รู้สึกว่างานนี้ไม่ใช่ทางของเราอีก

"ผมลาออกจากเซลส์ขายรถมิตซูบิชิ ไปขายคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ตอนนั้นรู้สึกว่ารักอาชีพนี้มาก ส่วนตัวชอบอะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ตื่นไปทำงาน แต่ก็ทำได้แค่ 5 เดือน เพราะเจ้าของร้านจำเป็นต้องปิดกิจการ หลังประสบปัญหาส่วนตัว"

ทิวาเริ่มมองเห็นโอกาสทางการค้า และอยากเปลี่ยนสถานะตัวเองจาก "ลูกจ้าง" มาเป็น "เจ้าของร้าน" เลยไปขอให้แม่ช่วยตีเช็คล่วงหน้าให้เจ้าของร้านเพื่อสวมสิทธิทุกอย่างในร้านเดิม เหตุผลที่สนใจทำธุรกิจขายคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ เพราะเห็นว่ามี "กำไรดีมาก" โทรศัพท์ 1 เครื่อง จะได้กำไร 5,000-8,000 บาท สมัยนั้นโทรศัพท์ขายเครื่องละ 30,000 บาท ตอนนั้นกิจการรุ่งเรืองมากมีเงินเข้าร้านเดือนละ "หลายแสนบาท"

แต่แล้วทรัพย์สินเงินทองที่ไหลมาเทมาอย่างไม่ทันตั้งตัวก็มลายหายไปอย่างรวดเร็ว ทำธุรกิจได้ 2 ปี ก็เจอวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 บวกกับช่วงนั้นเขาใช้เงินเกินตัว

"สุภาษิตจีนบอกว่า “ใครรวยก่อนอายุ 30 ไม่มีความมั่นคง แต่ถ้าเลย 30 เจริญแน่นอน” ผมจึงตัดสินใจปิดกิจการ ได้เงินมาหลักล้านบาท ก็นั่งคิดเอาเงินไปทำอะไรดี"

ยอมรับว่าช่วงนั้น "คิดสั้น" ได้ยินมาว่า “เล่นพนันบอล” แล้วจะ “รวย” เล่นไป 5 เดือน "หมดตัว" เพราะเล่นหนักมากจากแทงหลัก "หมื่นบาท" ต่อคู่หลังๆ แทงหลัก "แสนบาท" ปิดพ่อแม่ไม่ให้รู้ แต่ภรรยาที่แต่งงานแบบไม่จดทะเบียนรับรู้พฤติกรรมตลอด

"เชื่อมั้ย! หมดตัวถึงขนาดเหลือเงินติดกระเป๋า 100 บาท จะกินข้าวต้องมานั่งคำนวณกับภรรยาว่าจะพอหรือไม่ ชีวิตกลับมาตกต่ำอีกครั้ง เมื่อหมดตัวก็มานั่งคิดจะทำอะไรดีที่ใช้ทุนน้อยๆ พอดีช่วงนั้นภรรยาชอบไปเดินเซ็นเตอร์วัน ก็ไปเห็นธุรกิจระบายสีตุ๊กตาปูนปั้น ซึ่งขายดีมาก ผมจึงไปยืมเงินญาติมาลงทุนใช้เงินแค่ 10,000-20,000 บาทก็ทำได้แล้ว ตอนนั้นโชคดีมากกิจการดีวันดีคืน มีเงินเข้ากระเป๋า 50,000-60,000 บาทต่อเดือน จึงตัดสินใจขยายอีก 1 สาขา ไปเปิดที่บิ๊กซี ลาดพร้าว"

วันหนึ่งไปเดินเล่นข้างล่างอิมพีเรียล ลาดพร้าว เห็นมีร้านอินเทอร์เน็ตลูกค้าแน่นร้าน กลับบ้านมานั่งทบทวนในเมื่อตัวเองชอบเรื่องเทคโนโลยี และมีเครื่องคอมพิวเตอร์นอนนิ่งอยู่ที่บ้าน 8 เครื่อง ทำไม! ไม่นำมาทำให้เกิดประโยชน์

"ผมเลยไปเช่าพื้นที่เปิดร้านอินเทอร์เน็ต ช่วงนั้นอิมพีเรียล ลาดพร้าว กำลังประสบปัญหาทางการเงิน ทำให้ปล่อยค่าเช่าได้ถูกมากเดือนละ 2,000 บาท กิจการรุ่งเรืองมาก เลยขยายอีก 5-6 สาขา เรียกว่า "ยึดหัวหาด" ในย่านลาดพร้าว มีเครื่องคอมพิวเตอร์กว่า 100 เครื่อง ภายใน 2-3 ปี"

ช่วงนั้นเกม Ragnarok Online กำลัง “ฮิต” เป็นเจ้าของธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ต 9 ปี ก็ปิดกิจการได้เงินสดมา "หลายล้านบาท" จากนั้นก็ไปช่วยกิจการของครอบครัวภรรยาขายแหนมและหมูยอ ตรา "ธัญรัตน์" (ชื่อแม่ยาย) ขายตามตลาดนัด "ขายดีมาก" ระหว่างที่ไปช่วยงานแม่ยาย ตัวเองก็รับซื้อขายแลกเปลี่ยนพวกคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือไปด้วย ทำอาชีพนี้อยู่อีก 1-2 ปี

ทิวา เล่าว่า ในช่วงที่ทำร้านเกม ก็ได้ยินเรื่องตลาดหุ้นแต่ภาพที่รับรู้คือ “เล่นหุ้นเหมือนเล่นการพนัน และเป็นกิจกรรมเฉพาะของคนรวยคนจนหมดสิทธิ” ขณะนั้นก็เลยมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อตลาดหุ้น แต่ถึงแม้รู้สึกไม่ดีก็เอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเพราะเห็นโอกาสทำกำไร เพื่อนสมัยเรียนมัธยมมาเล่นเกมที่ร้านมาชวนให้เล่นหุ้น เขาเป็นมาร์เก็ตติ้งอยู่ที่ บล.เอเซียพลัส

"เขาบอกว่าจะจัดการให้หมดทุกอย่าง เอาเงินมาอย่างเดียว จำได้ว่าช่วงนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้แค่ว่าเพื่อนเอาเงินไปลงทุนหุ้นการบินไทย สุดท้ายขาดทุนไป 70,000 บาท ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน ในใจคิดแล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ ตอนนั้นรู้สึกเข็ด"

แต่โชคชะตาก็ทำให้เขาเข้าสู่วงจรตลาดหุ้น  ทิวา ผู้ใช้นามแฝง "SAI" ในเว็บบอร์ด Thaivi  ชีวิตก่อนจะมาเป็น “เซียนหุ้น VI” ประมาณปี 2551 ด้วยความบังเอิญ ตัวเขา ภรรยาและลูกสาววัย 3 ขวบ ไปเดินเล่นที่ห้างเอสพลานาดย่านรัชดา เดินผ่าน “ห้องสมุดมารวย” ของตลาดหลักทรัพย์ ได้ยิน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กำลังพูดเรื่องการลงทุน มีคนนั่งฟังประมาณ 20 คน

"ผมสะดุดคำที่อาจารย์นิเวศน์พูดขึ้นว่า การเล่นหุ้นมันคือการซื้อธุรกิจ มีเงินเอาไปลงทุนหุ้นดีๆ อีก 20 ปี เงินจะเติบโตเป็นตัวเลข "หนึ่งหลัก" เท่ากับว่าถ้าเราใส่ไป 1 ล้านบาท 20 ปี ได้ 10 ล้านบาท นอกจากผมจะตาลุกวาวแล้ว สมองก็ยังคิดต่อว่า ทำไม! ไม่มีใครบอกแบบนี้เลยนะ...ดร.นิเวศน์ ทำให้ทัศนคติการเล่นหุ้น และชีวิตของผมเปลี่ยนไป" เขายกย่องอย่างชื่นชม

หลังจากนั้น ทิวา รีบไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับตลาดหุ้นมานั่งอ่านประมาณ 20-30 เล่ม ใช้เวลาอ่าน 1-2 เดือนก็อ่านจบทั้งหมด แล้วคิดในใจว่าเล่นหุ้น “ง่ายจัง”

"รุ่งขึ้นผมเดินไปตลาดหุ้น เพื่อไปขอเปิดพอร์ตลงทุน ก็ไม่รู้ว่าต้องไปเปิดที่ไหน เจ้าหน้าที่บอกต้องไปเปิดที่โบรกเกอร์ค่ะ ตอนนั้นไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ตัดสินใจตั้งกระทู้ถามในเว็บไซต์ PANTIP แล้วก็มีมาร์เก็ตติ้ง บล.กิมเอ็ง สาขานครราชสีมา ชวนผมไปเปิดพอร์ตกับเขา ด้วยเงินก้อนแรก 500,000 บาท"

เจ้าของนามแฝง SAI (มาจากตัวการ์ตูนเรื่อง ฮิคารุเซียนโกะ) เล่าต่อว่า เทคนิคการลงทุนช่วงนั้น เน้นเล่นตามดร.นิเวศน์ เห็นอาจารย์ถือหุ้น 9-10 ตัว ด้วยความศรัทธาคิดว่า "เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด" และคิดว่าอาจารย์นิเวศน์ "คงไม่ขาย" บวกกับมีนักลงทุน VI นามแฝง “กาละมัง” บอกว่า “อย่ากลัวจงสั่นสู้..อย่าสั่นหนี” ก็เลยตัดสินใจ "ซื้อตาม ดร.นิเวศน์"

จำได้ตอนนั้นซื้อหุ้น โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) หุ้น ไว้ท์กรุ๊ป (WG) หุ้น อิโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) (IRC) หุ้น อุตสาหกรรมถังโลหะไทย (TMD) หุ้นไอที ซิตี้ (IT) และหุ้น เอสวีโอเอ (SVOA)

สุดท้ายติดนิสัย “แมลงเม่า” เห็นราคาหุ้นขึ้นดีใจเลยขายออกบางตัว เหลือติดพอร์ตแค่หุ้น HMPRO, IT และ SVOA แล้วเอาเงินไปซื้อหุ้นตัวอื่นตามคำแนะนำของคนเก่งๆ ในเว็บไซต์ Thaivi ก็มีซื้อหุ้น เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) และหุ้น โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือ PTL

"ระหว่างนั้นผมก็ทยอยใส่เงินเข้าไปอีก 5 ล้านบาท สุดท้ายเจอวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 (ซับไพร์ม) ตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะขาลงรุนแรง ผมขาดทุน "หลักล้านบาท” มันเป็นตัวเลขที่เยอะมากสำหรับชีวิตผม แต่ก็ไม่ขายนะ เอาแต่นั่งเครียด ไปขุดหนังสือทุกเล่มมาอ่านใหม่ เปลี่ยนทฤษฎีการลงทุนใหม่ยกแผง พร้อมทยอยใส่เงินเพิ่มในช่วงที่ดัชนีลงต่ำ 300-400 จุด ในช่วงปลายปี 2551 อีกประมาณ 2-3 ล้านบาท"

เทคนิคการลงทุนแบบไหนที่ทำให้พอร์ตลงทุนของ ทิวา ชินธาดาพงศ์ จากเงินไม่กี่ล้านบาท วันนี้ทะยานสู่เลข "เก้าหลัก" ติดตามต่อใน "สัปดาห์หน้า" บอกได้คำเดียว คนจบ ม.3 แต่ฝีมือ "ระดับเซียน" 

+++ Master Candle ไม่ใช่ Magic Candle


Thank you source from  :  http://partnerfx.blogspot.com/2012/06/master-candle.html

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

+++ บทสัมภาษณ์เซียนหุ้น : Ed Seykota สุดยอด System Trader จากคุณ : modxyz

บทสัมภาษณ์เซียนหุ้น : Ed Seykota สุดยอด System Trader     จากคุณ : modxyz    http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2009/12/I8659330/I8659330.html

ขอแปะบทสัมภาษณ์ Ed Seykota เซียนหุ้นที่เล่นหุ้นเป็นระบบจนรวยมหาศาล และยังเป็นผู้บริหารกองทุนของเขาเองด้วยครับ น่าสนใจแค่ใหนนั้นลองคิดเอาเอง บทสัมภาษณ์นี้ผมนำมาจากนิตยสาร Stock and Commodities เมื่อปี 1992 โดยจากปี 1972 ที่เขาเริ่มบริหารกองทุนนั้นหากเรามีเงินอยู่ในกองทุนของเขา ในปี 1992 นี้คุณจะมีกำไรถึง 250,000% หรือ 2,500 เท่าทีเดียวครับ เรามาศึกษาแนวคิดของ Ed Seykota กันดีกว่าครับ 

Q: คุณเริ่มรู้จักกับการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคได้อย่างไร ? และคุณเริ่มเล่นหุ้นครั้งแรกเมื่อไหร่ ?

A: เท่าที่ผมจำได้ ผมเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 5ขวบ และผมเริ่มสนใจการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคตั้งแต่ยังเด็กเช่นกัน โดยเมื่อตอนนั้นผมอายุประมาณ 9 ขวบผมมีเครื่องเล่นวิทยุอยู่เต็มห้องไปหมด ผมมีเครื่องทดสอบวิทยุ และ เครื่องวัดปริมาณไฟฟ้าoscilloscopes อยู่หลายเครื่องเช่นกัน ซึ่งมันทำให้ผมชอบเล่นมันให้มันสร้างภาพคลื่นกราฟขึ้นมา หลังจากนั้นเมื่อผมอายุ 13 ปี พ่อของผมเริ่มสอนให้ผมรู้จักกับวิธีการเล่นหุ้น โดยบอกผมว่า ผมควรที่จะเริ่มเข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาของมันวิ่งออกจากกล่องและทะลุแนวต้านขึ้นไป และให้ขายเมื่อมันหลุดแนวรับลงมา นั่นคือจุดเริ่มต้นการเล่นหุ้นของผมครับ

Q: นี่คือสิ่งที่นำพาคุณมาสู้การเล่นหุ้นไช่ใหม และมันทำให้คุณเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยรึปล่าว ?

A: จริงแล้วก็ไม่นะครับ เมื่อผมเรียนมหาวิทยาลัยผมเข้าศึกษาที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) โดยที่ผมนั้นเรียนเกี่ยวกับเรื่อง Servo Theory ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของระบบการควบคุมตนเอง อย่างเช่นระบบสารเคมีที่ทำหน้าที่ในการควบกลไกของร่างกาย โดยที่ศาสตราจารย์ Jay Forrester  ได้แสดงให้ผมเห็นว่าเราสามารถนำ Servo Theory มาประยุกต์ใช้ในการสร้างแบบจำลอง Model ทางเศรษฐศาสตร์ได้เช่นกัน โดยที่เราต้องใช้การสังเกตุ และความคิดคำนวนอย่างลึกซึ่งเพื่อให้รู้ว่าสิ่งต่างๆเกิดขึ้นได้อย่างไร

Q: ถ้าอย่างนั้นคุณเริ่มหันกลับมาสนใจในการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคอีกครั้งได้อย่างไรครับ ?

A: หลังจากที่ผมเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้ว ผมได้มีโอกาสอ่านบทความของ Richard Donchian ซึ่งได้จุดประกายให้ผม โดยการที่เขาได้แสดงให้เห็นว่า การเล่นหุ้นโดยรู้จักกระจายความเสี่ยงควบคู่ไปกับการใช้ระบบ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 25 วัน(25 days moving average) นั้นทำให้ได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ นั่นจึงทำให้ผมตัดสินใจซื้อเวลาใช้เครื่องคอมกับร้านคอมพิวเตอร์ โดยผมใช้เวลาในช่วงหัวค่ำนำข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Wallstreet Journal มาทดลองเลียนแบบระบบของ Richard Donchian อีกครั้งโดยที่ผมได้ลองเปลี่ยนค่าตัวแปรต่างๆและพบว่ามันได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจเช่นกัน ซึ่งผมยังได้พบว่า การเล่นหุ้นอย่างเป็นระบบ โดยใช้ Longer-Term Trend นั้นให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ โดยที่การเล่นหุ้นระยะสั้นเกินไปจะทำให้ค่าคอมมิสชั่นกินผลตอบแทนไปมาก



Q: แล้วหลังจากนั้นล่ะ คุณทำอย่างไรต่อ ?

A: หลังจากนั้นในช่วงต้นปี 1970 ผมได้เข้าทำงานกับบริษัทซึ่งเป็นสาขาย่อยของโบรคเกอร์แห่งหนึ่ง ช่วงนั้นผมได้ใช้เวลาในช่วงสุดสัปดาห์ ใช้คอมพิวเตอร์ทดสอบแบบจำลองของผมอีกครั้ง โดยในคราวนี้ผมได้ลองทดสอบระบบถึง 4 ระบบโดยมีค่าตัวแปรต่างๆประมาณ 50 ตัวโดยทดสอบย้อนหลังไปเป็นเวลา สิบๆปีกับหุ้น 8 ตัว ซึ่งนั่นทำให้ผมใช้เวลาไปถึงปีครึ่งกว่าจะเสร็จ นี่คือสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่าคอมพิวเตอร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปไวมาก โดยขณะนี้ผมอาจใช้เวลาแค่เพียงสองวันเท่านั้น (ถ้าเป็นตอนนี้ผมว่าชมเดียวก็เกินพอแล้วครับ หุหุ)

Q: แล้วคุณทำอย่างไรกับผลการทดลองนั้นต่อ ?

A: ครับ โดยในที่สุดบริษัทแม่ของผมก็นำผลการทดลองของผมไปเป็นส่วนหนึ่งของการขายบริการ ปัญหาก็คือ เจ้านายของผมไม่สามาถควบคุมตนเองให้ทำตามระบบนั้นได้ และเจ้านายของเจ้านายผมก็สนใจที่จะทำเงินกับมันจากการ ขายบริการข้อมูลเพื่อค่าคอมมิสชั่นมากกว่าที่จะใช้มันเล่นหุ้น ซึ่งผมได้บอกกับเขาว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการนำมันไปเล่นหุ้นเพื่อลูกค้าของพวกเขา ไม่ไช่การกินค่าคอมมิสชั่น แต่ยังไม่จบแค่นั้น เจ้านายของผมกลับเดินเข้ามาแสดงความยินดี แล้วบอกผมว่าผมจะได้เงิน 10% จากค่าคอมที่ระบบของผมสามารถทำเงินให้จากการขายบริการให้พวกเขาได้ ซึ่งมันทำให้ผมเซ็งมาก และตัดสินใจออกจากที่นั่น

เมื่อผมอายุ 23 ปี ผมหันมาเล่นหุ้นด้วยเงินของตนเองด้วยเงินเพียงเล็กน้อยประมาณ 10,000-25,000 เหรียญ หลายปีต่อมาผมได้กลับไปเยี่ยมบริษัทแห่งเดิมของผม และมันเต็มไปด้วยมาร์เก็ตติ้งหลายคนที่ทำเงินค่าคอมมิสชั่นได้จากการนำระบบของผมมาปรับปรุงอีกเล็กน้อย อย่างไรก็ตามผมกลับมีเงินมากกว่าที่บริษัทผมมีเสียอีก ซึ่งนั่นมาจากการเล่นหุ้นของผมเอง ผมรู้สึกดีเป็นอย่างมากที่ผมได้ออกมาจากบริษัทที่หวังแต่จะกินค่าคอมมิสชั่นแห่งนั้น

Q: หลังจากนั้นล่ะ ?

A: ผมก็ยังทำการทดลองใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ ยังคงศึกษาตลาดอยู่เช่นเคย และยังคงเล่นหุ้นด้วยเงินของผมเอง 

Q: อะไรคือความลับแห่งความสำเร็จของคุณ ? อะไรคือปัจจัยทางจิตวิทยาที่สำคัญสำหรับการเล่นหุ้น ?

A: ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ มันไม่มีความลับอะไรทั้งนั้น หรือถ้ามันจริงผมก็คงยังไม่พบมันเช่นกัน ผมคิดว่าความคิดของการที่จะพยายามหาสูตรสำเร็จในการเล่นหุ้นนั้นเป็นความคิดที่ผิดทางไป มันเหมือนกับการเล่นกอล์ฟนั่นแหละ นักกอล์ฟบางคนเล่นเพื่อแค่ค่าเวลานอกบอก พวกเขาชวนเพื่อนๆไปเล่นกัน ไปสัมผัสธรรมชาติ ไปชมวิว ไปออกกำลังกาย และหวังว่าจะได้เบอร์ดี้ สักครั้งสองครั้ง และสำหรับอีกหลายๆคน มันคือการพยายามจะหาสูตรสำเร็จในการตีกอล์ฟไป ต่างคนก็ต่างเล่นไป

Q: ถ้าอย่างนี้ อะไรที่คุณคิดว่าจะทำให้นักเล่นหุ้นทั่วๆไปสามารถประสบความสำเร็จได้ ?

A: การเล่นหุ้นนั้นง่าย คุณแค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและสั่งซื้อขายไป แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการเล่นหุ้นนั้นสิที่ยากกว่า มันเหมือนกับการจะเป็นนักกีฬา คุณต้องตั้งใจและทุ่มเทเพื่อเป้าหมายของคุณ เมื่อคุณทุ่มให้มันสิ่งต่างๆจะเข้ามาช่วยคุณเอง สิ่งต่างๆที่คุณเห็นและไม่สามารถเห็นได้จะช่วยผลักดันให้คุณไปถึงความฝัน

Q: นักเล่นหุ้นรายย่อยทั่วไปนั้น ควรที่จะทุ่มเทเวลาเพื่อการพัฒนาทักษะการเล่นหุ้นอย่างเป็นระบบ หรือ ใช้เวลาพัฒนาการเล่นหุ้นด้วยสัญชาติญาณของพวกเขา ?

A: ผมคิดว่าวิธีการเล่นหุ้นด้วยสัญชาติญาณ นั้นมีส่วนสำพันธ์กับการเล่นหุ้นอย่างเป็นระบบ นักเล่นหุ้นที่เล่นหุ้นด้วยสัญชาติญาณนั้นเล่นหุ้น ก็เล่นหุ้นด้วยกฎหรือระบบ และความคิดที่อยู่ภายในใจของเขา แต่ผมก็เห็นว่าการเล่นหุ้นด้วยระบบนั้นก็มีส่วนสัมพันธ์กับการเล่นหุ้นด้วยสัญชาติญาณด้วยเช่นกัน นักเล่นหุ้นด้วยระบบนั้น ต้องใช้สัญชาติญาณในการที่จะเลือกหนทางในการเดินไปข้างหน้า การลด-เพิ่มหน้าตัก หรือแม้กระทั่งการเลือกถือหรือขายหุ้นตัวใดออกไป

ที่ผมกำลังจะบอกก็คือ จริงๆแล้วมันไม่มีข้อแตกต่างระหว่างทั้งสองอย่างนี้หรอก นักเล่นหุ้นที่มีเหตุผลคือคนที่เล่นหุ้นอย่างมีสติในการบริหารความเสี่ยง รู้จักใช้ Money Management พวกเขาจะสนใจระบบเศรษฐกิจทั้งมหาภาคและจุลภาคอยู่ในใจ พวกเขาคือคนที่รู้จักตัวของตัวเอง และรู้จักสร้างสภาพจิตใจที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวพวกเขา

Q: ถ้าหากคุณไม่ได้ใช้วิธีการเล่นหุ้นด้วยระบบ คุณจะมีกฏการเล่นหุ้นของคุณเองใหม และมันจะเป็นอย่างไร ?

A: ผมมีกฎของผม และกฏเบื้องบนไว้ใช้ในใจของผมอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น เล่นหุ้นแนวโน้มใหญ่ ตัดขาดทุนให้เร็ว ปล่อยให้หุ้นวิ่งทำกำไร และเสี่ยงเท่าที่คุณจะทนใหวแล้วรู้จักพอ !

Q: กฏเบื้องบน หมายความว่าอย่างไรครับ ?

A: สำหรับผม กฏเบื้องบน และกฏของผมมีส่วนช่วยในการเล่นหุ้นเป็นอย่างมาก กฏเบื้องบนนั้นก็คือ ความทุ่มเทและความใส่ใจจะทำให้ประสบความสำเร็จ มันยังมีกฏเบื้องบนที่ทำให้ความโลภและความเห็นแก่ตัวไม่อาจต้านทานได้ ผมจะรู้สึกว่าผมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกฏเบื้องบนเหล่านี้ได้เองเมื่อสิ่งต่างๆดำเนินไปอย่างเข้าที และเมื่อผมทำตามกฏเบื้องบนแล้ว กฏการเล่นหุ้นของผมมันกลายเป็นสิ่งที่แทบไม่มีความหมายเลย

Q: คุณคิดว่าราคาหุ้นวิ่งไปอย่างไม่อาจคาดเดาได้หรือไม่ ? มีอะไรเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของแนวโน้มต่างๆหรือไม่ ? อะไรทำให้ราคาเคลื่อนใหวออกไป ?

A: ผมคิดว่า เมื่อเราอุทานว่า AHAAA! นั่นแหละคือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงของราคา ยกตัวอย่างเช่น คุณลองสังเกตุอักษรพวกนี้ หหสสหหปป อะไรคือตัวต่อไป ? (คุณผู้อ่านคงจะงง ไช่ใหมครับ ผมก็งงเช่นกันตอนอ่านครั้งแรก กว่าจะรู้ก็ อ๋อออ แล้วแต่ถ้าทีนี้ลองคิดว่ามันเป็นอักษรแรกของตัวเลขสิครับ หนึ่ง ,สอง, ห้า เริ่มอ๋อออ แล้วไช่ใหมครับ ) และเมื่อคุณเริ่ม Ahaaa หรือร้อง อ๋อ แล้วสิ่งต่างๆ ที่เป็นปริศนา และความงุนงงจะเริ่มหายไป
เมื่อเรารู้สึกว่า Ahaa หรือ อ๋ออ นี่แหละที่ผลักดันให้ราคาเปลี่ยนแปลงไป เมื่อคุณอ่านหนังสือพิมพ์ระหว่างที่หุ้นเริ่มกลายเป็นขาขึ้น จะยังไม่มีใครเข้าใจว่าทำไม มันจะมีความสับสันเต็มไปหมด หลังจากนั้นเมื่อหุ้นเริ่มเคลื่อนที่ไป บางคนจะเริ่มเข้าใจถึงเหตุผล เมื่อถึงจุดจบ ทุกคนจะร้องอ๋อเข้าใจเหตุผลแล้ว และนั่นทำให้ความสงสัยต่างๆหายไปเป็นผลทำให้มาถึงจุดจบของหุ้นขาขึ้นนั่นเอง

Q: Ahaa เหรอ ผมจะลองเอากลับไปคิดดูครับ ทีนี้คุณลองบอกได้ใหมว่าคำกำหนดจุดตัดขาดทุนอย่างไร ?

A: ผมจะกำหนดมันก่อนซื้อหุ้น ผมจะตั้งไว้ในจุดที่กราฟเสียรูปไป

Q: หนังสือหุ้นเล่มใหนคือหนังสือหุ้นที่คุณชอบ และคิดว่านักเล่นหุ้นทุกคนควรอ่านมัน ?

A: จากประสบการณ์การเล่นหุ้นที่ผ่านมาหลายปี ผมได้สั่งสมความรู้ มุมมอง ทักษะ และแรงบันดาลใจต่างๆจากหนังสือหลายๆเล่ม สำหรับหนังสือหุ้นไม่กี่เล่มที่ผมชอบเป็นพิเศษนั่นก็คือ Extraordinary Popular Delusions ของ Charles McKay, หนังสือหุ้น Reminiscences of Stock Operator โดย Edwin LeFever และหนังสือหุ้น The Crowd ของ Gustare Le Bon ครับ

จบแล้วครับ!

แถมให้อีกๆ

เล่นหุ้นแบบ Richard Donchian บรรพบุรุษของเหล่า Trend follower

Richard D. Donchian คือใคร ?

Richard D. Donchian เป็นนักเล่นหุ้นที่ได้รับการยอมรับอย่างมากของ Wall Street เขาเริ่มต้นชีวิตในวงการตลาดหุ้นเมื่อปี 1930 และเริ่มมาประสบความสำเร็จอย่างจริงจังในการเป็นนักเล่นหุ้นเมื่อปี 1974 ครับนั่นหมายถึงความเพียรพยายามศึกษาอย่างยาวนานจริงๆ และสิ่งที่ Donchian ได้ค้นพบนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างต่อวงการ การเก็งกำไร และ วงการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคอย่างมากมาย

Donchian คือคนที่ทำให้วงการตลาดหุ้นสั่นสะเทือนเพราะเขาคือ  “บิดา” หรือผู้ที่ทำให้ เทคนิคการเล่นหุ้นแบบ Trend Following (การเล่นหุ้นตามแนวโน้ม) ได้ก่อกำเนิดขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา และสำหรับท่านที่ยังไม่เข้าใจว่า Trend Following คืออะไร อธิบายง่ายๆก็คือ การเล่นหุ้นภายใต้สมมุติฐานที่ว่าราคาของหุ้นจะเคลื่อนที่ไปตามแนวโน้มหลักของมันจนกว่าแนวโน้มหลักของมันได้เปลี่ยนแปลงไป นั่นเองครับ ซึ่งก็เป็นหลักการพื้นฐานของการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคที่พวกเราต้องจำให้ขึ้นใจนั่นเองครับ และ Donchian นี่เองแหละครับที่เป็นคนริเริ่มพัฒนาเทคนิคการเล่นหุ้นที่เป็นที่นิยมอย่างมากของพวกเราในปัจจุบัน นั่นก็คือ การเล่นหุ้นด้วยระบบ การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หรือ Moving Average นั่นเองครับ (หรือใครจะเถียง ? หุหุ) และสุดท้ายนี้เองถ้าใครได้อ่านบทความเกี่ยวกับ กลุ่มเซียนเต่า The Turtle Trader แล้วผมก็จะขอบอกอีกว่านี่ก็คือ หนึ่งในอิทธิพลของ ปรมจารย์การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิครายนี้ครับ...... Richard D. Donchian.

และนี่ก็คือเพชรจากกรุสมบัติชิ้นแรกของปรมจารย์คนนี้ซึ่งผมก็ไปขุดกันมาให้ได้อ่านกันครับ ซึ่ง Donchian เขียนขึ้นในครั้งแรกเมื่อปี 1934 และเมื่อเขาได้กลับมาปรับปรุงใหม่อีกครั้ง เขาได้ให้ข้อสังเกตุว่า หลักการข้อที่ 1,2,3,4 และ 5 นั้นเป็นข้อที่สำคัญที่สุดครับ

แนวทางการเล่นหุ้นของ Donchian

1. จงระวังการตัดสินใจของคุณ จากข้อมูลข่าวสารที่เป็นที่กล่าวขานและเข้าถึงกันได้ทั่วไปจากมวลชน เพราะถึงแม้มันจะถูกต้อง มันจะทำให้การเคลื่อนตัวของราคาไปได้ไม่ไกล และช้าลง

2. ในช่วงเวลาที่ตลาดเงียบเหงานั้น จงคอยเตรียมพร้อมที่จะเกาะไปกับแนวโน้มที่มาพร้อมกับโวลุ่ม หรือปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

3. จำกัดการขาดทุน และ ปล่อยให้หุ้นวิ่งไปเพื่อทำกำไรก้อนโต ไม่ต้องไปคิดถึงสิ่งอื่นนอกจากนี้

4. เมื่อตลาดกำลังผันผวน อย่าเชื่อมั่นและทุ่มเทในสิ่งใดเกินไป แนวโน้มที่ชัดเจนนั้น จะเกิดขึ้นบ่อยพอที่จะทำให้ชีวิตเราได้ตื่นเต้น และจงทุ่มเทลงไปเมื่อมันได้เกิดขึ้น การกระทำอย่างนี้จะทำให้เรา สามารถลดการขาดทุนจาก Whipsaw หรือ Error ของตลาดที่เกิดขึ้นได้อย่างมากมาย

5. ระวังในการเข้าซื้อขาย อย่าด่วนเข้าซื้อเมื่อแนวโน้มได้เกิดขึ้นมาเกิน 3 วันจงรอ การกลับตัวลงมา

6. การใช้ Stop loss หรือการคุมต้นทุนอย่างรอบคอบเป็นสิ่งที่มีผลต่อการเล่นหุ้นให้ได้กำไร และจุด Stop loss นั้นสามารถนำมาใช้เพื่อการปกป้องกำไรของคุณได้เช่นกัน 
ต้องรู้จักการจำกัดการขาดทุนและเข้าซื้อ-ขายจากรูปแบบpattern ที่มีความน่าเชื่อถือและแม่นยำต่างๆของราคาหุ้น  เช่น รูปแบบ สามเหลี่ยม
Stop หรือจุดตัดขาดทุนจะมีค่า และเชื่อถือได้มากขึ้นหากใช้ร่วมกับ รูปแบบการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคที่มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือ

7. ในเวลาที่การเคลื่อนใหวของตลาดหุ้นนั้น เคลื่อนขึ้น หรือลง ในระยะพอพอๆกัน เราควรทุ่มเงินลงในตลาดขาขึ้นเนื่องด้วยเหตุผลทาง สัดส่วน Percent ของกำไร เช่น หุ้นลงจาก 50 ลงมาถึง 25 จะเท่ากับ 50% แต่หากหุ้นขึ้นจาก 25 ไป 50 จะเท่ากับ 100%

8. ในการเข้าซื้อ การตั้งราคารอ นั้นยอมรับได้ แต่เมื่อถึงเวลาขาย ต้องขายทันที ( โยนทิ้งไปเลยครับ )

9. ซื้อหุ้นที่แข็งแกร่ง ทั้ง ราคา, แนวโน้มของหุ้น และปัจจัยพื้นฐาน และ ต้องขายหุ้นเน่าๆอ่อนแอ ทิ้งไปซะ

10. การเคลื่อนของตลาดที่มีกลุ่ม Rails (ขนส่งทางรถไฟ) เป็นตัวดันนั้นน่าสนใจมากกว่าการเคลื่อนที่ที่กลุ่ม Rails นั้นไม่ดันขึ้นไปด้วย ( ประยุกต์หน่อยก็คือ ตลาดที่เคลื่อนไปด้วยแรงดันของหุ้น Big Cap ทั้งหลายจะน่าสนใจกว่า ดันตัวเล็กๆปั่นขึ้นมาเล่น นั่นเองครับ)

11. การศึกษาปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัว และความแข็งแกร่งของบริษัทนั้นๆเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากเช่นเดียวกับการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค (พื้นฐานและกราฟ ควรไปด้วยกันนั่นเอง สังเกตุได้จากอดีตพวกตัวนำตลาดต่างๆไงครับ)  

นี่เป็นกรุสมบัติชิ้นแรกของ Richard Donchian ที่เขียนขึ้นตั้งแต่ ปี 1930 ก็จบแล้วนะครับถ้าคุณอ่านแล้วรู้สึกว่ามัน Basic เหลือเกินก็ขอให้นึกไว้นะครับว่านี่คือ กฏหรือ หลักการที่อยู่มานานจะ 100 ปีอยุ่รำไร ผ่านการทดลองมาแล้วหลายรุ่นถ้าไม่ดีจริงคงไม่หลุดมาถึงตรงนี้อย่างสมบูณณ์ เพียงแต่ว่าเราจะนำมาใช้ได้ดีแค่ใหนเท่านั้นเองนะผมว่า 

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนมีกำไรอย่างสม่ำเสมอกันเรื่อยๆ ครับ

นานแล้ว ตำราเทรดไม่เคยได้อ่านจริงๆจัง ๆ เพียงเปิดผ่านๆ เท่านั้น  วันนี้มาดู คุณ : modxyz  โพส อ่านดู คนนี้เขียนดี สำหรับคนที่ยังขาด,หรือแสวงหาแนววิเคราะห์  (คนที่ยังเทรดแบบไม่มั่นใจตัว อ่านหลายๆ  น่าจะทำได้แนวดีๆ ไปหลายๆอย่าง ) 
-แต่มีประโยคที่ว่า  "  ควรที่จะเริ่มเข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาของมันวิ่งออกจากกล่องและทะลุแนวต้านขึ้นไป และให้ขายเมื่อมันหลุดแนวรับลงมา  "  แนวคิดนี้  นำไปทดลองใช้  อย่างพึงมั่นใจนัก  ( ถ้าเทรด future  โดยใช้แนวคิดนี้ ระวังนิดหนึ่ง อาจจะเจ็บเกินที่จะยอมรับได้)

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

+++ เตรียมระบบ และทำความเข้าใจกับหน้าจอต่าง ๆ เป้าหมายเพื่อทดสอบ เรียนรู้ การเทรด Option FOREX/CFD Index ต่าง ๆ


     เนื่องจากการเรียนรู้เรื่องนี้ ใช้ Data จาก Efinance Smart ในการโหลกข้อมูล เข้ามาใส่ Amibroker เลยทำให้เทรดได้เฉพาะที่ Efin มี data และตัว FOREX Data นั้น ใช้ Amiquote ที่ซื้อมาพร้อม Amibroker เป็นตัว จัดการอยู่แล้ว 

ส่วนเว็บที่ใช้ในการทดสอบคือ https://www.cornertrader.ch/en/