วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ กฎพื้นฐานการเทรด โดย G.M Loeb

กฎพื้นฐานการเทรด 14 ประการโดย G.M Loeb

Source: http://www.sarut-homesite.net/category/investment/ (บทความ กฎพื้นฐานสำคัญ 15 ประการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น)

     Gerald Loeb หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท E.F. Hutton เป็นผืที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จใน Wall Street เขาได้เขียนหนังสือชื่อดังสองเล่มคือ “The Battle for Investment Survival” และ The Battle for Stock Market Profit” ในยุคนั้น Loeb มีมุมมองต่อการเทรดไม่เหมือนคนอื่น ๆ ซึ่งเขามองว่า การถือหุ้นในระยะยาวมีความเสี่ยงสูงเกินไป (เพราะเป็นตลาดหุ้นนะครับ) ถึงแม้ว่าหนังสือของ Loeb จะถูกเขียนขึ้นเมื่อนานมาแล้ว แต่แนวคิดของเขายังสามารถใช้ในการลงทุนหรือเทรดได้จนถึงยุคปัจจุบัน ผมจึงอยากจะเอากฏเหล่านั้นที่มาจากตลาดหุ้นและสามารถประยุกต์ใช้ได้กับ Forex มาบอกเพื่อน ๆ เทรดเดอร์ใน Thaiforexschool ให้ได้รับทราบกัน

กฏต่อไปนี้คือสิ่งที่ Loeb เน้นย้ำว่าต้องทำความเข้าใจไม่ใช่เพียงแค่ชนะตัวเองแต่รวมถึงการสามารถทำกำไรไดด้ในตลาดอีกด้วย
  • จงระวังสิ่งที่ทุกคนรู้เหมือนกัน คิดเหมือนกัน และลงทุนไปในทางเดียวกัน
  • จุดเข้าที่ดีมันมักจะดูเป็นไปไม่ได้เสมอสำหรับนักลงทุนทั่วไป
  • ความคาดหวังคือสิ่งที่ทำให้ตลาดวิ่งไม่ใช่ข่าว
  • พื้นฐาน 3 ข้อที่ใช้ในการวิเคราะห์กราฟ
  • แนวโน้ม
  • ราคา
  • ปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบสกุลเงินนั้น ๆ
  • แต่ละช่วงของกราฟก็เหมือนชีวิตคนเรา มีช่วงเกิด ช่วงวัยรุ่น ช่วงผู้ใหญ่ และวัยชรา กุญแจสำคัญคือต้องระบุให้ได้ว่ากราฟที่กำลังดูอยู่นั้นกำลังอยู่ในวัยไหน
  • ในการเทรดควรเริ่มต้นด้วย lot ที่ไม่มากและอัดเพิ่มเมื่อกราฟเป็นไปตามที่เราคาดไว้
  • อย่ากระจายความเสี่ยงมากเกินไป
  • ผู้เทรดต้องมีความอดทนต่อสิ่งเร้าที่ยั่วยวนใจคุณให้คุณเป๋ไปจากวิธีการเทรดเดิมของคุณในทุกวัฐจักรของตลาด
  • หากคุณอยากประสบความสำเร็จในการลงทุนคุณจะต้อง
  • ตั้งเป้าหมายให้สูง (Fly High)
  • จำกัดความเสี่ยง (Risk Limitation)
  • ไม่กลัวที่จะนำเงินไปลงทุน (Trade With No Fear of Loss)
  • อดทนและใจต้องนิ่ง (Be Patient and Be Calm)
  • เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จนั้นหาได้เป็นคนวิเศษไม่ เพียงแต่เขาเข้าใจจิตวิทยาการลงทุน ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และฝึกฝนมาอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองมีประสบการณ์ที่มากพอ
  • อย่าคิดแทนกราฟ แต่จงเทรดไปตามกราฟ
  • ประสบการณ์คือสิ่งที่ไม่มีใครหามาแทนให้กันได้ และยังเป็นสิ่งที่แยกคนที่ประสบความสำเร็จออกจากคนทั่วไป
  • กราฟเป็นเหมือนศาสตร์และศิลป์ ที่ต้องอาศัยใจรักในการมอง
  • เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองฉลาดกว่ากราฟ จงรีบออกจากตลาดซะ

  ลองถามตัวเองดูครับว่าตัวเองมีข้อใดบ้างและขาดข้อใดบ้างโดยไร้อคติของการคิดเข้าข้างตัวเอง การถามตัวเองแบบนี้บ่อย ๆ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้คุณมองว่าคุณคิดผิดในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย แต่การเรียนรู้ในมุมมองที่แตกต่างออกไป อาจจะทำให้คุณได้พบหนทางใหม่ ๆ ในการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไป หลายต่อหลายครั้งที่แนวคิดใหม่ ๆ มักขัดแย้งการความคิดเดิมของเราและเราก็ปฏิเสธมันโดยไม่รู้ตัว จงจำไว้ว่า

“นักลงทุนที่เปิดใจรับสิ่งใหม่ตลอดเวลา และฉลาดพอที่จะแยกแยะว่าอะรควรประยุกต์ใช้ใหม่ะไรไม่ควรทำตามโดยเฉพาะเรื่องที่ขัดแย้งกับความเชื่อหรือวิธีการเทรดของตัวเอง มักจะประสบความสำเร็จ”

Source: http://www.sarut-homesite.net/category/investment/ (บทความ กฎพื้นฐานสำคัญ 15 ประการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น)

+++ กราฟไม่โกหก หัวข้อนี้กะจะทำ Short Note ไปเรื่อยๆ ไว้อ่านเองเหมือนเดิม แต่เผื่อจะมีประโยชน์กะคนอื่น

    ข้อความทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัว มุมมองส่วนตัว ผิดถูก ไม่รู้ ผมใช้ในการวางแผนการเทรดของผมเอง แต่ที่ Public ไว้เนื่องจากมีเพื่อน ญาติ คนใกล้ตัว กลุ่มเพื่อนใน Group หุ้น จะได้เข้ามาอ่าน เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อเอง จุดประสงค์หลัก คือเพื่อใช้บันทึกแนวคิด และปรับปรุงแก้ไขตัวผมเอง กราฟเปลี่ยนผมก็เปลี่ยน แผนก็เปลี่ยน ระบบก็ปรับ ว่ากันไปตามน้ำ


30-Oct  ย้อนหลังไปตั้งแท่งแดงวันที่หลุดแทรน แล้วมาย้ำด้วยแดงอีกแท่ง และเขียวที่ปิดต่ำกว่าวันก่อน .... สัญญาณเขาได้บอกให้เตรียมเก็บกระเป๋า สิ่งที่โชคดีสำหรับเราคือ เราล้าง port ออกก่อน แต่เมื่อวานเห็นว่ามันดีด เลยเข้าไปเก็บมาประมาณ 5% ของพอร์ตไว้ลุ้นขำๆ ... แต่เปิดตอนเช้ามา ล้างทิ้งหมดเลย รอดเพราะกราฟ ตามเคย ตอนนี้ที่ต้องห่วงคือ SAR tf day กลับตัวแล้วละก็ไม่งามแหละ


     และถ้าหลังจากนี้ ถ้าไม่มีข่าวดีมา....และถ้าตรงข้ามมีแต่ข่าวร้าย ๆ ออกมา สิ่งที่ห่วงคือ ท่อ Regression ตามภาพ...จะมาสนับสนุนข่าวต่างๆ อีกระรอก


มอง SET ผ่าน Advanced Get ตอนนี้คลื่น 5 ย่อย พังไปแหละ และ SET เข้าสู่ Mode Sideway ถ้าหลุด 143x ก็หลุดภาพขาขึ้นเล็ก ๆ รอบนี้แหละ ระวังแถว ๆ  นี้ไว้อีกหน่อยดีกว่า แต่ค่า PTI ยังมากกว่า 35 ..แต่น้อยนิดเกิน แสดงว่าอาจจะมีโอกาสเกิด Wave 5 แต่ไม่รู้เมื่อไหร่นะสิ



วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ Short Note เก็บบันทึกสรุป เทคนิคการเทรด Manual แบบส่วนตัว

....อันนี้เป็น Note สรุปส่วนตัวนะครับ ไม่ใช่ทฤษฏี หรืออะไรทั้งนั้น เป็นการ short note เพื่อไว้อ่านย้อนกลับปรับแต่งไปเรื่อยๆ

สิ่งที่ต้องทำ

  1. เช้าก่อนตลาดเปิด ต้องเปิด Amibroker พร้อมระบบต่างๆ ตรวจสอบ Time Frame และเปิดลำโพงไว้เลย 
    • เช้าเปิดระบบ Alert เสียงตั้ง Loop ของ  Single Stock, Acc08+eFund, Short Term Stock 
    • เปิด FOREX และเปิด Amiquote เพื่อ Load data และเปิดหน้าจอ 7 คู่เงิน เช้า เล่นพวก AUD บ่าย EUR และก่อนเย็นเตรียม USD และระหว่างวันเล่น JPY 
    • ก่อน 2 ทุ่ม เปิด US Option พร้อมเปิดระบบ Alert เสียงตั้ง Loop
  2. เปิด e-Finance หน้าที่สำคัญ ๆไว้
  3. ใช้ Computer ชุดใหญ่ Run Optimize Model อื่นๆ อย่างน้อยวันละ 1-2 Model 
  4. แยกระบบที่ Optimize ผ่านแล้วมาเลือกทดสอบ Optimize กับ Wish List และหา Time Frame ที่เหมาะสม 




FOREX
Oct-2013   แนวการฝึกทดสอบ
  1. ใช้ Amibroker เปิด TF 5 นาที และใช้ Heiken Modify ที่ Optimize เฉพาะแต่ละคู่เงิน เปิด Auto Run ไว้เลย 
  2. อ่านเทรนใน TF 5 นาทีให้ออกก่อน แล้วจับจังหวะ เล่นตามเทรนหลัก อย่าเล่นสวน ถ้าสัญญาณหรือสี Heiken Ashi ไม่ชัด 
  3. ใช้ TF 1 นาทีในการดูจุดการตั้งดักซื้อ 
  4. ตั้งจุดดักให้ห่าง เล่นตาม Regression อีกตัว 
  5. ต้องเหลือกระสุนเยอะพอที่จะเก็บจุดพลิกผัน
  6. ช่วงก่อนข่าวออก ให้ระวังให้มาก 
  7. กระชากไม้แรก ยิงเก็บ ตามเทรนเก่า ถ้าเทรน TF 5 นาทียังไม่เปลี่ยน
  8. เลี่ยงได้ถ้าไม่แม่น ไม่ชัดพอ ช่วงข่าว 1 ทุ่ม 3 ทุ่ม หรือข่าวต่างๆ ให้ลดการเทรดเหลือแค่ 1-2 คู่เท่านั้น และให้ลอกเลือกคู่ที่สัมพันธ์กัน 

Single Stock
Oct-2013   แนวการฝึกทดสอบ
  1. ยึดตามระบบ Amibroker ที่ออกแบบไว้ให้ได้ สัญญาณซื้อคือให้ซื้อ ทะยอยซื้อ สัญญาณ Short ให้ Short ถ้าไม่ชัวร์ทะยอยเข้าหรือใช้ 30% ของเงินทุน ถ้าอ่าน เทรนไม่ออก
  2. อิง SET เป็นหลัก ถ้ามีการเท ให้รีบเข้า Short ตาม Rank ราคาต่างๆ เพื่อสะสม และตัวไหนกำไรให้ทะยอยขายออก ไม่ถือทั้ง Order นาน เนื่องจากช่วงนี้ตลาดผันผวนมากเกินไป



Stock Thai
Oct-2013   แนวการฝึกทดสอบ
  1. แยก Wish List หุ้นพื้นฐาน และหุ้นปั่นมีกระแสออกจากกัน แล้ว Optimize หาค่าที่เหมาะกับหุ้นแต่ละกลุ่ม 


TFEX
Oct-2013   แนวการฝึกทดสอบ
  1. Optimize Model + สร้าง Indicator + ระบบ Scan เฉพาะ และเลือก TF เดียวที่จะลงทุน พร้อมใส่ระบบเสียง Alert ลงคอมชุดใหญ่ 



US Option
Oct-2013   แนวการฝึกทดสอบ
  1. คัดแยก เลือกเอาเฉพาะ Stock ที่น่าสนใจ มี Volume และมี ATR ที่สามารถเข้าเล่นได้ชัด ๆ ไม่เอาเยอะ 
  2. สร้าง Model และ Optimize หาค่าที่เหมาะสม 
  3. สร้าง ระบบ Alert + Scan พร้อมเสียง และหา Time Frame ที่เหมาะสม 

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวร

แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
  • ผลตอบแทนทบต้นทำได้ 15% ต่อปีก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว อย่าไปตั้งเป้ารวยเร็ว 
  • ตั้งเป้าเกินตัว บัฟเฟตต์ได้ปีละ 20 กว่า% แต่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก 
  • บางคนตั้งเป้ารวยเร็วเช่น ปีละ 100% แบบนี้อันตราย


การซื้อขายหุ้น 2 แบบ
   1.Value Investor ซื้อหุ้นเหมือนซื้อธุรกิจ รวยตามธุรกิจที่เติบโต พบคนล้มเหลวน้อยกว่า
   2. Stock Trader ใช้ข้อมูลพื้นฐานมาเก็งกำไร พบคนล้มเหลวที่ลงทุนด้วยวิธีนี้มากกว่า

     ดร.นิเวศน์ ซื้อหุ้นเหมือนซื้อธุรกิจ เช่น มาม่า คนกินเป็น 10 ปี เปลี่ยนแปลงยาก  สามารถปรับราคาได้ เสริมสุข ตอนนั้น market cap 2000 ล้าน เงินสด 500 ล้าน ยอดขาย 15000 ล้าน กำไร 500 ล้าน คิดว่า 3 ปีก็คืนทุน ราคาถูกมากๆ Intrinsic Value มูลค่าที่จริง ดร.นิเวศน์ให้นิยามว่า “มูลค่าที่เราห้ามขาย”  ปัจจุบัน สไตล์เล่นหุ้นของคนส่วนใหญ่ จะเน้นการ ขุดหุ้น คล้ายๆ ไปหาหอยที่ดอนหอยหลอด คือ พอกำไรก็ขาย ไปขุดหุ้นตัวใหม่ จนปัจจุบันหาหุ้นที่จะขุดยากขึ้น เหมือนดอนหอยหลอด ก็ไม่ค่อยจะมีหอยแล้ว เกรแฮม เลือกหุ้นคุณภาพไม่ต้องดีมาก ขอให้ราคาถูกมากๆ บัฟเฟตต์เลือกหุ้นคุณภาพดีมาก ยอมจ่ายในราคายุติธรรม 

ลักษณะของกิจการที่มีคุณภาพ

1.กำไรสม่ำเสมอ เพิ่มขึ้นช้าๆ มานาน (เพิ่มเร็วต้องระวัง)
2.หนี้น้อย
3.Net profit margin สูง ROE สูง
4. ผู้บริหารโปร่งใส ไม่โกง ไม่เอาเปรียบ
5.ผู้บริหารไม่ขยายงานมั่วไปหมด
6.มองประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคนเป็นหลัก

ยุคปัจจุบัน Brand ลดความสำคัญลงมาก สิ่งที่สำคัญมากขึ้นคือ เรื่อง ความสะดวกสบาย ยกเว้น brand แฟชั่น เช่น หลุยส์ วิตอง ยังคงมีสำคัญคุณภาพของธุรกิจแต่ละประเภท

1. ธุรกิจที่มี brand แข็งแกร่ง ขึ้นราคาได้ ไม่มีสินค้าทดแทน เป็นผู้นำตลาด
2. ธุรกิจสัมปทาน ที่ดีควรจะจ่ายสัมปทานน้อย มีคู่แข่งน้อย ไม่ถูกควบคุมราคา มีกำไรดี
3. สถาบันการเงิน แบงค์ดี เงินทุนไม่ดี หลักทรัพย์ไม่ดี
4. สื่อสาร มือถือดี โทรศัพท์พื้นฐานไม่ดี ทีวีดี
5. สาธารณูปโภค ไฟฟ้าดี น้ำดี ทางด่วนไม่ดี (ลงทุนเยอะ ปริมาณรถเริ่มอิ่มตัว)
6. ธุรกิจมีจุดเด่น มีเทคโนโลยีเหนือคู่แข่ง มีความสามารถในการผลิตสูง
7.ธุรกิจโภคภัณฑ์ เป็นบริษัทส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ผลการดำเนินงานไม่สม่ำเสมอ  ไม่เด่น ลูกค้าไม่ยิดติดยี่ห้อ ไม่มีความแตกต่าง ราคาเป็นไปตามตลาดโลก

ข้อสังเกต
     คนที่รวยมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็น เจ้าของธุรกิจที่ดีมากๆ และคงอยู่มานาน ดร.นิเวศน์ เวลาประเมินมูลค่ากิจการ ท่านจะดู maket cap เป็นหลัก ว่าสมศักดิ์ศรีหรือไม่ การใช้ PE ใช้กับกิจการที่ทำกำไรเติบโตต่อเนื่อง ไม่เหมาะกับหุ้นวัฎจักรที่บางครั้งกำไรลดลง ธุรกิจที่เติบโตด้วยการลงทุนหนักๆ ไม่ดี ธุรกิจที่ดีควรขยายโดยการลงทุนน้อยๆ

การลงทุนระยะยาว

   1. ต้องอาศัย การรู้กว้าง + รู้จริง มองในภาพใหญ่ คิดแบบเจ้าของธุรกิจ ขยายได้อีกมากแค่ไหน เช่น ธุรกิจขนาดช้าง แต่ตอนนี้น้ำหนักแค่ 40 kg ก็น่าลงทุน แต่ถ้าธุรกิจเป็นแมว แต่ตอนนี้น้ำหนัก 40 kg ไม่น่าลงทุน
   2. มี sense มองแนวโน้มธุรกิจ เช่นประเทศกำลังพัฒนาต้องใช้พลังงานมาก ประเทศพัฒนาแล้วเน้นความสะดวกสบาย บันเทิง ธุรกิจโรงงาน พวก OEM ลำบาก เพราะแข่งขันทั่วโลกบางครั้งการซื้อหุ้น โดยฟังจากคนรอบข้างก็มีประโยชน์ เช่น ดร.นิเวศน์เคยฟังลูกสาวแนะนำว่า google ดี Apple ดี Sumsung ดี (แต่ท่านยังไม่ได้ซื้อ) เพราะคนเหล่านั้นอยู่ในสังคมที่ได้สัมผัสจริงๆ ใช้งานจริงๆ และไม่มีส่วนได้เสียในตลาดหุ้น


คำถามที่ต้องระวัง
  1. ขายหุ้นเมื่อไหร่ คำตอบคือขายเมื่อ Over Value แล้วอะไรคือ Over Value ถ้าลงทุนตลอดชีวิต เลือกกิจการดีเยี่ยม เติบโตต่อเนื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องขาย
  2. การใช้PEG ต้องระวัง ถ้า PE ข้อมูลผิด G ข้อมูลผิด คำนวณสุดท้ายมันก็ผิดหมด (แต่อาจจะ work ก็ได้เพราะทุกคนก็ใช้เหมือนกัน)
  3. PE อาจจะไม่มีความหมายมากนัก ให้ดูที่ คุณภาพกิจการ + growth ในระยะยาว
  4. ตัวเลขต่างๆไม่ต้องดูมาก เน้นที่การแข่งขันใครจะชนะ ใครแข็งแกร่งกว่ากัน
  5. การลงทุน perception สำคัญที่สุด ดร.นิเวศน์ดู maket cap มากที่สุดในการประเมินมูลค่าหุ้น


ความเข้าใจผิดของคนที่ไม่ได้ลงทุนแบบวีไอ
  1. นักลงทนขาใหญ่ มืออาชีพ นักลงทุนสถาบัน ย่อมเก่งกว่านักลงทุนสมัครเล่น >> ไม่จริง เพราะขึ้นกับผลประกอบการบริษัท
  2. การลงทุนต้องมีเวลาตามหุ้นมากๆ มีความรู้ในการวิเคราะห์สูง มีเงินมากพอ
  3. การลงทุนในหุ้น เป็นเรื่องของการเก็งกำไร คนชอบเสี่ยง ได้เสียเร็ว ถ้าไม่อยากหมดตัวอย่าซื้อหุ้น
  4. เล่นหุ้นระยะยาว มีความเสี่ยงสูง การเล่นหุ้นต้องไว เข้าเร็วออกเร็ว


คำถามหลังอบรม
  1. ราคาที่เหมาะสม ตาม ทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ Efficient market 
  2. ดร.นิเวศน์ บอกว่า อย่าไปประเมินราคาตลาดต่ำไป แล้วเชื่อมั่นราคาที่เราประเมินมูลค่าหุ้นด้วยตัวเราเองมากเกินไป เพราะราคาตลาดที่ปรากฏเป็นราคาที่ทุกคนในตลาดให้ราคา ณ ขณะนั้นดร.นิเวศน์ เปลี่ยนจาก CPN มาเข้า BigC เพราะช่วงนั้น bigC จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซื้อคาร์ฟู โดยที่ไม่เพิ่มทุน หาเงินกู้ได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายผู้บริหาร(คาร์ฟูเดิม) ลดค่าโฆษณาซึ่งน่าสนใจมาก
  3. เปรียบเทียบตอนดัชนี 1700 และ 1300 ในตอนนี้ สิ่งที่เหมือนกันคือ หุ้น IPO เยอะและวิ่งแรง 2. มีการเทคโอเวอร์มาก สัญญาณส่งออกชะลอตัว แต่สิ่งที่แตกต่างคือ หนี้บริษัทจดทะเบียนตอนนี้น้อยกว่าตอนนั้นมาก และนักลงทุนมีหลายกลุ่มเพิ่มขึ้น มีความรู้เพิ่มขึ้น (ดร.สรุปในบทความล่าสุด เดจาวู) ช่วงนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาเยอะ ดร.ท่านยังไม่ได้ทำอะไรกับพอร์ต แต่หาโอกาสลงทุนต่างประเทศในกิจการคุณภาพดีๆ ยังไม่แพง
  4. เปรียบเทียบเมื่อก่อนกับตอนนี้ ดร.นิเวศน์ต้องใช้เวลาวิเคราะห์หุ้นเพิ่มขึ้น น้อยลงหรือไม่อย่างไร … ท่านบอกว่า ท่านก็ทำเหมือนเมื่อก่อน ปกติไม่วิเคราะห์มาก แต่เน้นสังเกตในการใช้ชีวิตประจำวัน สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลง แล้วคิดเปรียบเทียบเป็นมุมมองของการแข่งขัน ใครจะชนะ/แพ้

ขอบคุณแหล่งที่มา : http://thaistockinvestor.com 

+++ นิสัยเซียน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

     เซียนหุ้นชั้นนำของโลกแต่ละคนมักมีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ละคนมักมีเอกลักษณ์ของตนเอง แต่ศึกษาดูจะพบว่าเซียนเหล่านั้นมักมีนิสัยเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันในหลายๆเรื่อง และต่อไปนี้คือนิสัยที่ผมคิดว่าเราควรศึกษาและประยุกต์ใช้ ถ้าเราอยากจะเป็น “เซียน” บ้าง

เรื่องแรก ก็คือ เซียนตัวจริงนั้น เวลาลงทุน เรื่องที่คิดมากที่สุดกลับไม่ใช่ว่าจะทำกำไรได้มหาศาลแค่ไหน แต่เป็นว่า จะรักษาเงินต้นเอาไว้ได้อย่างไร และนี่ก็คือกฎข้อหนึ่งและข้อสองของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งบอกว่า หลักการลงทุนที่สำคัญที่สุดก็คือ อย่าขาดทุน และอย่าขาดทุน

เรื่องที่สอง ก็คือ การลงทุนนั้น เซียนแต่ละคนจะมีหลักปรัชญา หลักการ และวิธีการลงทุนที่ชัดเจนเป็นแบบฉบับของตนเอง ไม่มีการมั่วหรือเป็น “มวยวัด” สิ่งต่างๆเหล่านั้นถูกพัฒนาและทดสอบมาเป็นอย่างดีเป็นเวลายาวนาน และจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกลับไปกลับมา

เรื่องที่สาม ก็คือ เซียนหุ้นนั้นไม่ชอบความเสี่ยงแต่ชอบความแน่นอน และความ “ได้เปรียบ” เวลาจะลงทุนอะไรมักจะคิดถึงโอกาสชนะว่ามีสูงกว่าโอกาสที่จะแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าโอกาสชนะมากกว่าแพ้เพียงเล็กน้อย เขามักจะ “ไม่เล่น” เพราะฉะนั้น เราจะไม่เห็นคนเหล่านี้เล่นรูเล็ตหรือเข้าคาสิโนเพื่อการพนันซึ่งโอกาสชนะมี แค่ 30-40% ขณะที่โอกาสแพ้อยู่ที่ 60-70% แต่การลงทุนที่โอกาสชนะสูงมากๆนั้นมีไม่มาก ดังนั้นเซียนจึงมักไม่เล่นหรือลงทุนบ่อยนัก

เรื่องที่สี่ ก็คือ เซียนนั้นลงทุนในสิ่งที่ตนเองรู้จักดี มีการวิเคราะห์และคิดเอง ไม่เชื่อคนอื่นโดยไม่ได้พิจารณาด้วยตนเองอย่างลึกซึ้ง ในทางตรงกันข้าม เซียนจะไม่ลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ หรือการลงทุนนั้นไม่เข้าเงื่อนไขที่ตนเองกำหนด หรือตนเองไม่สบายใจที่จะลง ตัวอย่างเช่นหุ้นที่มีค่า PE และ/หรือ PB สูงเกินไป หุ้นที่ผู้บริหารไม่น่าไว้วางใจ เป็นต้น แม้ว่าหุ้นเหล่านั้นอาจจะทำกำไรให้ได้ง่ายและเร็วในบางสถานการณ์

นิสัยที่ห้า ก็คือ เซียนส่วนใหญ่จะไม่ “กระจายความเสี่ยง” โดยการกระจายการถือหุ้นมากเกินไป เซียนมักจะมีหุ้นหลักตัวใหญ่ๆในพอร์ตซึ่งเป็นตัวที่จะกำหนดผลงานหรือความเป็นความตายในการลงทุนเพียงไม่กี่ตัวแม้ว่าเขาจะมีหุ้นย่อยๆเป็น 10 หรือ 100 และแม้แต่ 1,000 ตัว อย่างพอร์ตของ ปีเตอร์ ลินช์ หุ้นตัวหลักๆเหล่านั้นก็คือหุ้นที่สร้างความแตกต่างและทำให้เซียนเป็นเซียนขึ้นมาได้

     ข้อสรุปในเรื่องนี้ก็คือ การเป็นเซียนนั้น คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกหุ้นถูกทุกตัวหรือแม้จะเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ข้อสำคัญก็คือ ในหุ้น 10 ตัว คุณอาจจะเลือกถูกเพียง 3 ตัว แต่ถ้าหุ้น 3 ตัวนั้นเป็นหุ้นที่ทำกำไรมหาศาลก็เพียงพอแล้วสำหรับผลงานที่ดีเยี่ยม

นิสัยที่หก ก็คือ เซียนหุ้นตัวจริงนั้นมี “EQ” ของการลงทุนสูง ไม่ใคร่หวั่นไหวกับภาวะตลาดผันผวนหรือข่าวต่างๆ ที่อาจจะดูรุนแรงแต่ผลกระทบจริงต่อการลงทุนมีน้อย นิสัยในกลุ่มนี้ที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญก็คือ เซียนหุ้นนั้นมักใจเย็น สามารถอดทนรอได้อย่าง “ไม่มีเวลาจำกัด” ถ้ายังไม่เห็นโอกาส ขณะเดียวกัน ถ้าเห็นโอกาส “ลอยมาตรงหน้า” เซียนหุ้นสามารถตัดสินใจ และลงมือได้ทันทีไม่มีการผัดวันประกันพรุ่ง หรือต้องไปศึกษาพินิจพิจารณายืดยาว ความรู้สึกของผมก็คือ เซียนหุ้นชั้นนำคงจะมีความคิดต่างๆอยู่ในใจที่พร้อมอยู่แล้ว เมื่อโอกาสเปิดก็คว้าได้ทันที

พฤติกรรมที่เจ็ดของเซียนหุ้น ก็คือ ยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว ภาษาหุ้นและการลงทุนก็คือ สามารถ “Cut Loss” ได้ทันทีเมื่อเห็นว่าหลักทรัพย์ที่ตนถืออยู่ไม่เป็นไปตามที่คาด หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เหตุผลในการซื้อหมดไป พูดง่ายๆ เซียนหุ้นมักไม่ยอม “ติดหุ้น” อย่างนักลงทุนประเภท “แมงเม่า” ซึ่งไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดโดยการขายหุ้นที่ขาดทุนมากทิ้งได้

ข้อแปด ที่ผมเลือกมาก็คือ เซียนหุ้นนั้น เวลาลงทุนแต่ละครั้งจะต้องมี “Story” หรือเรื่องราว หรือเหตุผลหลักว่าทำไมจึงลงทุนในหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้น ซึ่งไม่ใช่เพราะคิดว่าราคาหุ้นจะขึ้น แต่จะต้องเป็นเรื่องอื่นๆที่เมื่อเกิดขึ้นจะส่งผลต่อราคาหุ้นในที่สุด เรื่องราวอาจเป็นได้ทั้งเรื่องระยะสั้นหรือระยะยาว อาจเป็นได้ทั้งเรื่องของตัวธุรกิจเอง หรือเรื่องภายนอกที่จะส่งผลอย่างสำคัญต่อตัวธุรกิจและราคาหลักทรัพย์ในที่สุด

นิสัยที่เก้า ก็คือ เซียนหุ้นนั้นมักจะเป็นคนบ้าหุ้น หายใจเข้าออกเป็นเรื่องของการลงทุน ทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ของตนมักจะอยู่ในหลักทรัพย์ การลงทุนเป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่ใช่คนที่เฝ้ากระดานหุ้น ติดตามราคาหุ้นทุกนาที เพราะเซียนหุ้นตัวจริงนั้นไม่จำเป็นและมักไม่สนใจการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ในระยะสั้น เซียนหุ้นชอบศึกษาและติดตามความเป็นไปของกิจการ ภาวะแวดล้อม และประเด็นอื่นๆที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์มากกว่า

สุดท้าย ก็คือ นิสัยส่วนตัวของเซียนการลงทุน ที่ดูแล้วก็น่าแปลก ค่าที่ว่าเซียนหุ้นมักจะเป็นคนที่มีความมั่งคั่งมหาศาล (ถ้าไม่มั่งคั่ง ใครจะเรียกว่าเป็นเซียน!) แต่ส่วนใหญ่แล้วกลับใช้ชีวิตธรรมดาแบบคนชั้นกลางระดับสูงเล็กน้อย และไม่มีใครเลยที่ใช้ชีวิตความเป็นอยู่สูงกว่าระดับความมั่งคั่งของตนเอง ทั้งที่ดูไปแล้ว เงินสำหรับเซียนนั้น หามาได้ง่ายและเร็ว แต่คนเหล่านั้นกลับไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ชอบใช้เงินในสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือใช้เงินไม่คุ้มค่า

     นิสัยทั้ง 10 ข้อนี้ ไม่ได้หมายความว่าเซียนทุกคนต้องมีเหมือนกันหมด เพียงแต่เป็นนิสัยที่เซียนหลายๆคนที่ผมศึกษามี และผมคิดว่านิสัยหลายๆข้อมีส่วนสำคัญในการสร้างความสำเร็จในการลงทุนให้แก่เขาและผมเชื่อว่า ถ้า Value Investor นำเอาไปใช้และทำให้เป็นนิสัย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนคงจะมีสูงขึ้น


นิสัยเซียน
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
22 ตุลาคม 2547

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ Average True Range (ATR) คืออะไร ใช้ยังไง มีประโยชน์แบบไหน โน๊ตไว้หน่อย

     Average True Range (ATR) เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ในการวัดความผันผวนของตลาดนั้นๆ โดยทั่วไปมันจะเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ในรอบของมันที่ได้กาหนดเอาไว้เป็นความแตกต่างที่มากที่สุดของราคาสูงสุดของวันนี้และราคาต่าสุดของวันนี้ ราคาสูงสุดของวันนี้และราคาปิดเมื่อวานและราคาต่าสุดของวันนี้และราคาปิดเมื่อวาน ซึ่งถ้าค่ามันมีค่ามากก็จะทำให้ความผันผวนของหุ้นตัวนั้นมีความผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนค่าที่น้อยค่าความผันผวนก็จะน้อยตาม สรุปคือ มันใช้ดูการแกว่งตัวของหุ้น ว่ามากหรือน้อย แต่ไม่ได้เอาไว้ใช้ดูเทรนนะ 

ใน e-fin ก็มี ATR ให้ใช้นะครับ ไล่ตามเมนูนี้เลย click ขวาที่กราฟ

     ส่วนอันนี้ผมปรับแต่งตามแนวคิดผมเองนะ คือพอเรา Add ATR เข้ามา มันมองยาก ว่าตกลงแล้วช่วงไหน แกว่งแรงไม่แรง ผมก็จะเอา EMA หรือ SMA เข้ามา อย่างที่เห็น SMA คือสีเหลือง ATR คือสีส้ม เท่านี้เราก็จะสามารถดูได้ง่ายขึ้นแหละว่า ช่วงไหนแกว่งแรง อย่างกรณี SET ก็ตามกรอบสีแดง คำว่าแกว่งแรง คือไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะขึ้นหรือลงนะ แต่มันบอกว่าช่วงนั้น หุ้นหรือ products ตัวนั้นๆ มีความผันผวนสูง   


ถ้าจะดูสูตรคำนวณแบบจัดเต็ม
http://stockcharts.com/help/doku.php?id=chart_school:technical_indicators:average_true_range_a 

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ Remote ตรวจสอบการ Optimize จากทีทุกที่เวลา ด้วย Teamviewer ฟรี ..

     http://www.teamviewer.com/th/index.aspx แชร์เป็น idea เผื่อเป็นประโยชน์กับคนอื่น บางครั้งเวลาผม optimize model ที่มีหลายตัวแปล และหลาย time frame มันต้องใช้เวลานาน ผมจะปล่อยให้เครื่อง run ตลอด บางครั้งใช้เวลา 2-4 วันก็มี แล้วแต่ความบ้า แต่เวลาไปไหนมาไหน ผมก็จะใช้ team viewer remote เข้าไปดู และมันมี version จาก มือถือด้วย แต่กดยาก อย่างตัวนี้ผม optimize model สำหรับ us option 7 time frame วันนี้วันที่ 2 ถึงพรุ่งนี้ก็เข้าวันที่ 3 แต่ต้องปล่อยไปเรื่อย ๆ เพราะค่าที่ออกมา มันยังมีโอกาสอีกเยอะ