วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ 36 ข้อแนะนำในการใช้ชีวิตสำหรับวัยรุ่นยุคปัจจุบัน

36 ข้อแนะนำในการใช้ชีวิตสำหรับวัยรุ่นยุคปัจจุบัน

1.รับผิดชอบตัวเองให้ได้ คือเป้าหมายแรกที่ควรทำหลังเรียนจบ (จากนั้นก็เลื่อนขั้นไปรับผิดชอบครอบครัว)

2.เป้าหมายนึงในการทำงานคือ เพื่อค้นหาว่าตัวเองสามารถทำงานอะไรได้โดยไม่เบื่อ ไม่บ่น เลี้ยงตัวเอง ครอบครัว และแมว ได้ และมีความสุขกับมัน

3.คาดหวังให้น้อย ทำให้มาก และอย่าไปเสียเวลาเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นมากเพราะมีคนที่ดีและแย่กว่าเราเสมอ

4.ทุกสังคมมีกติกา ไม่ชอบกติกาอะไร ไม่จำเป็นต้องต่อต้านด้วยวิธีรุนแรง ใช้เหตุผลคุยกันดีกว่าเสมอ (กับคนที่มีเหตุผล)

5.การนำเสนอเป็นเรื่องสำคัญ หลายๆคนมีไอเดียดีๆ แต่นำเสนอได้ไม่ดีเรื่องนั้นก็ไม่น่าสนใจและไม่ถูกนำไปใช้ในที่สุด

6.เรียกร้องสิทธิของตัวเองเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมที่จะเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย

7.คะแนนภาษาอังกฤษ (TOEIC / TOEFL / IELTS ) เปรียบเสมือนใบผ่านทางเวลาเข้าทำงาน แต่ที่สำคัญมากกว่าคือเราสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้จริงๆ แบบมีประสิทธิภาพแค่ไหนในการสื่อสารในสถานการณ์จริง

8.เลิกอายในการใช้ภาษาอังกฤษ อย่าไปสนใจคนที่บอกว่าเราพูดผิดแกรมมา พูด accent ไม่ดี ตั้งใจฝึกต่อไป ไม่คุ้มที่จะยกเลิกความตั้งใจ เพียงคำพูดไม่กี่คำของใครก็ไม่รู้

9.เราเรียนรู้ภาษาอังกฤษและเรื่องอื่นๆ ได้จากสองทางหลักๆคือ การใช้ (ใช้ให้บ่อย) และความผิดพลาด (จะได้ไม่ทำซ้ำ) ดังนั้นไม่ต้องอายที่เราจะทำผิด (แต่ก็อย่าผิดซ้ำบ่อยเกินไป)

10.ภาษาอังกฤษหรือความรู้ใดๆก็ตาม อย่าไปคาดหวังว่าจะดีขึ้นในชั่วข้ามคืน หรือเวลาไม่นาน เราพูดไม่ได้ ใช้ไม่เป็นมาตั้งนานๆอยู่ๆให้มาพูดได้เลยคงเป็นไปได้ยาก

11.ล้มตอนเด็กๆ เจ็บไม่น้อยกว่าล้มตอนอายุเยอะๆ เท่าไหร่ เพียงแต่เราอาจจะลุกขึ้นง่ายกว่า (เข่ายังไม่เสื่อม) อยากทำอะไรที่ไม่เดือดร้อนคนอื่น ให้ลองทำไปเลย

12.ออกเดินทางให้บ่อย ลองไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนบ้างสัก 6 เดือน ปีนึง สักครั้งในชีวิตถ้าทำได้ พบเจอรู้จักผู้คนและวัฒนธรรมใหม่ๆ ด้วยตัวเอง มันต่างจากการอ่านจากหนังสือหรือดูบน internet เยอะ

13.พยายามสร้างโอกาสให้ตัวเองมากกว่ารอโอกาส

14.การวางแผนสำคัญมากกับชีวิต แม้หลายๆ ครั้งอะไรๆ อาจไม่เป็นไปตามที่เราตั้งใจไว้ แต่การมีแผนสำรองไว้บ้างก็น่าจะดีกว่าไม่มีเลย

15.วีธีที่ง่ายที่สุดสำหรับจัดการกับคนที่เราไม่ชอบหน้า คือไม่ต้องไปยุ่งด้วย อยู่ให้ห่างๆ ถ้าเป็น Facebook ก็กด unlike หรือ unfriend ไป ถ้าเป็นชีวิตจริงก็พยายามอย่าไปอยู่ใกล้ๆเค้า

16.หลายๆ คนที่คิดไม่เหมือนกันกับเรา ไม่จำเป็นต้องไม่ชอบกัน เรื่องของเรื่องคือยากที่ใครจะไปคิดเหมือนกันหมด ไม่จำเป็นต้องแตกแยก ไม่จำเป็นต้องมีผู้ชนะในทุกๆเรื่อง

17.Social media ต่างๆมีประโยชน์มากมาย และมีโทษมหันต์ได้เช่นกัน ก่อนพิมพ์เรามีเวลาคิดเยอะกว่าเวลาพูดซะอีก ให้ใช้แบบระมัดระวัง

18.ถ้าทำผิดพลาด วิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือยอมรับผิด และหาทางแก้ไข การแก้ตัวไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

19.เรียนรู้ที่จะพอใจและมีความสุขกับตัวเองและสิ่งที่ตัวเองมี

20.ถ้าอะไรๆในชีวิตก็ไม่เป็นดั่งใจ คนนั้นคนนี้ก็กลั่นแกล้งเรา โชคชะตาก็รังแกเรา ขนาดแมวที่เลี้ยงไว้ยังข่วน ลองมองตัวเองดูก่อนแก้ไขอะไรที่ตัวเองได้บ้าง ผิดที่ตัวเองหรือเปล่า เพราะเริ่มที่ตัวเองง่ายกว่าไปหวังกับคนอื่น

21.ทำบุญ เพื่อความสบายใจ ช่วยคนที่ลำบากกว่าได้ให้ช่วย แต่ไม่ต้องหวังผล อย่าคิดไปทำบุญเฉพาะตอนที่ลำบากเท่านั้น

22.พ่อแม่อยู่กับเรานานเท่าไหร่ไม่รู้ ใช้เวลากับท่านให้เยอะๆ และพยายามให้เวลาเหล่านั้นเป็นเวลาที่มีคุณภาพ

23.พยายามพัฒนาตัวเองในหลายๆด้าน เพื่ออนาคต

24.คนพูดตรงกับคนพูดทุกอย่างที่ใจคิดโดยไม่สนใจความรู้สึกของผู้ฟังเป็นคนละเรื่องกัน

25.ลงทุนและวางแผนหลายๆอย่างเพื่ออนาคตเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็อย่าลืมที่จะใช้ชีวิตและมีความสุขกับปัจจุบันด้วย

26.ความอดทนเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของความสำเร็จ หากต้องการประสบความสำเร็จในเรื่องใดที่ใหญ่ๆ อย่าไปคาดหวังว่าจะได้อะไรมาง่ายๆโดยเฉพาะอะไรที่ยิ่งใหญ่

27.คนดี คนไม่ดี เป็นเรื่องของบุคคลไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ สถาบันที่เรียน ศาสนา อาชีพ ถิ่นที่อยู่ หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ดูถูกคนอื่นที่เค้าไม่เหมือนเราไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ หน้าตา บุคลิก ฐานะ เพศ รูปร่าง เชื้อชาติ และอื่นๆ ไม่ว่าในกรณีใดๆ

28.หน้าตา รูปร่างที่ดี เป็นใบเบิกทางในหลายๆเรื่องในชีวิตได้ แต่ไม่อยู่คงทน อายุเยอะขึ้นก็อาจไม่สวยหล่อเท่าตอนวัยรุ่น ความสามารถ ประสบการณ์ และทัศนคติช่วยเราได้ในระยะยาวมากกว่า

29.ทัศนคติที่ว่าเป็นคนตรงๆ แรงๆ ไม่แคร์ใครหน้าไหน เกือบจะทุกครั้ง ไม่ช่วยอะไรมากนัก

30.อยากเป็นนายตัวเอง อยากเป็นเจ้าของกิจการ เป็นเรื่องที่หลายๆคนอยากเป็น แต่ก็ไม่เสียหายที่จะเรียนรู้เรื่องความอดทน และทัศนคติในการทำงานจากการทำงานให้คนอื่นด้วย

31.ไม่จำเป็นต้องคิดตามคนอื่น แต่การที่เรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จก็เป็นเรื่องที่ดี (ที่เล่นเกมส์ยังใช้สูตรกันได้เลย)

32.คิดนอกกรอบเป็นเรื่องดี แต่ก่อนหน้านั้นก็ควรจะรู้ก่อนว่ากรอบที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน มีไว้เพื่ออะไร และการมีกรอบนั้นไม่ดีอย่างไรการออกนอกกรอบนั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง (ไม่ใช่อยากออกนอกรอบเฉยๆ)

33.เป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่ได้แปลว่าไม่สำเร็จ ไม่ได้แปลว่าไม่ดี คนเยอะแยะที่ทำงานรับเงินเดือน และประสบความสำเร็จในชีวิต

34.เจ้าของกิจการเองก็ไม่ได้เป็นงานที่สบาย กลับกันความรับผิดชอบและความเสี่ยงสูง หรือกว่าจะสบายก็ต้องสู้กันพอสมควรถึงจะประสบความสำเร็จกันได้

35.เป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่าคนที่ประสบความสำเร็จเค้าโชคดีโดยไม่รู้ว่ากว่าจะถึงตรงนั้นเค้าต้องพยายามมาแค่ไหน

36.ข้อมูลบนอินเทอเนทมีเยอะมากจนน่าตกใจ ให้ใช้วิจารณญาณให้ดีก่อนตัดสินใจเชื่ออะไร (รวมถึงข้อความอะไรยาวๆแบบนี้ด้วย)


เครดิต : เวป Pantip
Share from : Traveller's Trade

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

+++ ไหนๆ ก็ไหนๆ ลอง EMA,MA อีกสักรอบกับ SET ว่าที่เถียงกันทั่วหล้า ว่าใช้เส้นไหนดี ... ลองทดสอบกันหน่อย


     ข้อมูลทั้งหมดต่อไปนี้เป็นเพียงแต่การทดลอง การทดสอบ การหาความรู้ ลองผิดลองถูก และหาข้อมูล ไม่ได้ยืนยัน นอนยันว่าต้องตามนี้หรือต่างจากนี้ผิด อ่าน ศึกษา ใช้เหตุ ผล เพื่อนำข้อมูลต่างๆ ไปตัดสินใจเองนะ เพราะทุกอย่างไม่ได้มีองค์ประกอบเดียว หากแต่มีหลากหลายองค์ประกอบ ทั้งภายใน ภายนอก 

เริ่มจาก Time Frame Daily ตั้งสูตร Optimize สำหรับการหาค่า EMA ที่เหมาะสม


Line1 = Optimize("Line1",2,2,200,1);
Line2 = Optimize("Line2",2,2,200,1);

Buy = Cross(EMA(C,Line1),EMA(C,Line2));
Sell = Cross(EMA(C,Line2),EMA(C,Line1));

มีแค่นี้แหละ...สั้น กระชับ แต่เลิศ

     ผลออกมาแล้ว ตั้งแต่ต้นปีมาถึงสิ้นเดือน Sep 2013 ถ้าใช้ EMA 2,4 9 ในสัญญาณ Day เล่น กับ SET จะทำกำไรได้ประมาณ 16.25%  เลยลองปรับเป็น TF = 30 นาที .... ทำให้ อัตราการทำกำไรขยับไปที่ 38.59% "... ไม่ใช่เล่น ๆ 

..... หยุด EMA ไว้แล้วลองปรับเป็น MA หน่อยดีกว่า ไม่มีไรมาก ตัด E ออกจากสูตรคำนวณ คือเลือกใช้ Moving Average ไม่ใช่ Exponential ตามนี้ แต่ยึก TF 30 เหมือนเดิม

Line1 = Optimize("Line1",2,2,200,1);
Line2 = Optimize("Line2",2,2,200,1);

Buy = Cross(MA(C,Line1),MA(C,Line2));
Sell = Cross(MA(C,Line2),MA(C,Line1));

ผลลัพธ์ที่ได้ กำไรขยับมาที่ 49% ใน TF = 30 นาที


     กลยุทธ์ในการนำค่าพวกนี้ไปใช้ ถ้าไม่มีโปรแกรมทดสอบแบบนี้ ก็ลองเลือกหุ้นที่ Beta ใกล้กะ SET แล้วใช้ค่าพวกนี้ลองทดสอบดูได้

อยากรู้เรื่อง beta ของหุ้น  http://luihoon.blogspot.com/2013/09/beta.html

+++ ค่าเบต้า (Beta) ของหุ้นนั้น คืออะไร สำคัญไฉน

     “ค่าเบต้า” (?) เป็นอีกปัจจัยที่ใช้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของ “ราคาหุ้น” เทียบกับ “การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์” หรือเรียกในเชิงสถิติ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะดังต่อไปนี้
1. ค่าเบต้า > 1 หมายถึง ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวในอัตราที่สูงกว่าการเปลี่ยนแปลงของตลาด เช่น หุ้น ABC มีค่าเบต้าที่ 1.2 เท่า หาก SET ปรับตัวขึ้น 10% ในวันนี้ ราคาหุ้น ABC จะปรับขึ้น 12% และในทางกลับกัน SET ลดลง 10% ราคาหุ้น ABC จะลดลง 12% เช่นกัน

2. ค่าเบต้า = 1 หมายถึง ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงเท่ากับการเคลื่อนไหวของตลาด ซึ่งมักเป็นหุ้นตลาด (Market Cap.) เช่น หุ้น XYZ มีค่าเบต้าที่ 1 เท่า หาก SET ปรับตัวขึ้น 10% ในวันนี้ ราคาหุ้น XYZ ปรับขึ้น 10% และในทางกลับกัน SET ลดลง 10% ราคาหุ้น XYZ จะลดลง 10% เช่นกัน

3. ค่าเบต้า < 1 หมายถึง ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงหรือผันผวนน้อยกว่าตลาด ซึ่งมักเป็นหุ้น Defensive เช่น หุ้น DEF มีค่าเบต้าที่ 0.8 เท่า หาก SET ขึ้น 10% ราคาหุ้น DEF ขึ้น 8% แต่ในทางกลับกัน SET ลดลง 10% ราคาหุ้น DEF ลดลง 8%

     “ค่าเบต้า” (?) คำนวณจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น เทียบกับการเปลี่ยนแปลงของดัชนีตลาด ดังนั้นการนำข้อมูลแต่ละช่วงเวลามาประเมินค่าเบต้า ย่อมได้ค่าเบต้าที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ลักษณะของค่าเบต้าที่ดี และ
น่าเชื่อถือ คือ ช่วงเวลาของข้อมูลที่นำมาใช้ ยิ่งช่วงเวลานาน ความน่าเชื่อถือจะดีขึ้น เพราะหากนำข้อมูลช่วงสั้นๆ มาพิจารณา ราคาหุ้นในช่วงเวลานั้นๆ อาจมีความผันผวนสูงจากปัจจัยใดปัจจั ยหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเบต้าที่ได้สูงกว่าปกติหรือค่าเฉลี่ยของหุ้นนั้นๆ ในทางปฎิบัติมักใช้ช่วงเวลา 6 เดือน หรือ 12 เดือน

กลยุทธ์การใช้ค่าเบต้าในการตัดสินใจลงทุน

1. Fund Flow เข้า หรือตลาดเป็นทิศทางขาขึ้น ควรเลือกหุ้นที่มีค่าเบต้าเท่ากับ 1 หรือสูงกว่า เพราะผู้ลงทุ ต่างชาติจำเป็นต้องลงทุนในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ หรือ Market Cap. สูง และเมื่อตลาดโดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะสูงกว่าตลาด แต่ขณะเดียวกันความเสี่ยงจากการลงทุนจะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

2. ภายใต้ภาวะตลาดผันผวน ไร้ทิศทางชัดเจน ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำกว่า 1 เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยส่วนใหญ่นักกลยุทธ์จะแนะนำให้ลงทุนในหุ้นประเภท Defensive หรือหุ้นที่ให้อ้ตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด (Dividend Stock) เพราะผลตอบแทนจากเงินปันผลจะสามารถเป็นกันชนที่จะช่วยลดการผันผวนของราคาได้

+++ ฟลุ๊คมาเจอกัน... Interactive Broker + Amibroker


     นั่งค้นข้อมูลเกี่ยวกับ คำสั่งของ Amibroker บังเอิญไปเจอ http://www.amibroker.com/guide/h_ib.html   แล้วก็ข้อความนี้ทำให้รู้สึกแบบ ...ดีใจมากเลย เพราะกำลังห่วงว่า ความรู้ ประสบการณ์ที่ได้จาก Amibroker จะถึงทางตัน เพราะตอนนี้หัดเทรดไรอีกหลายอย่าง มันต้องใช้ทั้ง MT4 ทั้งไรอีกหลายตัว ให้ไปเรียนใหม่กลัวมึน นี่ก็เล่น MT4 มาจะได้เดือนแหละ เดี๋ยวจะได้แต่เรียน แล้วก็ใช้ไม่เป็น กลายเป็นเป็ด แต่พเห็นลิงค์นี้แล้วแบบ ....ฟิน เลย 


IB PLUGIN FEATURES SUMMARY:

  • Supports upto 100 streaming symbols in real time (equal to IB TWS limit)
  • Supports all base time intervals: daily, hourly, 15-,5-,1-minute, 15-,5-second, tick
  • Automatic connection (no need to manually "accept incoming connection" in TWS)
  • Supports upto 30 DAYS intraday data BACKFILL in 1-minute bar interval
  • Upto 2000 bars backfill using 1-sec/5-sec/15-second bar intervals

ตอนนี้ลุ้นอย่างเดียว ขอให้มันเขียน ส่งคำสั่ง ซื้อ ขาย เข้าระบบได้ทีเห้อะะะะะะ สาธุ
https://www.interactivebrokers.com.hk/download/newMark/PDFs/APIprintable.pdf   เจอแหละ....บะเจ้า เอาไงละทีนี้ 

+++ MACD 12,26,9 ที่ใช้ๆ กันอยู่...เอามาจากไหน แล้วมีใครรู้ไหมว่ามันเหมาะกับใคร ไรยังไง...ลองทดสอบกันหน่อย


     ข้อมูลทั้งหมดต่อไปนี้เป็นเพียงแต่การทดลอง การทดสอบ การหาความรู้ ลองผิดลองถูก และหาข้อมูล ไม่ได้ยืนยัน นอนยันว่าต้องตามนี้หรือต่างจากนี้ผิด อ่าน ศึกษา ใช้เหตุ ผล เพื่อนำข้อมูลต่างๆ ไปตัดสินใจเองนะ เพราะทุกอย่างไม่ได้มีองค์ประกอบเดียว หากแต่มีหลากหลายองค์ประกอบ ทั้งภายใน ภายนอก 

วันนี้ (ต่อจากกาทดลอง FOREX เมื่อวาน) เลยอยาก ลองดู ปู่ SET ตัวเดียวเลย กับ MACD ใน TF=Daily ครับ สรุปตั้งแต่ต้นปี  เดะเอาค่า เดิม MACD 12,26,9 ทำ Back Test ไว้หน่อย 





ตั้งสูตร...สำหรับ Optimize 


mfast = Optimize( "MACD Fast", 12, 8, 16, 1 ); 
mslow = Optimize("MACD Slow", 26, 17, 30, 1 ); 
sigavg = Optimize( "Signal average", 9, 2, 20, 1 );


Buy = Cross( MACD( mfast, mslow ) , Signal( mfast, mslow, sigavg ) ); 
Sell = Cross( Signal( mfast, mslow, sigavg ), MACD( mfast, mslow ) );

กำหนดช่วงเวลา ตั้งแต่ต้นปี เลือก TF Daily ได้ Output ของการ Optimize ตามภาพ มาถึงตอนนี้ ข้อมูลออกมาคือ ถ้าเราใช้ 8,17,8 กะปู่ ... ศักยภาพปู่ จะได้ 17.6% .... ไม่ได้หมายถึงหุ้นนะ คือวิเคราะห์ปู่เล่น ๆ ก่อน เดะค่อยว่ากัน

ลองเอาค่า 8,17,8 ไปใส่ efin .... ผลการทดลองกะ ok



แล้วก็ลองเอาค่า ที่ได้ไปลองทำ back test ดู output หน่อยว่าตรงกันไหม ...ตรง


กราฟ equity ถ้าเล่น MACD ตามนี้

ลองปรับเป็น TF = 30 Output ดีขึ้นจากเดิมเป็น 32.15% แต่ต้องปรับค่า MACD เป็น 12,18,5

     แนวทางการนำไปใช้งาน เราเราไม่อยากปรับไปปรับมา อย่างน้อยก็น่าจะเลือก tf ที่เหมาะกะเรา แล้วหาค่าที่เหมาะ พอได้ค่าจาก set ถ้าไม่อยากไรต่อมาก็เลือกหุ้นที่มี beta ใกล้เคียงกะ set มาไว้ใน port ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะ
อยากรู้เรื่อง beta ของหุ้น  http://luihoon.blogspot.com/2013/09/beta.html

+++ บัญญัติ 10 ประการ "อยากรวย ต้องรู้"

Share from :  The Youngblood Way ( Stock Investor )

ตัวเลือกสำหรับเรื่องราวนี้
บัญญัติ 10 ประการ "อยากรวย ต้องรู้"

1) "ความรู้ทางการเงิน" สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่า "ความรู้ทางการงาน" เพราะในชีวิตของคนเราทุกคนนั้น จะมีช่วงที่จะสามารถหา "รายได้จากการทำงาน" (you at work) จำกัด และจะต้องมีชีวิตหลังเกษียณค่อนข้างยาวนาน จึงต้องรู้วิธีที่จะ "ใช้เงินให้ทำงาน" (money at work)

2) การออมเป็น "เกมแห่งระยะเวลา" (game of time) ใครเริ่มต้นก่อน ก็รวยก่อน เพราะยิ่งทิ้งไว้นาน ยิ่งได้เป็นกอบเป็นกำ ถือเป็น "เงื่อนไขจำเป็น" ของทุกคนที่มีเป้าหมายต้องการบรรลุสู่อิสรภาพทางการเงิน

3) การลงทุนเป็น "เกมแห่งจังหวะเวลา" (game of timing) ต้องรู้จังหวะในการเข้าออกจากตลาดที่เหมาะสม ซื้อเมื่อต่ำ ขายเมื่อสูง หยุดเมื่อสงสัย เพราะถ้าหากเข้าผิดจังหวะ ยิ่งทิ้งไว้นาน จะยิ่งเสียหายมาก และทำให้โอกาสที่จะได้ทุนคืนยากขึ้นเรื่อยๆ (losses are harder to regain)

4) การตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนไม่ใช่การตัดสินใจซื้อสินค้าสำเร็จรูป (product) แบบที่ตัดสินใจตอนซื้อครั้งเดียวจบ ถ้าไม่ได้ผล หรือใช้แล้วไม่พอใจ ก็ทิ้งมันไว้เฉยๆ จริงๆ แล้วการลงทุนเป็นกระบวนการ (process) ที่ต้องมีการเอาใจใส่ ติดตามผล และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลอดเวลา

5) หนทางไปสู่ความสำเร็จไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว จุดสำคัญในการบริหารการลงทุนนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ วิธีการ หรือสไตล์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเพียง "เกมภายนอก" (outer game) แต่เป็นเรื่องของทัศนคติ วิธีคิด พลังใจ ซึ่งเป็น "เกมภายใน" (inner game)

6) ลำพังแค่การ "เอาชนะดัชนี" (beat the index) ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ไม่มีใคร "เอาชนะตลาด" (beat the market) ได้ เคล็ด (ไม่) ลับในการจะยืนหยัดอยู่ในเกมการลงทุนอย่างตลอดรอดฝั่งในฐานะ "ผู้ชนะ" นั้น อยู่ที่การยืนอยู่ข้างเดียวกับตลาดไม่ใช่ฝืนตลาด

7) ความสำเร็จในการลงทุนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน จริงๆ แล้วมันอาจเปรียบได้กับการวิ่งแข่งระยะไกล (marathon) ไม่ใช่การวิ่งแข่ง 100 เมตร (sprint) ดังนั้น คุณจะต้อง "รู้จักตัวเอง" (know yourself) ว่าอะไรคือสไตล์การลงทุนที่เหมาะสมที่เข้ากันได้กับความสามารถในการรับความเสี่ยง (risk attitude) และทักษะในการลงทุน (risk aptitude) เพราะนั่นคือ "ระบบ" ที่คุณต้องใช้ในเพื่อ "ทำธุรกิจ" นี้ในระยะยาว

ในการใช้เงินต่อเงินนั้น คุณต้อง "รู้จักเครื่องมือ" (know the vehicle) ว่ามีลักษณะและรูปแบบการให้ผลตอบแทนอย่างไร มีข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดอะไรบ้าง

9) นอกจากนี้ คุณต้อง "รู้จักตลาด" (know the market) คือ รู้ว่าตลาดการเงินมีธรรมชาติเป็นอย่างไร อะไรคือสาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้เกิดการกระเพื่อมขึ้นลงของตลาด และรู้วิธีการในการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนว่าต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร

10) อย่าติดอยู่ในกับดักของ "การบริโภคข้อมูลเกินขนาด" (information overload) ซึ่งมัวแต่สนใจหาข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ จนไม่กล้าลงมือปฏิบัติ (analysis paralysis) เพราะมีความเชื่ออย่างผิดๆ แบบพวกมองโลกสมบูรณ์แบบ (perfectionist) ว่าถ้ามีข้อมูลที่สมบูรณ์จะไม่เกิดความผิดพลาด (zero-defect mentality) จริงๆ แล้ว หัวใจสำคัญของการบริหารการลงทุนนั้นอยู่ที่การ "จำกัดความเสี่ยง" (risk limitation) ไม่ใช่ "กำจัดความเสี่ยง" (risk elimination) ถ้าถามว่ากฎที่สำคัญที่สุดที่สรุปได้จากการปฏิบัติ (rule of thumb) ของผู้เขียนหนังสือชุด "อยากรวย ต้องรู้" คืออะไร ก็อยากตอบว่า rule of "ทำ" นั่นคือ "รู้แล้วต้องลงมือทำ" เพราะในภาษาอังกฤษ คำว่า "โชคลาภ" (luck) เป็นตัวย่อของ Laboring Under Correct Knowledge แปลว่า "ลงมือทำ ด้วยความพากเพียร โดยอาศัยความรู้ที่ถูกต้อง" นั่นเอง

Credit : http://www.investorchart.com
ที่มา: ผู้แต่ง คุณนำชัย เตชะรัตนะวิโรจน์ จากหนังสือชุดอยากรวยต้องรู้ เล่ม 3 สำนักพิมพ์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

+++ เมื่อวาน 28-Sep-2013 เกือบทั้งวัน ทำ Back Test + Optimize FOREX กับ Amibroker


     หลังจากเครียงานด่วนๆ ได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องเอาประสบการณ์ ความรู้ต่างๆ มายำสรุปเป็นรอบๆ ไป รอบนี้เลยอยู่ในช่วงของการ Optimize, Back Test ของ FOREX หน่อยเพราะตั้งแต่เข้าไปฝึก ไปลอง ก็ลองนั่น นี่โน่น ตามประสา แต่ยังไงซ่ะก็คงต้องหา Model มาดูหน่อยว่าความเป็นไปได้ มันจะมีมากน้อยแค่ไหน เริ่มตั้งแต่เช้า ก็เริ่มทวนความรู้เรื่อง Optimize กันหน่อย หาตั้งนาน จำไม่ได้ เลยเริ่มจาก 

Optimize พวก MACD แล้วต่อด้วย CCI และก็มา EMA, MA,WMA ลองดูพวกนี้แหละน่าจะพอเห็นภาพ แต่โจทย์ตอนนี้ที่ได้มาจาก MT4 คือเวลาทำ Optimize, Back Test จะแยกทดสอบกับคู่เงินทีละคู่เงินเลย และเลือกช่วงเวลา และ Time Frame Time ต่างๆ  ออกจากกัน เดิม เวลา Optimize เลือกกับ TF หนึ่งแล้วดันไป Back Test กับทุก TF   นี่คือสูตร ที่จะใช้ทดสอบวันนี้



     อันนี้คือการ Optimize เพื่อหาค่า EMA 2 เส้นที่ดีทีสุ่ด โปรแกรมจะทดสอบตั้งแต่ EMA 2 วัน ไล่ไปทีละ 1 จนถึง 200 แล้วหาค่าที่ดีที่สุดสำหรับค่าเงินนั้น ๆ ออกมา


     ส่วนอันนี้ ลองเฉย ๆ MACD โดยให้โปรแกรม Optimize หา 3 ค่าเลย ทั้ง Fast, Slow, Signal เพื่อหาค่าที่เหมะสม

ส่วนอันนี้เกิดจากความสงสัยที่ว่าทำม คนเล่น FOREX เขาชอบใช้กันจัง ...ต้องลองดูหน่อย


     วันนี้เป็นอีกวันที่ได้เจาะลึกเข้าไปในความสามารถของ โปรแกรม Amibroker อีกครั้ง เริ่มต้นกับการ Optimize หาแต่ละค่าแล้วจดบันทึก ทำตารางลง Excel เพื่อเก็บค่าตัวแปร และเก็บ % Profit และอื่น ๆ อันนี้ตัวอย่างของ Out put แต่ะล Model แต่ะล TF 






     จากนั้นก็เอาแต่ละค่าที่เลือก แล้วมาทำ Back Test อันนี้ก็ตัวอย่างตาราง Output ที่ออกมา


และตอนนี้ก็ได้พบกับหน้า REPORT ของการทำ Back Test อีกหน้าจอ มีการบอกข้อมูล อีกหลายส่วนทั้ง % Profit, % Draw down ต่าง ๆ 


และมีหน้าจอ Report Graphics ให้ดูด้วย


     และปิดท้ายสุดกับ 3D Report สวย ๆของ Amibroker (แต่ส่วนตัวผมไม่ค่อยได้ใช้ไรมาก) เพราะค่าต่าง ๆ จริง ๆ มันออกมาตั้งแต่ตอนทำตารางแหละ แต่ก็ต้องชมว่าเขาทำ idea ได้ดี ทีเดียว

     อันนี้คือ Report ที่ผม Note ไว้ว่าแต่ละคู่เงินแต่ละ Time Frame มีค่าตัวแปรไหนที่เหมาะ และทำ % Profit ต่างๆ ได้เท่าไหร่  จากที่ได้ทดลอง...กลายเป็นว่า MA หรือ Moving Average คือตัวที่ทำกำไรได้มากสุดที่ TF= 60 นาที และรองลงมาก็คือ CCI และ EMA และท้ายสุด MACD ขี้เหล่สุดเลย 5555 นี่แหละ Back to the Basic 


     แต่ทั้งหมดเป็นเพียงแค่การทดลองกับข้อมูลเก่า เป็นเพียงข้อมูลเชิงสถิติ ไม่ได้รับประกันว่าต้องตามนี้ แต่มันก็ทำให้เราพอเข้าใจว่า ถ้าจะเลือกสร้าง Model เราน่าจะเลือกและทำไรยังไง อีกอย่างตอนนี้ที่ได้คือ เราสามารถที่จะ พลิกแพลง การ Optimize, Back test ต่าง ๆ ได้ไว และคล่องมากขึ้น....ต้องต้องว่ากันต่อกับตอนไปลองของจริงแหละทีนี้

ปล.... แต่เมื่อวานก่อนเข้านอน ดันไปปรับ และ Optimize + Back test กับ Model หนึ่งที่ได้ Output น่าสนใจกว่าตัวนี้มาก ไว้จะมาแชร์ต่อ