วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

+++ กดไปกดมา..ไปเจอ Community ขนาดใหญ่ของนักพัฒนา MQL5 โอววว ต่างประเทศเขาไปกันขนาดนี้แล้วร๋อเนี๊ยะ

     ระหว่างที่อ่าน ค้นหาข้อมูล เพื่อนำมาเสริมทัพความรู้ตัวเอง และก็กำลังทดลองใช้เมนูต่างๆ ของ MT4 อยู่ ก็เลยได้ลองกดดูที่ Option แล้วก็เจอหน้าจอหนึ่งเขาเขียนว่า Community เลยลองสมัครดู ....เท่านั้นแหละ อึ้งเลย 



 จากนั้นก็กดไปสมัครสมาชิก หลังได้ user / password ก็มาเจอหน้านี้ มีหัวข้อต่าง ๆ มากมาย


มีคนสร้างและพัฒนา EA ต่างๆ มา post มีทั้ง Free และ ขาย มีสถิติจอง EA แต่ละตัว มีคนเอาไป trade กี่คน และ % win เท่าไหร่
























มีการจัด Championship  แต่ละปีด้วยว่า EA ของใครอยู่อันดับไหนในแต่ละปี





















มีสถิติการเทรดของแต่ละ EA ด้วยของแต่ละคน





































มีสังคมการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน พูดคุย  มีหัวข้อ กลุ่มเรื่องต่าง ๆ อีกมากมายหลายเรือ่ง มีหางานไรกันด้วย


+++ แนะนำ VDO สอน การเขียน EA บน MT4 ของคนไทย หลายตอนเลย







































-สอนการเขียน ea เริ่มจาก new file

vdo 2 https://www.youtube.com/watch?v=wdhr7IIFacM
- อธิบาย function ต่างๆ และอธิบายโปรแกรมเบื้องต้น

vdo 3 https://www.youtube.com/watch?v=Znhv9pM9MQs
   - สอนเรื่อง input back test data type

   vdo 4 https://www.youtube.com/watch?v=t2ktjq-AHtE
   - สอนเรื่องการเปิด order

   vdo 5 https://www.youtube.com/watch?v=HlWEMATr9QA
   - อธิบายการใช้ indicator

   vdo 6 https://www.youtube.com/watch?v=-GCjV5zY3kw
   - อธิบาย การ repaint ของ indicators  (พวกลูกศรที่เลื่อนไปมาทั้งหลาย)

   vdo 7 https://www.youtube.com/watch?v=9LpVJGtqNtA
   -แจกฟรีEaพร้อมอธิบายการใช้

   vdo 8 https://www.youtube.com/watch?v=40eea27rlKA
   - สอนวิธี import historydata

   vdo 9 https://www.youtube.com/watch?v=sDFf_kZxXUo
   - อธิบายการเขียน ea ให้ได้กำไรใน back test มากๆแต่ใช้เปิดจริงไม่ได้

   http://youtu.be/ASM4J9UG_2k
   -อธิบายโปรแกรม MetaTrader 5

   http://youtu.be/w514U99lgCU
   -อธิบายการเขียน ea โดยใช้เทคนิคทำให้ balance เป็นบวกตลอด

   https://www.youtube.com/watch?v=_zMjB9GCLh4
   -วิธีการตวรจสอบ Error ของ EA








+++ Back แปลว่า กลับ Test แปลว่า ทดสอบ ว่าด้วยเรื่องของการทำ Back Test :

เกริ่นไว้หน่อยหนึ่ง

Back test = การทดสอบย้อนกลับ (มันจะมี forward test ด้วยนะ คือทดสอบแบบสุ่มไปข้างหน้า) จากตัวเลข ที่มาจาก indicator หรือ model ที่เราเลือกใช้ โดยจะทำการทดสอบจากช่วงเวลาที่กำหนดย้อนกลับ โดยอ้างอิงราคาเปิดปิด เก่าๆ ที่ผ่านมา เพื่อจะดูว่า จะได้กำไรกี่ % ขาดทุนกี่ % โอกาสชนะกี่ % แพ้กี่ % drawdown กี่ %

Optimize = ถ้าจากช่วงเวลาที่กำหนด ค่าของตัวเแปร หรือเงื่อนไขที่ใช้ ตัวเลขไหนจะดีที่สุด จะได้กำไรมากสุดน้อยสุด % ขาดทุนมากสุดน้อยสุดกี่ % โอกาสชนะมากสุดน้อยสุดกี่ % แพ้มากสุดน้อยสุดกี่ % drawdown มากสุดน้อยสุดกี่ %

ยกตัวอย่าง เช่นทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ใช่ MACD ค่าคือ 12,26,9 คำถามคือ ถ้าเอาค่านี้ มาเทรดกับ SET หรือหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตั้งแต่ต้นปี มาถึงวันนี้ จะได้กำไร หรือเงือ่นไขอื่น ๆ เท่าไหร่ ...อันนี่คือ back test

แต่ถ้าต้องการรู้ว่า จากช่วงเวลาที่ผ่านมา ถ้าจะเปลี่ยน 12,26,9 เป็นตัวเลขอื่น .... จะทำให้มีกำไรมากขึ้นไหม น้อยลงแค่ไหน เสี่ยงแค่ไหน ...อันนี้เรียก Optimize

   หลังจากที่ได้ทำการทดสอบ model ที่ออกแบบมา 2 วันแหละ ก็คือว่าทำให้การเทรดของเราเป็นระบบมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถอ่านค่าช่วงที่ตลาดแรง ๆ คือช่วงบ่าย 2 กับ ทุ่มกว่า ๆ ที่แบบตลาดมีความผันผวนสูงมาก และเอะใจกับ indicator ตัวหนึ่งที่เคยเอามาใช้นานแล้ว 

   จุดหนึ่งที่สังเกตุคือ Price pattern ของ Forex อ่านง่าย ดูง่าย และมีแนวโน้มชัดเจนมากกว่าหุ้นไทยมาก ของหุ้นไทยหลายๆ ครั้งโดนเจ้ามือหักกราฟ สร้างกราฟ เปลี่ยนกราฟได้ (ประสบการณ์ตัวเองก็เคยลองทำกับหุ้นตัวเล็ก ๆ ที่มี volume ไม่เยอะ เพื่อทดสอบว่าเขาทำไรยังไง และเราก็ได้เห็นว่า ...เออจริงว่ะ มันทำได้ไม่ยากนี่หว่า ใช้เงินไม่ต้องเยอะ แต่ต้องรอจังหวะดี ๆ ประกอบหน่อย) 

     การทำ Back Test คืออะไร ก็คือการที่เราคิดหรือสร้าง model หรือ indicator ตัวหนึ่งขึ้นมาแล้วก็บอกว่าถ้า เกิดเหตุการณ์ หรือ เงื่อนไข แบบ ที่เราต้องการให้ทำการซื้อ ...หรือ ให้ทำการขาย สรุปก็คือจะมี ซื้อกับขาย อย่างเช่น ที่ได้ยินบ่อย ๆ คือ MACD ตัด Signal ขึ้นเหนือ 0 ซื้อ ตัดลงให้ขาย เป็นต้น

    ที่นี้เราอาจจะสงสัยว่า ถ้าเอาเงื่อนไขนี้ไปใช้จริงๆ มันจะ work ไหม ...แน่นอน อนาคตเราไม่รู้ แต่อดีตคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เราก็เลยคิดว่า เอางี้ ลองเอา สิ่งที่คิดไปทดสอบย้อนหลังกับข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้วมันจะเป็นยังไง

     ตอนี้ ผมทำเป็นแค่ Amibroker นะเลยเอามาเขียนไว้ก่อน เป้าหมายต่อไปคือ MT4 และนี่คือ Indicator หรือ Model ที่ผมสนใจ คือมันจะมีจุดเข้า ออก เมื่อ Trend เปลี่ยนหรือไม่ผ่านแนวรับแนวต้าน 











    กรณีนี้ผมเอา model ที่ผมสงสัยมา ตัดเอา code ในส่วนที่ มันเป็นจุดเข้า ออก แล้วก็เติมคำสั่ง Buy = &^%*&^%^  และ Sell = &^%&^%$ หรือจะใช้ Cover, Short ก็ได้  ปกติผมใช้ Cover, Short แต่บางทีมันก็ฟ้องว่าให้ใช้ Buy, Sell แล้วบางทีใช้ Buy, Sell มันก็บอกให้ใส่ Cover ผมเลยใส่มันทั้งคู่เลย มันก็เลยเลิกฟ้อง




























 พอได้สูตรแล้ว ก็มาหน้าจอสำหรับใช้ทำ Back test ของ Amibroker (หน้าจอเดียวกับ scan แต่จะใช้เมนูข้าง ๆ Scan (Explore) 



















     จากนั้นก็มาเลือกช่วงเวลา ว่าจะเริ่มทำการ Back Test จากวันไหน ถึงวันไหน กรณีนี้ผมมี Data ไม่เกิน 60 วัน  ก็เลยเลือก 2 เดือนนี่แหละ และเริ่มทำการทดสอบว่า ถ้าเราใช้ Time Frame 1 นาทีผลจะออกมาเป็นแบบไหน แล้วไล่  Time Frame ไปเรื่อยๆ จาก 1 minute, 15 minute, 30 minute, 60 minute, 120 minute, 240 minute และสุดท้าย Daily ...ผมทดสอบได้แค่ daily เพราะ data ไม่พอที่จะ ทดสอบมากกว่านี้แหละ 

พอเลือกแล้วก็กด Back Test มันก็จะ run ออกมา 
ตัวอย่าง หน้าจอ หลังจากการทำ Back test แต่ละ Time frame  มันก็จะมีตารางออกมาว่า ถ้า Model หรือสูตรที่เรากำหนดนั้น วัน เวลาไหน หุ้นหรือคู่เงินตัวไหน ต้องทำการ Long หรือ Short เวลาไหน ราคาเท่าไหร่ ออกหรือปิด order วันไหน % chage เท่าไหร่ และกำไรเท่าไหร่ต่อรอบการเข้า ออก นั้น ๆ และ % Profit ที่ได้แต่ละรอบเป็นเท่าไหร่ มันก็จะออกมาเป็นตารางประมาณนี้ 



























สำหรับผม ผมก็เลือกเอา % Profit แต่ละ Time Frame ออกมา แล้วเอามาใส่ Excel ต่อ 

     จากนั้นเราก็มาคิดต่อ ว่า model ที่เราคิดไว้ ผลมันเป็นไง จะหาจำนวนรอบที่ต้องเทรด เฉลี่ย % กำไร ขาดทุน ไรยังไง แล้วเราจะเลือกไรยังไง

















แนวคิดของผมที่ได้จากการทำ Back Test 

     ข้อมูลอาจจะออกมาดูดี แต่เวลาเอาไปใช้จริง ๆ ยังไงเราก็คงต้องติดตาม ดู เพราะส่วนตัวผมคิดว่า ไม่มี Model ไหน เข้าใจความโลภ ความกลัว ของคนได้แม่นยำทุกครั้ง

     Model หรือแนวคิดแต่ละสูตร ใช้ไม่ได้กับทุกหุ้น หรือ คู่เงินหรืออื่น ๆ ทุกอย่าง จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ปรับแต่ง  ... อ้อ ลืมบอก Amibroker มี Function ที่เรียกว่า Optimize เพื่อใช้ในการคำนวณหาค่า ของตัวแปล ที่เราสนใจว่าจะใช้ค่าไหน แล้วจะทำกำไรได้มากสุด ไว้จะมาแชร์ให้ตอนหลังนะครับ อย่างเช่นที่เขาพูดกันว่า MACD ใช้ 12,26,9 """" แต่ถ้าเราเปลี่ยน products หรือเปลี่ยน time frame แล้วค่าที่ดีที่สุด ควรจะเป็นเท่าไหร่... Amibroker สามารถคำนวณมาแสดงผลให้เราได้

ท้ายสุดและสุดท้าย

     ไม่มีอะไรในโลกแน่นอน – ถึงแม้ระบบเทรดจะถูกท า Back Test มานับครั้งไม่ถ้วน แต่มันก็แค่อ้างอิงจากสถิติย้อนหลังที่ เราเชื่อว่ายิ่งยาวก็ยิ่งดี แต่ในอนาคตปัจจัยที่กระทบภาวะตลาดนั้นแตกต่างออกไปเรื่อยๆตลอดเวลา


ข้อมูลกรณีศึกษา แนวคิดการทำ Back Test และการทำ Back Test ของ MT4 นะครับ

http://www.mangmaoclub.com/jim-simon-and-backtesting/
     “เราคือองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อการวิจัยอย่างสูง เราจ้างพนักงานเพื่อให้พวกเขาสร้างโมเดลทางคณิตศาสตร์สำหรับตลาดที่เราจะทำการลงทุน … เรามองหาบุคคลที่มีความสามารถในการที่จะทำการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี หรือไม่พวกเขาก็ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีทักษะในการเขียนโปรแกรมได้เป็นอย่างดี …

… เราจะทดสอบแนวคิดทุกอย่างของเรากับข้อมูลของตลาดต่างๆในอดีต เพราะอดีตคือกุญแจที่ยอดเยี่ยมในการเข้าใจอนาคต แน่นอนว่าไม่ได้สมบูรณ์แบบ! แต่ความเป็นมนุษย์ของพวกเราคือพลังที่ขับเคลื่อนตลาด และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงภายในข้ามคืน ดังนั้นแล้วยิ่งคุณสามารถที่จะเข้าใจอดีตได้ดีเท่าไหร่ มันก็มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าคุณจะมีข้อมูลที่สำคัญมากๆในการที่จะเข้าใจถึงอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น”

James Simon เจ้าพ่อแห่งวงการ Hedge Funds


http://forextrader.igetweb.com/index.php?mo=3&art=41942147

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mikas&month=04-2013&date=28&group=9&gblog=10

หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับคนอื่่นๆ นะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

+++ วันแรกของการนำ Model ที่ออกแบบใหม่สำหรับ Forex มาใช้ 29-Aug-2013



อันนี้คือหน้าจอกราฟที่ใช้ Tracking สรุปสิ่งที่ปรับไว้มี

1.ใช้ Heiken Ashi + MACD เป็นหลักเหมือนเดิมในการ plot Bar พร้อมจุดเข้าและออก 
2. ใช้ HH LL Trend Line Indicator แต่ถอดแท่งเทียนปกติออก เพราะมันเยอะ รกตา 
3. เติม Bollinger เข้ามา ทั้งหมด 3 อย่างนั้น อยู่ในกราฟแรกอันบน 
4. ใช้ Auto Trend line Break Out ไว้ดู Trend Line และจุด Break ต่าง ๆ 
5. ADX Indicator แบบ Full Time Frame 


อันนี้คือหน้าจอสำหรับ Scan เลือกใช้ Time Frame 5 minute ใช้คู่กับ Amiquote ในการดึง data จาก Forex 

     เริ่มทะยอยซื้อเก็บช่วงบ่าย ๆ เพราะจะมาลุ้น จุดเปลี่ยน ของตลาดช่วงคึกคัก ประมาณ 1 ทุ่ม แยก บัญชี demo ออกมาต่างหากไว้ทดสอบ เปิดมา 19:30 ได้ตามภาพ เดี๋ยวมารอดูกันตอน ก่อนนอนว่าจะจบที่เท่าไหร่ (มีตัวหนึงสัญญาณ ไม่ได้เปลี่ยน แต่เรา...เปลี่่ยน เนื่องจากไปดู MT4 มา เลยปรับ เดะดูว่า การบ้านที่วางกับอารมณ์ที่ผัน ไม่ทำตามแผน ตัวนี้จะเกิดไรขึ้น

เดี๋ยวจะลองใช้ model นี้ทั้ง อาทิตย์ แล้วดูว่า port นี้จะเป็นยังไง 






















     เสริมเพิ่มเติมว่าทำไมเลือกเข้า  อันที่หนึ่ง คือ Power ที่ออกแบบไว้ เป็นการอ่านค่า ADX หลาย ๆ time frame 1 เยอะก็คือ มีเทรนขึ้น 2 เยอะคือ เทรนลงแรง  จีง Heiken หลาย ๆ time frame บอกเป็นจุดกลับตัว และยัง คงมีเทรน ตามสีที่ออกแบบไว้ และสุดท้าย confirm trend ด้วย Ichimulo แบบ multi time frame อีกรอบ







สถานะ 22:00 สัญญาณต่างๆ ยังคงไม่เปลี่ยน แต่กำไรเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ok แจ่มพอได้ แต่ต้องปรับตัว Break out ใหม่เพราะสัญญาณไม่ส่งเสียง หรือแจ้งออกมาเลย ใน TF เล็ก ๆ






วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

+++ ทำ % กำไร ขาดทุน ของหุ้นไทยแต่ละตัว ณ 27-Aug-2013 ...New Low ซ่ะ (Download Excel ได้นะครับ)


     และแล้ว เทรน ก็ยังเป็นเทรน แนวโน้มจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อเปลี่ยนแนวโน้ม ...อ๊ากกก หลุดทำ New Low ซ่ะแหละ อันนี้ผมทำสรุป % Profit %Loss ของหุ้นแต่ละตัว ในแต่ละเดือน และสรุปปลายปีของปีนี้ ผมวางใส่ Excel ไว้ และทำตัว sort ไว้ให้แหละ ลอง Load ไปดูได้ หุ้นตัวไหน ทำตัวไรยังไงกันบ้างปีนี้

Download จากลิงค์นี้ได้เลยครับ  http://www.mediafire.com/?f1bw801nxk55xc9   


ขอเก็บภาพ Daily/Weekly ของ SET ตอนนี้ไว้ให้ลูกหลานดุหน่อยดีกว่า

อันนี้ Daily ณ. 27-Aug-2013





อันนี้ Weekly ณ. 27-Aug-2013




























+++ 1 อาทิตย์ผ่านไป ...ทำให้เริ่มเห็นว่า Model ที่ใช้กับหุ้นไทยนั้น ...ใช้กับ Forex ไม่ค่อยได้ ต้องปรับ Model ใหม่ (ขอเก็บไว้เป็น reference ย้อนหลัง)


     หัวใจอย่างหนึ่งของการเล่น Technical คือการสังเกตุ ตลอด 1 อาทิตย์ที่ได้ทดลองทั้งเทรด Demo และเงินจริง สิ่งที่เห็นชัดคือ Model ที่ใช้กับตลาดหุ้นไทยนั้น เวลาเอาไปใช้กับ Forex แล้วมีความผิดพลาดสูง และไม่แม่นยำ จึงจำเป็นต้องปรับและสร้าง Model ที่สอดคล้องหน่อยหนึ่ง 

เริ่มต้นด้วยการเลือก Indicator ที่คิดว่าสัมพันธ์กับ Forex ตอนนี้เลือกมาได้ 4 อันคือ 

1. Swing Trade, ใช้บอกแนวโน้ม และจุดเข้าออก มันทำให้อ่านเทรนได้แข็งแรงกว่า Ashi 
2. Heiken Ashi (อันนี้ผสม MACD เข้าไปแล้ว) ตัวนี้ปรับให้สามารถบอกได้ 4 เทรน คือ Up, Down , Side way up, Side way down
3. ADX ที่จะใช้บอกกำลัง


และทั้งหมดทำ Multi Time Frame เป็น Indicator ไว้ด้วย 

     ระหว่างนี้ทำเอา code ตัวเก่ามาปรับแต่ง เพื่อให้สามารถ เทรดระหว่างที่กำลังทำ Model ไว้ด้วยแหละกัน ระบบนี้คือถ้ามี Signal ตามที่ต้งไว้ ระบบจะมีเสียงบอกมา (ตัวเสียงแอบไปอัดโดยใช้ Google Translate ....เสียงไม่เพราะเลย แต่ก็ดี จะได้ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอมาก )





     ต่อมา เอา Swing Trade , กับ Heiken Ashi ไปทำ Back Test และ Optiomize ค่า ตัว Swing Trade สูตรแม่ม ซับซ้อน ลอกเอาเฉพาะส่วนที่เข้าใจ และ Heiken หลังจากทำ Backtest แล้ว ทำให้ต้องปรับจุดออกใหม่ ทำตารางเปรียบเทียบ คร่าวๆ ได้ประมาณนี้




(สรุปการทำ Back Test model รอบนี้ต้องแยกทำทีละฝั่งคือ ทำฝั่ง Long ก่อน แล้วเลือกจุดออกตาม MACD Cross และทำ ฝั่ง Short อีกรอบ แล้วเลือกจุดออกตาม MACD ตัว % Profit เป็นที่น่าพอใจ) 


จากนั้น มานั่งออกแบบ ตัว Explore data ที่ต้องการ โดยทำใส่ Excel ก่อน ตอนนี้คิดได้ประมาณนี้ 

อ่ะเชร ....เริ่มลุย... ณ. 19:04 ของวันที่ 27-Aug-2013  ดูสิว่าจะมั่วได้ใจแค่ไหน

=====================================================================
ชุดที่ 1 ตารางแรกได้มาแหละ






































+++ Hieken Ashi Multi Time Frame ดูได้มากสุด 8 TF แจ่มอีกแหละ



http://www.fxkeys.com/have-all-timeframes-on-one-single-chart-in-your-metatrader-platform-mt4/

4 file แรกวาง  C:\Program Files\ABC MetaTrader\experts\indicators\
อีก 2 file C:\Program Files\ABC MetaTrader\templates

จากนั้น click ขวาที่ graph และเลือก load template ก็เลือกได้เลยว่จะเอา 4 หรือ 8 

วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

+++ โดนเข้าให้ ศักยภาพของข่าวสาร กับราคาคู่เงิน มันมาเป็นชุด



     เรื่องของข่าวสาร กับความโลภ ความกลัว ของคน มันมีทุกหนแห่ง ช่วงนี้ประสบการณ์ต่างๆ เยอะแยะเลย วันนี้ ได้เห็น ศักยภาพของข่าว ตอนแรกก็นั่งดูไปดูมา เก็บนิด เก็บหน่อย ตามระบบ แต่ในใจ..ทำไมมันนิ่งสงบจังว่ะ....สักพัก ณ. เพ ลา 17:3x กว่า ๆ .... ทุกตัวที่ลงท้ายด้วย USD ....กระโดดโหย๋งเหย๋ง เม่ามือใหม่ก็งง สิครับท่าน ไรฟ่ะ ..... ลบกระจุย ....นี่เลย อารมณ์ ซีนามิ ...เงียบๆ สงบ ผิดปกติ...แล้วก็....ตูมมมมม บางคู่ วิ่งไป 400-600 pip ก็มี 

     คัดแทบไม่ทัน .... จากนั้น มานั่งคิด ...เอ๊ะ ไรจะพร้อมใจกันขนาดนั้น ก็เอ่ะใจขึ้นได้ ...โรงงาน forex แน่ ๆ ...ไปดู อั๊ยยะ อ้อ....เขามีข่าว เขา forecast ข่าวว่า impact 3% แต่มันดันเป็น 7% แป่ว..... เลย โดยไปแว้ววววว อ้อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง ... เก็บไว้ ๆ ๆ ถือซ่ะว่ามีดบาดนิ้วน้อง แฮ่ ๆ

ขออนุญาติแปลงไฟล์ และขอบขอบต้นฉบับ pdf จาก
http://thaiforexschool.com/index.php?topic=836.0

มาสรุปไว้อ่านหน่อย นะครับ

     อัตราแลกเปลี่ยนก็จะมีผลตรง ๆ โดยไม่มีอย่างอื่นมาทาให้ราคาเพี้ยนไปจากเดิม โดยปกติแล้ว ทองคาจะขึ้นเมื่อ USD อ่อนค่า และ ทองคาจะลง เมื่อ USD แข็งค่า แล้วคาที่ว่าอ่อนค่า กับ แข็งค่า เนี่ย เค้าเทียบกะสกุลไหนบ้าง โดยปกติแล้วจะดูที่ 2 สกุลใหญ่ ชื่อ JPY และ EUR หากสองอันนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ก็แสดงว่า USD อ่อน


เริ่มตั้งแต่เช้ามืดเลย
AUD = Australia Dollar (Aussie)
NZD= Newzealand Dollar (Kiwi)
JPY=Japan Yen (Yen)
CNY=Chinese Yuan(Yuan)

และตอนบ่ายก็จะมี
EUR=EURO MEMBER
GBP=Great Britian Pond
CHF=Swisszerland Franc

และตอนเย็นก็จะมี
USD=United States Dollar(Buck)
CAD=Canada Dollar(Loonie)


Trade Balance โดยปกติประกาศทุกวันที่ 20 ของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของ 2 เดือนก่อนหน้านี้ โดยการประกาศจะบอกให้รู้ถึงทิศทางของการส่งออกและการนาเข้า ซึ่งตัวเลข Trade Balance จะสามารถคาดคะเนตัวเลข GDP ในอนาคตได้ ตัวเลข Trade Balance จะนาค่าตัวเลข Export ลบกับ ตัวเลข Import หากผลที่ออกมามีค่าเป็น + จะหมายถึงเศรษฐกิจที่ดี และมีผลทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย


Gross Domestic Product หรือ GDP จะ ประกาศทุก ๆ สัปดาห์ที่ 3 หรือ 4 ของเดือน โดย GDP คือตัววัดที่กว้างที่สุดเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ การที่ตัวเลข GDP เปลี่ยนแปลงไปจะหมายถึงความเปลี่ยนแปลงของอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งจะบ่งบอกเกี่ยวพันถึงอัตราเงินเฟ้อ การที่ตัวเลข GDP เพิ่มขึ้นจะทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย


Personal Consumption Expenditure หรือ (PCE) ประกาศ ทุก ๆ วันแรกของการทางานของเดือน โดย PCE จะบอกถึงการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือน โดย PCE จะบ่งบอกถึงความสามารถในการจับจ่ายของภาคครัวเรือน โดยตัวเลข PCE ที่สูงจะบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่เติบโต ซึ่งจะทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Consumer Price Index หรือ CPI ประกาศ ทุก ๆ วันที่ 13 ของเดือน โดย CPI จะเป็นตัววัดเกี่ยวกับระดับราคาของสินค้าและบริการที่ซื้อโดยผู้บริโภค CPI ที่เห็นประกาศกันจะมี CPI กับ Core CPI ซึ่งต่างกันตรงที่ว่า Core CPI จะไม่รวม ภาคอาหารและ ภาคพลังงานโดยปกติ CPI จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงอัตราเงินเฟ้อ โดยตัวเลข CPI ที่สูงจะเป็นตัววัดเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งจะทาให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

Treasury International Capital System หรือ TICS ประกาศ ทุกวันที่ 5 ของการทางานในแต่ละเดือน โดย TIC จะรวบรวมข้อมูลของ US เพื่อดูว่าการลงทุนของคน US และ คนต่างชาติเป็นอย่างไรบ้าง โดยหากข้อมูล TICS เป็นตัวเลขที่สูงจะหมายถึงเศรษฐกิจของ US ที่แข็งแกร่งซึ่งมีผลทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น


Federal Open Market Committee หรือ FOMC จะ ประชุมเมื่อไร ไม่มีตายตัวแน่นอน แล้วแต่เค้าจะนัดกัน โดยการประชุมจะดูภาพรวมและผลของการประชุมที่สนใจกันคือเรื่องของอัตรา ดอกเบี้ย การปรับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมีผลทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Retail Sales ประกาศ ทุกวันที่ 13 ของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนที่แล้ว โดยจะวัดจากใบเสร็จของการค้าปลีก ซึ่งโดยปกติจะมองในภาพของสินค้า ซึ่งจะไม่สนใจเรื่องของบริการ และอื่น ๆ (เช่นพวกค่าเบี้ยประกัน หรือค่าทนาย) Retail Sales ที่ไม่รวมการซื้อรถ จะเรียกว่า Core Retail Sales โดยการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขการขายจะหมายถึงราคาที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้หมายถึงความต้องการซื้อที่ลดลง การที่ตัวเลข Retail Sales มีตัวเลขที่สูงหมายถึงเศรษฐกิจที่ดีและแข็งแกร่ง ซึ่งมีผลทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

University of Michigan Consumer Sentiment Index ออก ทุกวันศุกร์ที่สองของเดือน โดย Michigan Index จะเปรียบเทียบระหว่างดัชนีสองตัวคือ สิ่งที่คาดหวัง และ สิ่งที่เป็นไปจริง ๆ ถ้าสิ่งที่คาดหวังไว้และสิ่งที่เป็นจริงมีค่าใกล้เคียงกัน หมายถึงเศรษฐกิจเป็นไปในแนวทางเดียวกับที่หวังไว้ ซึ่งจะทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Producer Price Index หรือ PPI ประกาศ แถว ๆ วันที่ 11 ของเดือนซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนก่อน PPI จะเป็นตัววัดราคาของสินค้าในมุมมองของการค้าส่ง PPI ที่ไม่รวมพวกอาหารและพลังงานจะเรียกว่า Core PPI ซึ่งจะถูกจับตามองมากกว่า เพราะจะมีผลกับอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจาก PPI จะเป็นตัวที่ออกมาก่อน CPI หาก PPI มีค่าสูงมักจะทาให้ CPI มีค่าที่สูงตามไปด้วย ดังนั้นการที่ PPI มีค่าสูงจะทาให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

Initial Weekly Jobless Claims ประกาศทุกวัน พฤหัส จะเป็นข้อมูลของสัปดาห์ปัจจุบันรวมถึงวันศุกร์ที่แล้วด้วย ซึ่งจะบอกถึงการว่างงาน โดยปกติจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้จากข้อมูลก่อนหน้าย้อนหลังไปราว ๆ 4 สัปดาห์ แล้วมาทาเป็นกราฟ ทั่วไปแล้วหากมีความเปลี่ยนแปลงเกิน 30,000 จะเป็นสัญญาณบอกถึงการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป (อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลง) ตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงคนว่างงานที่มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

Personal Income ประกาศ แถว ๆ วันที่ 5 ของการทางานในแต่ละเดือน Personal Income เป็นตัววัดเกี่ยวกับรายได้ (ไม่สนว่าจะได้มาจากไหน เช่นพวก ค่าเช่า, ได้มาจากรัฐ, เงินเดือน, ดอกเบี้ย หรืออื่น ๆ) โดยตัวนี้จะเป็นตัวชี้ถึงความต้องการในการบริโภคในอนาคต (แต่ไม่เสมอไปนะ เพราะบางทีรายได้ที่มากขึ้น แต่คนอาจจะไม่จับจ่ายใช้สอยก็ได้) ตัวเลข Personal Income ที่สูงจะหมายถึงอานาจในการซื้อและเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดี ซึ่งจะทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Personal Spending ประกาศ แถว ๆ วันแรกของการทางานของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า Personal Spending จะเป็นตัวเลขเกี่ยวกับรายจ่ายของบุคคล การจับจ่ายที่ลดลงจะหมายถึงรายได้ที่ลดลง ซึ่งจะทาให้กระแสเงินโดยรวมลดลง (แต่ก็เช่นเดียวกับ Personal Income บางทีการจ่ายลดลงไม่ได้หมายถึงรายได้ที่ลดลง แต่อาจจะไม่อยากจะจับจ่ายก็เป็นได้) ตัวเลขการจับจ่ายที่มากขึ้น จะเป็นสัญญาณที่บ่งว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งจะทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Europe Central Bank (ECB), Bank Of England (BOE), Bank Of Japan (BOJ) การ ประกาศตัวเลขอัตราดอกเบี้ยของประเทศต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ US จะทาให้ค่าเงินของประเทศนั้น ๆ เปลี่ยนแปลงไป โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น โดยปกติการปรับอัตราดอกเบี้ยจะคานึงถึง 2 อย่างคือ - อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อาจจะอ่อนไป หรือแข็งไป) - อัตราเงินเฟ้อ และเงินฝืด


Durable Goods Orders ประกาศ แถว ๆ วันที่ 26 ของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของเดือนก่อน โดยจะเป็นตัววัดปริมาณของการสั่งสินค้า การส่งสินค้า โดยจะเป็นตัววัดถึงภาคการผลิต ซึ่งหากว่าเศรษฐกิจมีปัญหาจะส่งผลให้ปริมาณการสั่งสินค้าลดลง ตัวนี้จะเป็นเหมือนตัวบอกถึง GDP และ PDE การที่ตัวเลข Durable Goods Orders มีค่าที่มากขึ้น จะบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งจะทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้

Institute of Supply Management หรือ ISM ออก ทุกวันแรกของการทางานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า ตัวนี้จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงภาคการผลิต ซึ่งรวบรวมข้อมูลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ การสั่งซื้อสินค้าใหม่, การผลิต, การจ้างงาน, สินค้าคงคลัง, เวลาในการขนส่ง, ราคา, การส่งออก และการนาเข้า การที่ตัวเลข ISM มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะแสดงถึงเศรษฐกิจที่ดี และสามารถทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นได้


Philadelphia Fed Survey ออก ราว ๆ วันแรกของการทางานของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า โดยการสารวจนี้จะมองมุมกว้างในทิศทางของภาคการผลิต ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ร่วมกับ ISM ที่มองเป็นลักษณะของการผลิตเป็นตัว ๆ ไป โดย Philadelphia Fed Survey จะบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของยุทธวิธีของผู้ผลิต ประกอบด้วย ชั่วโมงการทางาน, พนักงาน และอื่น ๆ ซึ่งตัววัดตัวนี้มีความสาคัญมากในระบบเศรษฐกิจ การที่ตัวเลขเพิ่มขึ้นจะทาให้ค่าเงินแข็งขึ้น


ISM Service Index หรือ Non-Manufacturing ISM ออก ราว ๆ วันที่สามของการทางานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน ซึ่งเป็นการสารวจของกลุ่ม การเงิน, ประกันภัย, อสังหาริมทรัพย์, สื่อสาร และ ทั่วไป การที่ตัวเลข ISM เพิ่มขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้น และทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Factory Orders ออกราว ๆ วันแรกของการทางานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน Factory Order เป็นการวัดการสั่งสินค้าทั้งหมด การสั่งสินค้าที่สูงหมายถึง demand ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Industrial Production ออกราว ๆ กลางเดือน เป็นข้อมูลย้อนหลัง 1 เดือน ซึ่งเป็นตัววัดว่าการผลิตของอุตสาหกรรมได้ผลออกมาจริง ๆ เท่าไร การที่ตัวเลขออกมาสูงขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้น มีผลทาให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น


Non-Farm Productivity ออก ราว ๆ วันที่ 7 ของเดือนที่ 2 ของ ควอเตอร์ เป็นข้อมูลของควอเตอร์ที่แล้ว อันนี้เป็นตัววัดของผลงานของคนงานและต้นทุนในการผลิตของสินค้า ในสถาวะที่เงินเฟ้อมีความสาคัญตัวเลขนี้ สามารถที่จะทาให้ตลาดเคลื่อนไหวได้ โดยถ้าตัวเลขที่ลดลงสามารถบอกถึงอนาคตที่เปลี่ยนไป เช่นตัวเลข GDP ที่ดี แต่ถ้าตัวเลขนี้ขัดกันก็สามารถทาให้ตลาดมีผลกระทบได้ การที่ตัวเลข Non-Farm Productivity เพิ่มขึ้น หมายถึงการยืนยันในเรื่องของพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดี และส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Credit from : http://thaiforexschool.com/index.php?topic=836.0

+++ มือใหม่ FOREX หัดออกแบบ Model















      ระหว่างที่ฟัง VDO ไป ก็หัดเล่นไป ...แต่หัดเงินจริงแหละ ยอดน้อย ๆ ตามหลักสูตร หัดเสียจากเงินน้อย ๆ ก่อน แต่เสียบ่อย ๆ รู้สึกเหมือนจะเยอะอ่ะเปล่าเนี๊ยะ 555  ตอนเสียหลักร้อยเหรียญ ขึ้นเลย แต่พอได้ ได้หลักสิบ เจริญแหละพ่อคุณ 

     วันนี้ เอา EXCEL ขึ้นมากาง แล้วก็แบ่ง TF ต่าง ๆ จากนั้น ใช้ประสบการณ์ในการอ่าน Trend แต่ละ TF เป็น ก็เลย ปรับ เอาจาก EXCEL ง่าย ๆ นี่แหละ 


ถ้าเราพิมพ์ เลข 1 ให้ใส่สีเขียว = Uptrend ใน tf นั้น ๆ 
ถ้าเราพิมพ์ เลข 2 ให้ใส่สีแดง  = Down trend ใน tf นั้น ๆ 
ถ้าเราพิมพ์ เลข 3 ให้ใส่สีเขียว = Sideway trend ใน tf นั้น ๆ 

     เอาแบบนี้ก่อน ในวันนี้ ไว้รอฟัง VDO จบ 30 ตอน กับรอน้อง @หุ้นพาไป ปิดงานได้ตามเป้าหมาย ....จะมาทำให้มันเป็นระบบ เลย ....เดะไว้เจอกันอิ Forex ผมนะไม่เท่าไหรหรอ แต่น้องผมนะ คอยดู ...ท้า ๆ ไว้ก่อนเว้ย  

+++ 50 Top Forex Twitter + Top 25 Traders On Twitter


































http://www.forexcrunch.com/50-top-forex-twitter-accounts/



http://www.optionstradingiq.com/top-25-traders-on-twitter/

+++ FOREX Ranking Broker




































ไว้เดี๋ยวหาเวลาลองเช็คเพิ่มดูว่าที่ไหน เป็นไรยังไงอีกทีหนึ่ง

http://www.ratingfx.com/

http://premiumtrading.co/brokers/

http://forex-brokers-review.toptenreviews.com/

+++ เวลาผมวิเคราะห์ธุรกิจให้ลูกค้า หรือคนใกล้ตัวเวลาเขามาถามแนวคิดผมใช้จากหลักการชุดนี้แหละเป็นหลักเลย







+++ ขอตัดเก็บไว้อ่านบ่อยๆ หน่อย "การอ่านงบการเงิน ให้เป็นใน 3 ชม."


     พอดี Load เอกสารชุดนี้มาอ่านแล้วแจ่ม จรัสมาก สรุปง่าย ชัด เข้าใจง่าย ส่วนตัวขอตัดประเด็นที่ตัวเองชอบหลงๆ ลืม ๆ ไว้อ้างอิงหน่อย

     ส่วนเล่มเต็ม ท่านเจ้าของบ่องตงว่า...เอกสารนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์สามารถเผยแพร่ต่อได้ ...สุดยอดแห่งความมีน้ำใจครับ นับถือเลย 

http://www.mediafire.com/?7svhdslvm29yva4   ลิงค์สำหรับ download