วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ การทดลองเทรด FOREX ด้วย Elliot Wave ผ่าน Advanced Get
เริ่มจากการใช้โปรแกรม DataClient ในการโหลดข้อมูล FOREX ไหนๆ ก็ไหน ๆ แหละลองเล่น Index CFD ไปด้วยเลยดีกว่า ตัว FOREX คาดว่าจะทดสอบเล่นแบบถือยาวตามรอบ โดยการหา Wave 3 และ Wave 5 เพื่อทำการ Long และหา Wave 4 กับจบ Wave 5 เพื่อ Short รวมถึงจะมีการเล่น Option ของ FOREX ด้วย
+++ ว่าจะลองเอาไว้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการวิเคราะห์คู่เงิน EURUSD โดยเฉพาะ เริ่มเลยละกัน
30-Oct 2013
มองในมุมของ Elliot Wave ก่อนเลย Day ยังคงเป็นช่วงของ Wave 3 ซึ่งถ้าไม่มีอะไรพลิกมาก แบบค่อยเป็นค่อยไป Target ตาม Wave ก็อยู่ที่ 1.42
+++ กฎพื้นฐานการเทรด โดย G.M Loeb
กฎพื้นฐานการเทรด 14 ประการโดย G.M Loeb
Source: http://www.sarut-homesite.net/category/investment/ (บทความ กฎพื้นฐานสำคัญ 15 ประการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น)
Gerald Loeb หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท E.F. Hutton เป็นผืที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จใน Wall Street เขาได้เขียนหนังสือชื่อดังสองเล่มคือ “The Battle for Investment Survival” และ The Battle for Stock Market Profit” ในยุคนั้น Loeb มีมุมมองต่อการเทรดไม่เหมือนคนอื่น ๆ ซึ่งเขามองว่า การถือหุ้นในระยะยาวมีความเสี่ยงสูงเกินไป (เพราะเป็นตลาดหุ้นนะครับ) ถึงแม้ว่าหนังสือของ Loeb จะถูกเขียนขึ้นเมื่อนานมาแล้ว แต่แนวคิดของเขายังสามารถใช้ในการลงทุนหรือเทรดได้จนถึงยุคปัจจุบัน ผมจึงอยากจะเอากฏเหล่านั้นที่มาจากตลาดหุ้นและสามารถประยุกต์ใช้ได้กับ Forex มาบอกเพื่อน ๆ เทรดเดอร์ใน Thaiforexschool ให้ได้รับทราบกัน
กฏต่อไปนี้คือสิ่งที่ Loeb เน้นย้ำว่าต้องทำความเข้าใจไม่ใช่เพียงแค่ชนะตัวเองแต่รวมถึงการสามารถทำกำไรไดด้ในตลาดอีกด้วย
- จงระวังสิ่งที่ทุกคนรู้เหมือนกัน คิดเหมือนกัน และลงทุนไปในทางเดียวกัน
- จุดเข้าที่ดีมันมักจะดูเป็นไปไม่ได้เสมอสำหรับนักลงทุนทั่วไป
- ความคาดหวังคือสิ่งที่ทำให้ตลาดวิ่งไม่ใช่ข่าว
- พื้นฐาน 3 ข้อที่ใช้ในการวิเคราะห์กราฟ
- แนวโน้ม
- ราคา
- ปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบสกุลเงินนั้น ๆ
- แต่ละช่วงของกราฟก็เหมือนชีวิตคนเรา มีช่วงเกิด ช่วงวัยรุ่น ช่วงผู้ใหญ่ และวัยชรา กุญแจสำคัญคือต้องระบุให้ได้ว่ากราฟที่กำลังดูอยู่นั้นกำลังอยู่ในวัยไหน
- ในการเทรดควรเริ่มต้นด้วย lot ที่ไม่มากและอัดเพิ่มเมื่อกราฟเป็นไปตามที่เราคาดไว้
- อย่ากระจายความเสี่ยงมากเกินไป
- ผู้เทรดต้องมีความอดทนต่อสิ่งเร้าที่ยั่วยวนใจคุณให้คุณเป๋ไปจากวิธีการเทรดเดิมของคุณในทุกวัฐจักรของตลาด
- หากคุณอยากประสบความสำเร็จในการลงทุนคุณจะต้อง
- ตั้งเป้าหมายให้สูง (Fly High)
- จำกัดความเสี่ยง (Risk Limitation)
- ไม่กลัวที่จะนำเงินไปลงทุน (Trade With No Fear of Loss)
- อดทนและใจต้องนิ่ง (Be Patient and Be Calm)
- เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จนั้นหาได้เป็นคนวิเศษไม่ เพียงแต่เขาเข้าใจจิตวิทยาการลงทุน ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และฝึกฝนมาอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองมีประสบการณ์ที่มากพอ
- อย่าคิดแทนกราฟ แต่จงเทรดไปตามกราฟ
- ประสบการณ์คือสิ่งที่ไม่มีใครหามาแทนให้กันได้ และยังเป็นสิ่งที่แยกคนที่ประสบความสำเร็จออกจากคนทั่วไป
- กราฟเป็นเหมือนศาสตร์และศิลป์ ที่ต้องอาศัยใจรักในการมอง
- เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองฉลาดกว่ากราฟ จงรีบออกจากตลาดซะ
ลองถามตัวเองดูครับว่าตัวเองมีข้อใดบ้างและขาดข้อใดบ้างโดยไร้อคติของการคิดเข้าข้างตัวเอง การถามตัวเองแบบนี้บ่อย ๆ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้คุณมองว่าคุณคิดผิดในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย แต่การเรียนรู้ในมุมมองที่แตกต่างออกไป อาจจะทำให้คุณได้พบหนทางใหม่ ๆ ในการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไป หลายต่อหลายครั้งที่แนวคิดใหม่ ๆ มักขัดแย้งการความคิดเดิมของเราและเราก็ปฏิเสธมันโดยไม่รู้ตัว จงจำไว้ว่า
“นักลงทุนที่เปิดใจรับสิ่งใหม่ตลอดเวลา และฉลาดพอที่จะแยกแยะว่าอะรควรประยุกต์ใช้ใหม่ะไรไม่ควรทำตามโดยเฉพาะเรื่องที่ขัดแย้งกับความเชื่อหรือวิธีการเทรดของตัวเอง มักจะประสบความสำเร็จ”
Source: http://www.sarut-homesite.net/category/investment/ (บทความ กฎพื้นฐานสำคัญ 15 ประการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น)
+++ กราฟไม่โกหก หัวข้อนี้กะจะทำ Short Note ไปเรื่อยๆ ไว้อ่านเองเหมือนเดิม แต่เผื่อจะมีประโยชน์กะคนอื่น
ข้อความทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัว มุมมองส่วนตัว ผิดถูก ไม่รู้ ผมใช้ในการวางแผนการเทรดของผมเอง แต่ที่ Public ไว้เนื่องจากมีเพื่อน ญาติ คนใกล้ตัว กลุ่มเพื่อนใน Group หุ้น จะได้เข้ามาอ่าน เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อเอง จุดประสงค์หลัก คือเพื่อใช้บันทึกแนวคิด และปรับปรุงแก้ไขตัวผมเอง กราฟเปลี่ยนผมก็เปลี่ยน แผนก็เปลี่ยน ระบบก็ปรับ ว่ากันไปตามน้ำ
30-Oct ย้อนหลังไปตั้งแท่งแดงวันที่หลุดแทรน แล้วมาย้ำด้วยแดงอีกแท่ง และเขียวที่ปิดต่ำกว่าวันก่อน .... สัญญาณเขาได้บอกให้เตรียมเก็บกระเป๋า สิ่งที่โชคดีสำหรับเราคือ เราล้าง port ออกก่อน แต่เมื่อวานเห็นว่ามันดีด เลยเข้าไปเก็บมาประมาณ 5% ของพอร์ตไว้ลุ้นขำๆ ... แต่เปิดตอนเช้ามา ล้างทิ้งหมดเลย รอดเพราะกราฟ ตามเคย ตอนนี้ที่ต้องห่วงคือ SAR tf day กลับตัวแล้วละก็ไม่งามแหละ
และถ้าหลังจากนี้ ถ้าไม่มีข่าวดีมา....และถ้าตรงข้ามมีแต่ข่าวร้าย ๆ ออกมา สิ่งที่ห่วงคือ ท่อ Regression ตามภาพ...จะมาสนับสนุนข่าวต่างๆ อีกระรอก
มอง SET ผ่าน Advanced Get ตอนนี้คลื่น 5 ย่อย พังไปแหละ และ SET เข้าสู่ Mode Sideway ถ้าหลุด 143x ก็หลุดภาพขาขึ้นเล็ก ๆ รอบนี้แหละ ระวังแถว ๆ นี้ไว้อีกหน่อยดีกว่า แต่ค่า PTI ยังมากกว่า 35 ..แต่น้อยนิดเกิน แสดงว่าอาจจะมีโอกาสเกิด Wave 5 แต่ไม่รู้เมื่อไหร่นะสิ
และถ้าหลังจากนี้ ถ้าไม่มีข่าวดีมา....และถ้าตรงข้ามมีแต่ข่าวร้าย ๆ ออกมา สิ่งที่ห่วงคือ ท่อ Regression ตามภาพ...จะมาสนับสนุนข่าวต่างๆ อีกระรอก
มอง SET ผ่าน Advanced Get ตอนนี้คลื่น 5 ย่อย พังไปแหละ และ SET เข้าสู่ Mode Sideway ถ้าหลุด 143x ก็หลุดภาพขาขึ้นเล็ก ๆ รอบนี้แหละ ระวังแถว ๆ นี้ไว้อีกหน่อยดีกว่า แต่ค่า PTI ยังมากกว่า 35 ..แต่น้อยนิดเกิน แสดงว่าอาจจะมีโอกาสเกิด Wave 5 แต่ไม่รู้เมื่อไหร่นะสิ
วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ Short Note เก็บบันทึกสรุป เทคนิคการเทรด Manual แบบส่วนตัว
....อันนี้เป็น Note สรุปส่วนตัวนะครับ ไม่ใช่ทฤษฏี หรืออะไรทั้งนั้น เป็นการ short note เพื่อไว้อ่านย้อนกลับปรับแต่งไปเรื่อยๆ
สิ่งที่ต้องทำ
FOREX
Oct-2013 แนวการฝึกทดสอบ
สิ่งที่ต้องทำ
- เช้าก่อนตลาดเปิด ต้องเปิด Amibroker พร้อมระบบต่างๆ ตรวจสอบ Time Frame และเปิดลำโพงไว้เลย
- เช้าเปิดระบบ Alert เสียงตั้ง Loop ของ Single Stock, Acc08+eFund, Short Term Stock
- เปิด FOREX และเปิด Amiquote เพื่อ Load data และเปิดหน้าจอ 7 คู่เงิน เช้า เล่นพวก AUD บ่าย EUR และก่อนเย็นเตรียม USD และระหว่างวันเล่น JPY
- ก่อน 2 ทุ่ม เปิด US Option พร้อมเปิดระบบ Alert เสียงตั้ง Loop
- เปิด e-Finance หน้าที่สำคัญ ๆไว้
- ใช้ Computer ชุดใหญ่ Run Optimize Model อื่นๆ อย่างน้อยวันละ 1-2 Model
- แยกระบบที่ Optimize ผ่านแล้วมาเลือกทดสอบ Optimize กับ Wish List และหา Time Frame ที่เหมาะสม
FOREX
Oct-2013 แนวการฝึกทดสอบ
- ใช้ Amibroker เปิด TF 5 นาที และใช้ Heiken Modify ที่ Optimize เฉพาะแต่ละคู่เงิน เปิด Auto Run ไว้เลย
- อ่านเทรนใน TF 5 นาทีให้ออกก่อน แล้วจับจังหวะ เล่นตามเทรนหลัก อย่าเล่นสวน ถ้าสัญญาณหรือสี Heiken Ashi ไม่ชัด
- ใช้ TF 1 นาทีในการดูจุดการตั้งดักซื้อ
- ตั้งจุดดักให้ห่าง เล่นตาม Regression อีกตัว
- ต้องเหลือกระสุนเยอะพอที่จะเก็บจุดพลิกผัน
- ช่วงก่อนข่าวออก ให้ระวังให้มาก
- กระชากไม้แรก ยิงเก็บ ตามเทรนเก่า ถ้าเทรน TF 5 นาทียังไม่เปลี่ยน
- เลี่ยงได้ถ้าไม่แม่น ไม่ชัดพอ ช่วงข่าว 1 ทุ่ม 3 ทุ่ม หรือข่าวต่างๆ ให้ลดการเทรดเหลือแค่ 1-2 คู่เท่านั้น และให้ลอกเลือกคู่ที่สัมพันธ์กัน
Single Stock
Oct-2013 แนวการฝึกทดสอบ
- ยึดตามระบบ Amibroker ที่ออกแบบไว้ให้ได้ สัญญาณซื้อคือให้ซื้อ ทะยอยซื้อ สัญญาณ Short ให้ Short ถ้าไม่ชัวร์ทะยอยเข้าหรือใช้ 30% ของเงินทุน ถ้าอ่าน เทรนไม่ออก
- อิง SET เป็นหลัก ถ้ามีการเท ให้รีบเข้า Short ตาม Rank ราคาต่างๆ เพื่อสะสม และตัวไหนกำไรให้ทะยอยขายออก ไม่ถือทั้ง Order นาน เนื่องจากช่วงนี้ตลาดผันผวนมากเกินไป
Stock Thai
Oct-2013 แนวการฝึกทดสอบ
- แยก Wish List หุ้นพื้นฐาน และหุ้นปั่นมีกระแสออกจากกัน แล้ว Optimize หาค่าที่เหมาะกับหุ้นแต่ละกลุ่ม
TFEX
Oct-2013 แนวการฝึกทดสอบ
- Optimize Model + สร้าง Indicator + ระบบ Scan เฉพาะ และเลือก TF เดียวที่จะลงทุน พร้อมใส่ระบบเสียง Alert ลงคอมชุดใหญ่
US Option
Oct-2013 แนวการฝึกทดสอบ
- คัดแยก เลือกเอาเฉพาะ Stock ที่น่าสนใจ มี Volume และมี ATR ที่สามารถเข้าเล่นได้ชัด ๆ ไม่เอาเยอะ
- สร้าง Model และ Optimize หาค่าที่เหมาะสม
- สร้าง ระบบ Alert + Scan พร้อมเสียง และหา Time Frame ที่เหมาะสม
วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวร
แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
- ผลตอบแทนทบต้นทำได้ 15% ต่อปีก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว อย่าไปตั้งเป้ารวยเร็ว
- ตั้งเป้าเกินตัว บัฟเฟตต์ได้ปีละ 20 กว่า% แต่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก
- บางคนตั้งเป้ารวยเร็วเช่น ปีละ 100% แบบนี้อันตราย
การซื้อขายหุ้น 2 แบบ
1.Value Investor ซื้อหุ้นเหมือนซื้อธุรกิจ รวยตามธุรกิจที่เติบโต พบคนล้มเหลวน้อยกว่า
2. Stock Trader ใช้ข้อมูลพื้นฐานมาเก็งกำไร พบคนล้มเหลวที่ลงทุนด้วยวิธีนี้มากกว่า
ดร.นิเวศน์ ซื้อหุ้นเหมือนซื้อธุรกิจ เช่น มาม่า คนกินเป็น 10 ปี เปลี่ยนแปลงยาก สามารถปรับราคาได้ เสริมสุข ตอนนั้น market cap 2000 ล้าน เงินสด 500 ล้าน ยอดขาย 15000 ล้าน กำไร 500 ล้าน คิดว่า 3 ปีก็คืนทุน ราคาถูกมากๆ Intrinsic Value มูลค่าที่จริง ดร.นิเวศน์ให้นิยามว่า “มูลค่าที่เราห้ามขาย” ปัจจุบัน สไตล์เล่นหุ้นของคนส่วนใหญ่ จะเน้นการ ขุดหุ้น คล้ายๆ ไปหาหอยที่ดอนหอยหลอด คือ พอกำไรก็ขาย ไปขุดหุ้นตัวใหม่ จนปัจจุบันหาหุ้นที่จะขุดยากขึ้น เหมือนดอนหอยหลอด ก็ไม่ค่อยจะมีหอยแล้ว เกรแฮม เลือกหุ้นคุณภาพไม่ต้องดีมาก ขอให้ราคาถูกมากๆ บัฟเฟตต์เลือกหุ้นคุณภาพดีมาก ยอมจ่ายในราคายุติธรรม
ลักษณะของกิจการที่มีคุณภาพ
1.กำไรสม่ำเสมอ เพิ่มขึ้นช้าๆ มานาน (เพิ่มเร็วต้องระวัง)
2.หนี้น้อย
3.Net profit margin สูง ROE สูง
4. ผู้บริหารโปร่งใส ไม่โกง ไม่เอาเปรียบ
5.ผู้บริหารไม่ขยายงานมั่วไปหมด
6.มองประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคนเป็นหลัก
ยุคปัจจุบัน Brand ลดความสำคัญลงมาก สิ่งที่สำคัญมากขึ้นคือ เรื่อง ความสะดวกสบาย ยกเว้น brand แฟชั่น เช่น หลุยส์ วิตอง ยังคงมีสำคัญคุณภาพของธุรกิจแต่ละประเภท
1. ธุรกิจที่มี brand แข็งแกร่ง ขึ้นราคาได้ ไม่มีสินค้าทดแทน เป็นผู้นำตลาด
2. ธุรกิจสัมปทาน ที่ดีควรจะจ่ายสัมปทานน้อย มีคู่แข่งน้อย ไม่ถูกควบคุมราคา มีกำไรดี
3. สถาบันการเงิน แบงค์ดี เงินทุนไม่ดี หลักทรัพย์ไม่ดี
4. สื่อสาร มือถือดี โทรศัพท์พื้นฐานไม่ดี ทีวีดี
5. สาธารณูปโภค ไฟฟ้าดี น้ำดี ทางด่วนไม่ดี (ลงทุนเยอะ ปริมาณรถเริ่มอิ่มตัว)
6. ธุรกิจมีจุดเด่น มีเทคโนโลยีเหนือคู่แข่ง มีความสามารถในการผลิตสูง
7.ธุรกิจโภคภัณฑ์ เป็นบริษัทส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ผลการดำเนินงานไม่สม่ำเสมอ ไม่เด่น ลูกค้าไม่ยิดติดยี่ห้อ ไม่มีความแตกต่าง ราคาเป็นไปตามตลาดโลก
ข้อสังเกต
คนที่รวยมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็น เจ้าของธุรกิจที่ดีมากๆ และคงอยู่มานาน ดร.นิเวศน์ เวลาประเมินมูลค่ากิจการ ท่านจะดู maket cap เป็นหลัก ว่าสมศักดิ์ศรีหรือไม่ การใช้ PE ใช้กับกิจการที่ทำกำไรเติบโตต่อเนื่อง ไม่เหมาะกับหุ้นวัฎจักรที่บางครั้งกำไรลดลง ธุรกิจที่เติบโตด้วยการลงทุนหนักๆ ไม่ดี ธุรกิจที่ดีควรขยายโดยการลงทุนน้อยๆ
การลงทุนระยะยาว
1. ต้องอาศัย การรู้กว้าง + รู้จริง มองในภาพใหญ่ คิดแบบเจ้าของธุรกิจ ขยายได้อีกมากแค่ไหน เช่น ธุรกิจขนาดช้าง แต่ตอนนี้น้ำหนักแค่ 40 kg ก็น่าลงทุน แต่ถ้าธุรกิจเป็นแมว แต่ตอนนี้น้ำหนัก 40 kg ไม่น่าลงทุน
2. มี sense มองแนวโน้มธุรกิจ เช่นประเทศกำลังพัฒนาต้องใช้พลังงานมาก ประเทศพัฒนาแล้วเน้นความสะดวกสบาย บันเทิง ธุรกิจโรงงาน พวก OEM ลำบาก เพราะแข่งขันทั่วโลกบางครั้งการซื้อหุ้น โดยฟังจากคนรอบข้างก็มีประโยชน์ เช่น ดร.นิเวศน์เคยฟังลูกสาวแนะนำว่า google ดี Apple ดี Sumsung ดี (แต่ท่านยังไม่ได้ซื้อ) เพราะคนเหล่านั้นอยู่ในสังคมที่ได้สัมผัสจริงๆ ใช้งานจริงๆ และไม่มีส่วนได้เสียในตลาดหุ้น
คำถามที่ต้องระวัง
- ขายหุ้นเมื่อไหร่ คำตอบคือขายเมื่อ Over Value แล้วอะไรคือ Over Value ถ้าลงทุนตลอดชีวิต เลือกกิจการดีเยี่ยม เติบโตต่อเนื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องขาย
- การใช้PEG ต้องระวัง ถ้า PE ข้อมูลผิด G ข้อมูลผิด คำนวณสุดท้ายมันก็ผิดหมด (แต่อาจจะ work ก็ได้เพราะทุกคนก็ใช้เหมือนกัน)
- PE อาจจะไม่มีความหมายมากนัก ให้ดูที่ คุณภาพกิจการ + growth ในระยะยาว
- ตัวเลขต่างๆไม่ต้องดูมาก เน้นที่การแข่งขันใครจะชนะ ใครแข็งแกร่งกว่ากัน
- การลงทุน perception สำคัญที่สุด ดร.นิเวศน์ดู maket cap มากที่สุดในการประเมินมูลค่าหุ้น
ความเข้าใจผิดของคนที่ไม่ได้ลงทุนแบบวีไอ
- นักลงทนขาใหญ่ มืออาชีพ นักลงทุนสถาบัน ย่อมเก่งกว่านักลงทุนสมัครเล่น >> ไม่จริง เพราะขึ้นกับผลประกอบการบริษัท
- การลงทุนต้องมีเวลาตามหุ้นมากๆ มีความรู้ในการวิเคราะห์สูง มีเงินมากพอ
- การลงทุนในหุ้น เป็นเรื่องของการเก็งกำไร คนชอบเสี่ยง ได้เสียเร็ว ถ้าไม่อยากหมดตัวอย่าซื้อหุ้น
- เล่นหุ้นระยะยาว มีความเสี่ยงสูง การเล่นหุ้นต้องไว เข้าเร็วออกเร็ว
คำถามหลังอบรม
- ราคาที่เหมาะสม ตาม ทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ Efficient market
- ดร.นิเวศน์ บอกว่า อย่าไปประเมินราคาตลาดต่ำไป แล้วเชื่อมั่นราคาที่เราประเมินมูลค่าหุ้นด้วยตัวเราเองมากเกินไป เพราะราคาตลาดที่ปรากฏเป็นราคาที่ทุกคนในตลาดให้ราคา ณ ขณะนั้นดร.นิเวศน์ เปลี่ยนจาก CPN มาเข้า BigC เพราะช่วงนั้น bigC จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซื้อคาร์ฟู โดยที่ไม่เพิ่มทุน หาเงินกู้ได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายผู้บริหาร(คาร์ฟูเดิม) ลดค่าโฆษณาซึ่งน่าสนใจมาก
- เปรียบเทียบตอนดัชนี 1700 และ 1300 ในตอนนี้ สิ่งที่เหมือนกันคือ หุ้น IPO เยอะและวิ่งแรง 2. มีการเทคโอเวอร์มาก สัญญาณส่งออกชะลอตัว แต่สิ่งที่แตกต่างคือ หนี้บริษัทจดทะเบียนตอนนี้น้อยกว่าตอนนั้นมาก และนักลงทุนมีหลายกลุ่มเพิ่มขึ้น มีความรู้เพิ่มขึ้น (ดร.สรุปในบทความล่าสุด เดจาวู) ช่วงนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาเยอะ ดร.ท่านยังไม่ได้ทำอะไรกับพอร์ต แต่หาโอกาสลงทุนต่างประเทศในกิจการคุณภาพดีๆ ยังไม่แพง
- เปรียบเทียบเมื่อก่อนกับตอนนี้ ดร.นิเวศน์ต้องใช้เวลาวิเคราะห์หุ้นเพิ่มขึ้น น้อยลงหรือไม่อย่างไร … ท่านบอกว่า ท่านก็ทำเหมือนเมื่อก่อน ปกติไม่วิเคราะห์มาก แต่เน้นสังเกตในการใช้ชีวิตประจำวัน สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลง แล้วคิดเปรียบเทียบเป็นมุมมองของการแข่งขัน ใครจะชนะ/แพ้
ขอบคุณแหล่งที่มา : http://thaistockinvestor.com
+++ นิสัยเซียน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
เซียนหุ้นชั้นนำของโลกแต่ละคนมักมีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ละคนมักมีเอกลักษณ์ของตนเอง แต่ศึกษาดูจะพบว่าเซียนเหล่านั้นมักมีนิสัยเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันในหลายๆเรื่อง และต่อไปนี้คือนิสัยที่ผมคิดว่าเราควรศึกษาและประยุกต์ใช้ ถ้าเราอยากจะเป็น “เซียน” บ้าง
เรื่องแรก ก็คือ เซียนตัวจริงนั้น เวลาลงทุน เรื่องที่คิดมากที่สุดกลับไม่ใช่ว่าจะทำกำไรได้มหาศาลแค่ไหน แต่เป็นว่า จะรักษาเงินต้นเอาไว้ได้อย่างไร และนี่ก็คือกฎข้อหนึ่งและข้อสองของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งบอกว่า หลักการลงทุนที่สำคัญที่สุดก็คือ อย่าขาดทุน และอย่าขาดทุน
เรื่องที่สอง ก็คือ การลงทุนนั้น เซียนแต่ละคนจะมีหลักปรัชญา หลักการ และวิธีการลงทุนที่ชัดเจนเป็นแบบฉบับของตนเอง ไม่มีการมั่วหรือเป็น “มวยวัด” สิ่งต่างๆเหล่านั้นถูกพัฒนาและทดสอบมาเป็นอย่างดีเป็นเวลายาวนาน และจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกลับไปกลับมา
เรื่องที่สาม ก็คือ เซียนหุ้นนั้นไม่ชอบความเสี่ยงแต่ชอบความแน่นอน และความ “ได้เปรียบ” เวลาจะลงทุนอะไรมักจะคิดถึงโอกาสชนะว่ามีสูงกว่าโอกาสที่จะแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าโอกาสชนะมากกว่าแพ้เพียงเล็กน้อย เขามักจะ “ไม่เล่น” เพราะฉะนั้น เราจะไม่เห็นคนเหล่านี้เล่นรูเล็ตหรือเข้าคาสิโนเพื่อการพนันซึ่งโอกาสชนะมี แค่ 30-40% ขณะที่โอกาสแพ้อยู่ที่ 60-70% แต่การลงทุนที่โอกาสชนะสูงมากๆนั้นมีไม่มาก ดังนั้นเซียนจึงมักไม่เล่นหรือลงทุนบ่อยนัก
เรื่องที่สี่ ก็คือ เซียนนั้นลงทุนในสิ่งที่ตนเองรู้จักดี มีการวิเคราะห์และคิดเอง ไม่เชื่อคนอื่นโดยไม่ได้พิจารณาด้วยตนเองอย่างลึกซึ้ง ในทางตรงกันข้าม เซียนจะไม่ลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ หรือการลงทุนนั้นไม่เข้าเงื่อนไขที่ตนเองกำหนด หรือตนเองไม่สบายใจที่จะลง ตัวอย่างเช่นหุ้นที่มีค่า PE และ/หรือ PB สูงเกินไป หุ้นที่ผู้บริหารไม่น่าไว้วางใจ เป็นต้น แม้ว่าหุ้นเหล่านั้นอาจจะทำกำไรให้ได้ง่ายและเร็วในบางสถานการณ์
นิสัยที่ห้า ก็คือ เซียนส่วนใหญ่จะไม่ “กระจายความเสี่ยง” โดยการกระจายการถือหุ้นมากเกินไป เซียนมักจะมีหุ้นหลักตัวใหญ่ๆในพอร์ตซึ่งเป็นตัวที่จะกำหนดผลงานหรือความเป็นความตายในการลงทุนเพียงไม่กี่ตัวแม้ว่าเขาจะมีหุ้นย่อยๆเป็น 10 หรือ 100 และแม้แต่ 1,000 ตัว อย่างพอร์ตของ ปีเตอร์ ลินช์ หุ้นตัวหลักๆเหล่านั้นก็คือหุ้นที่สร้างความแตกต่างและทำให้เซียนเป็นเซียนขึ้นมาได้
ข้อสรุปในเรื่องนี้ก็คือ การเป็นเซียนนั้น คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกหุ้นถูกทุกตัวหรือแม้จะเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ข้อสำคัญก็คือ ในหุ้น 10 ตัว คุณอาจจะเลือกถูกเพียง 3 ตัว แต่ถ้าหุ้น 3 ตัวนั้นเป็นหุ้นที่ทำกำไรมหาศาลก็เพียงพอแล้วสำหรับผลงานที่ดีเยี่ยม
นิสัยที่หก ก็คือ เซียนหุ้นตัวจริงนั้นมี “EQ” ของการลงทุนสูง ไม่ใคร่หวั่นไหวกับภาวะตลาดผันผวนหรือข่าวต่างๆ ที่อาจจะดูรุนแรงแต่ผลกระทบจริงต่อการลงทุนมีน้อย นิสัยในกลุ่มนี้ที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญก็คือ เซียนหุ้นนั้นมักใจเย็น สามารถอดทนรอได้อย่าง “ไม่มีเวลาจำกัด” ถ้ายังไม่เห็นโอกาส ขณะเดียวกัน ถ้าเห็นโอกาส “ลอยมาตรงหน้า” เซียนหุ้นสามารถตัดสินใจ และลงมือได้ทันทีไม่มีการผัดวันประกันพรุ่ง หรือต้องไปศึกษาพินิจพิจารณายืดยาว ความรู้สึกของผมก็คือ เซียนหุ้นชั้นนำคงจะมีความคิดต่างๆอยู่ในใจที่พร้อมอยู่แล้ว เมื่อโอกาสเปิดก็คว้าได้ทันที
พฤติกรรมที่เจ็ดของเซียนหุ้น ก็คือ ยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว ภาษาหุ้นและการลงทุนก็คือ สามารถ “Cut Loss” ได้ทันทีเมื่อเห็นว่าหลักทรัพย์ที่ตนถืออยู่ไม่เป็นไปตามที่คาด หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เหตุผลในการซื้อหมดไป พูดง่ายๆ เซียนหุ้นมักไม่ยอม “ติดหุ้น” อย่างนักลงทุนประเภท “แมงเม่า” ซึ่งไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดโดยการขายหุ้นที่ขาดทุนมากทิ้งได้
ข้อแปด ที่ผมเลือกมาก็คือ เซียนหุ้นนั้น เวลาลงทุนแต่ละครั้งจะต้องมี “Story” หรือเรื่องราว หรือเหตุผลหลักว่าทำไมจึงลงทุนในหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้น ซึ่งไม่ใช่เพราะคิดว่าราคาหุ้นจะขึ้น แต่จะต้องเป็นเรื่องอื่นๆที่เมื่อเกิดขึ้นจะส่งผลต่อราคาหุ้นในที่สุด เรื่องราวอาจเป็นได้ทั้งเรื่องระยะสั้นหรือระยะยาว อาจเป็นได้ทั้งเรื่องของตัวธุรกิจเอง หรือเรื่องภายนอกที่จะส่งผลอย่างสำคัญต่อตัวธุรกิจและราคาหลักทรัพย์ในที่สุด
นิสัยที่เก้า ก็คือ เซียนหุ้นนั้นมักจะเป็นคนบ้าหุ้น หายใจเข้าออกเป็นเรื่องของการลงทุน ทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ของตนมักจะอยู่ในหลักทรัพย์ การลงทุนเป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่ใช่คนที่เฝ้ากระดานหุ้น ติดตามราคาหุ้นทุกนาที เพราะเซียนหุ้นตัวจริงนั้นไม่จำเป็นและมักไม่สนใจการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ในระยะสั้น เซียนหุ้นชอบศึกษาและติดตามความเป็นไปของกิจการ ภาวะแวดล้อม และประเด็นอื่นๆที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์มากกว่า
สุดท้าย ก็คือ นิสัยส่วนตัวของเซียนการลงทุน ที่ดูแล้วก็น่าแปลก ค่าที่ว่าเซียนหุ้นมักจะเป็นคนที่มีความมั่งคั่งมหาศาล (ถ้าไม่มั่งคั่ง ใครจะเรียกว่าเป็นเซียน!) แต่ส่วนใหญ่แล้วกลับใช้ชีวิตธรรมดาแบบคนชั้นกลางระดับสูงเล็กน้อย และไม่มีใครเลยที่ใช้ชีวิตความเป็นอยู่สูงกว่าระดับความมั่งคั่งของตนเอง ทั้งที่ดูไปแล้ว เงินสำหรับเซียนนั้น หามาได้ง่ายและเร็ว แต่คนเหล่านั้นกลับไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ชอบใช้เงินในสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือใช้เงินไม่คุ้มค่า
นิสัยทั้ง 10 ข้อนี้ ไม่ได้หมายความว่าเซียนทุกคนต้องมีเหมือนกันหมด เพียงแต่เป็นนิสัยที่เซียนหลายๆคนที่ผมศึกษามี และผมคิดว่านิสัยหลายๆข้อมีส่วนสำคัญในการสร้างความสำเร็จในการลงทุนให้แก่เขาและผมเชื่อว่า ถ้า Value Investor นำเอาไปใช้และทำให้เป็นนิสัย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนคงจะมีสูงขึ้น
นิสัยเซียน
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
22 ตุลาคม 2547
วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ Average True Range (ATR) คืออะไร ใช้ยังไง มีประโยชน์แบบไหน โน๊ตไว้หน่อย
Average True Range (ATR) เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ในการวัดความผันผวนของตลาดนั้นๆ โดยทั่วไปมันจะเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ในรอบของมันที่ได้กาหนดเอาไว้เป็นความแตกต่างที่มากที่สุดของราคาสูงสุดของวันนี้และราคาต่าสุดของวันนี้ ราคาสูงสุดของวันนี้และราคาปิดเมื่อวานและราคาต่าสุดของวันนี้และราคาปิดเมื่อวาน ซึ่งถ้าค่ามันมีค่ามากก็จะทำให้ความผันผวนของหุ้นตัวนั้นมีความผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนค่าที่น้อยค่าความผันผวนก็จะน้อยตาม สรุปคือ มันใช้ดูการแกว่งตัวของหุ้น ว่ามากหรือน้อย แต่ไม่ได้เอาไว้ใช้ดูเทรนนะ
ใน e-fin ก็มี ATR ให้ใช้นะครับ ไล่ตามเมนูนี้เลย click ขวาที่กราฟ
ส่วนอันนี้ผมปรับแต่งตามแนวคิดผมเองนะ คือพอเรา Add ATR เข้ามา มันมองยาก ว่าตกลงแล้วช่วงไหน แกว่งแรงไม่แรง ผมก็จะเอา EMA หรือ SMA เข้ามา อย่างที่เห็น SMA คือสีเหลือง ATR คือสีส้ม เท่านี้เราก็จะสามารถดูได้ง่ายขึ้นแหละว่า ช่วงไหนแกว่งแรง อย่างกรณี SET ก็ตามกรอบสีแดง คำว่าแกว่งแรง คือไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะขึ้นหรือลงนะ แต่มันบอกว่าช่วงนั้น หุ้นหรือ products ตัวนั้นๆ มีความผันผวนสูง
http://stockcharts.com/help/doku.php?id=chart_school:technical_indicators:average_true_range_a
วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ Remote ตรวจสอบการ Optimize จากทีทุกที่เวลา ด้วย Teamviewer ฟรี ..
http://www.teamviewer.com/th/index.aspx แชร์เป็น idea เผื่อเป็นประโยชน์กับคนอื่น บางครั้งเวลาผม optimize model ที่มีหลายตัวแปล และหลาย time frame มันต้องใช้เวลานาน ผมจะปล่อยให้เครื่อง run ตลอด บางครั้งใช้เวลา 2-4 วันก็มี แล้วแต่ความบ้า แต่เวลาไปไหนมาไหน ผมก็จะใช้ team viewer remote เข้าไปดู และมันมี version จาก มือถือด้วย แต่กดยาก อย่างตัวนี้ผม optimize model สำหรับ us option 7 time frame วันนี้วันที่ 2 ถึงพรุ่งนี้ก็เข้าวันที่ 3 แต่ต้องปล่อยไปเรื่อย ๆ เพราะค่าที่ออกมา มันยังมีโอกาสอีกเยอะ
+++ สร้าง EA, Indicator MQL4 ของ MT4 แบบง่าย ๆ ออนไลน์ ผ่าน User Interface แบบ Grapihcs ลาก วาง จาก FXPRO
เมื่อวานเจอ tools ทำ ea ว่าแจ่ม...เจออันนี้ online และ free เลย..http://www.fxpro.co.uk/trading/tools/quant-resources
+++ การอ่านค่า Report จาก Back Test / Optimize ของ Amibroker
1. Wining Ratio (อัตราความแม่นยำ) ซึ่งจะถูกคำนวนจากจำนวนครั้งที่คุณมีกำไรจากการซื้อขายหุ้นของคุณทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น หากระบบของคุณมีความแม่นยำอยู่ที่ 40 ใน 100 ครั้ง คุณจะมี Wining Ratio เท่ากับ 40% และมี Losing Ratio (อัตราความผิดพลาด) อยู่ที่ 60% นั่นเอง
2. Payoff Ratio (อัตราต่อรอง หรือผลตอบแทนต่อความเสี่ยงในการซื้อขายโดยเฉลี่ย) ซึ่งจะถูกคำนวนจาก Average Wining Trades (ผลกำไรโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้ง) หารด้วย Average Losing Trades (ผลขาดทุนโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้ง) หรือพูดง่ายๆก็คือ มันบอกให้คุณรู้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วคุณได้กำไรเป็นกี่เท่าของการขาดทุนที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากค่าของมันอยู่ที่ 3:1 นั่นหมายถึงคุณจะได้กำไรครั้งละสามเท่าของการขาดทุนนั่นเอง
3. Percent of Capital Exposed to Trading (ความเสี่ยง หรือสัดส่วนที่จะยอมขาดทุนคิดเป็นร้อยละของเงินทุน) พูดง่ายๆก็คือ นี่คือสิ่งที่คุณจะกำหนดเอาไว้ว่าคุณจะยอมเสียเงินครั้งละมากแค่ไหนในแต่ละครั้ง (คิดเป็น%) เมื่อเทียบจากเงินทุนที่คุณมีอยู่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่สำหรับคนทั่วๆไปหรือมือใหม่นั้น มันไม่ควรที่จะเกินครั้งละ 2% ของเงินทุนที่คุณมีอยู่ หรือคุณอาจจะสามารถหามันออกมาจากสมการของ Kelly ที่ใช้หาค่า Optimal F ก็ได้
4. Profit Factor=Profit/Lost ค่าที่ดีควรจะมี profit factor มากกว่า 1 แปลความออกมาได้ง่ายๆ คือตอนกำไรให้กำไรมากกว่าตอนขาดทุน
4. Profit Factor=Profit/Lost ค่าที่ดีควรจะมี profit factor มากกว่า 1 แปลความออกมาได้ง่ายๆ คือตอนกำไรให้กำไรมากกว่าตอนขาดทุน
Reading backtest report
http://www.amibroker.com/guide/h_report.html
To view the report of last backest simply click Report button in the automatic analysis window. To view results of ALL past backtest, click drop down arrow on the Report button and choose Report Explorer option. This will display the Report Explorer window that will show the list of all backtests performed. If you double click on the line - detailed report will be shown.
New report is hugely enhanced compared to old one. It includes separate statistics for all, long and short sides as well as large number of new metrics. You can get short help on given figure by hovering your mouse over given field name. You will see the description in the tooltip. Short explanations are provided also below:
Exposure % - 'Market exposure of the trading system calculated on bar by bar basis. Sum of bar exposures divided by number of bars. Single bar exposure is the value of open positions divided by portfolio equity.
Net Risk Adjusted Return % - Net profit % divided by Exposure %
Annual Return % - Compounded Annual Return % (CAR)
Risk Adjusted Return % - Annual return % divided by Exposure %
Avg. Profit/Loss, also known as Expectancy ($) - (Profit of winners + Loss of losers)/(number of trades), represents expected dollar gain/loss per trade
Avg. Profit/Loss %, also known as Expectancy (%) - '(% Profit of winners + % Loss of losers)/(number of trades), represents expected percent gain/loss per trade
Avg. Bars Held - sum of bars in trades / number of trades
Max. trade drawdown - The largest peak to valley decline experienced in any single trade. The lower the better
Max. trade % drawdown - The largest peak to valley percentage decline experienced in any single trade. The lower the better
Max. system drawdown - The largest peak to valley decline experienced in portfolio equity. The lower the better
Max. system % drawdown - The largest peak to valley percentage decline experienced in portfolio equity. The lower the better
Recovery Factor - Net profit divided by Max. system drawdown
CAR/MaxDD - Compound Annual % Return divided by Max. system % drawdown. Good if bigger than 2
RAR/MaxDD - Risk Adjusted Return divided by Max. system % drawdown. Good if bigger than 2.
Profit Factor - Profit of winners divided by loss of losers
Payoff Ratio - Ratio average win / average loss
Standard Error - Standard error measures chopiness of equity line. The lower the better.
Risk-Reward Ratio - Measure of the relation between the risk inherent in a trading the system compared to its potential gain. Higher is better. Calculated as slope of equity line (expected annual return) divided by its standard error.
Ulcer Index - Square root of sum of squared drawdowns divided by number of bars
Ulcer Performance Index - (Annual profit - Tresury notes profit)/Ulcer Index'>Ulcer Performance Index. Currently tresury notes profit is hardcoded at 5.4. In future version there will be user-setting for this.
Sharpe Ratio of trades - Measure of risk adjusted return of investment. Above 1.0 is good, more than 2.0 is very good. More information http://www.stanford.edu/~wfsharpe/art/sr/sr.htm . Calculation: first average percentage return and standard deviation of returns is calculated. Then these two figures are annualized by multipling them by ratio (NumberOfBarsPerYear)/(AvgNumberOfBarsPerTrade). Then the risk free rate of return is subtracted (currently hard-coded 5) from annualized average return and then divided by annualized standard deviation of returns.
K-Ratio - Detects inconsistency in returns. Should be 1.0 or more. The higher K ratio is the more consistent return you may expect from the system. Linear regression slope of equity line multiplied by square root of sum of squared deviations of bar number divided by standard error of equity line multiplied by square root of number of bars. More information: Stocks & Commodities V14:3 (115-118): Measuring System Performance by Lars N. Kestner
Color-coding in the backtest report (new in 5.60)
Version 5.60 brings enhanced backtest report: color-coding 'good' and 'bad' values in backtest report. Some of the metrics in the backtest report are color-coded. Blue means "neutral", Green means "good", Red means "bad". Metrics that are not colorized are always black.
This color coding is of course arbitrary and should be used as guideance only. Treat 'red' as a warning flag and advice to check the value in detail.
As of now the following metrics are colorized:
Net Profit, Net Profit % - bad < 0, good > 0
Annual Profit %, bad < 0, neutral betwen 0 and 10, good > 10
RAR % bad < 0, good > (10 / Exposure)
Avg. Profit/Loss all trades (Expectancy $) - bad < 0, good > 0
Avg Profit/Loss % all trades (Expectancy %) - bad < 0, good > 0
Max. system % drawdown - bad: dd worse than -30%, neutral: dd between -30 and -10%, good - -10% to 0%
CAR/MaxDD, RAR/MaxDD - bad < 1, neutral between 1 and 2, good > 2
Recovery factor - bad < 1, neutral between 1 and 2, good > 2
Payoff ratio - bad < 1, neutral between 1 and 2, good > 2
http://www.amibroker.com/guide/h_report.html
Explanation of values:
Total net profit: This is total profit/loss realized by the test. Includes the closed-out value of the open position (if there is any).
Return on account: This is total profit/loss as a percentage of initial investment.
Total commissions paid: The amount of commissions paid during trades.
Open position gain/loss: The closed-out value of open position that existed at the end of the test.
Buy-and-hold profit: The total profit/loss realized by buy-and-hold strategy (including commission).
Buy-and-hold % return: The total buy-and-hold strategy return as a percentage of initial investment.
Bars in test: The number of bars tested (Overall summary shows sum of number of bars in all symbols).
Days in test: The number of days between first bar date and last bar date (overall summary shows arithmetic average of number of days accross the population of symbols under test)
System to buy-and-hold index: An index showing how much better/worse is the system compared to buy-and-hold strategy. A value of 0% means that system gives the same profit as buy-and-hold strategy. A value of 200% means that system gives 200% more profit than buy-and-hold strategy. A value of -50% means that system gives a half of the gains of buy-and-hold strategy.
Annual system % return: Calculated compound annual percentage return of the system (*see the note)
Annual B&H % return: Calculated compound annual percentage return of the buy and hold strategy (*see the note)
System drawdown: The largest equity dip experienced by the system (relative to the initial investment).
B&H drawdown: The largest equity dip experienced by the buy and hold strategy (relative to the initial investment).
Max. system drawdown: The largest point distance between equity peak value and the following trough value experienced by the system
Max. system % drawdown: The largest percentage distance between equity peak value and the following trough value experienced by the system
Max. B&H drawdown: The largest point distance between equity peak value and the following trough value experienced by the buy and hold strategy
Max. B&H % drawdown: The largest percentage distance between equity peak value and the following trough value experienced by the buy and hold strategy
Trade drawdown: The largest equity dip experienced by any single trade (relative to the trade's entry price).
Max. trade drawdown: The largest point distance between equity peak value and the following trough value experienced by any single trade
Max. trade % drawdown: The largest percentage distance between equity peak value and the following trough value experienced by any single trade
Total number of trades: The number of trades (winners + losers)
Percent profitable: The number of winning trades compared to total number of trades shown as a percentage
Profit of winners/Loss of losers: Total amount of money gained in winners/lost in losers.
Total # of bars in winners/losers: The number of bars spent during winning/losing trades
Largest winning/losing trade: The amount of biggest winner/loser
# of bars in largest winner/loser: The number of bars in the biggest winning/losing trade
Average winning/losing trade: The average of winning/losing trades (sum of winners/losers divided by a number of winning/losing trades)
Average # of bars in winners/losers: The average of number of bars in winning/losing trades (total number of bars in winners/losers divided by a number of winning/losing trades)
Max consec. winners/losers: The largest number of consecutive winning/losing trades.
Bars out of the market: The number of bars for which the system was completely out of the market (was neither long nor short). If you open and close the position during single day, even if you have no open position on market open and no position on close this day is NOT considered as out of the market.
Interest earned: The total interest earned between trades. Note that AmiBroker simulates O/N (overnight) deposits. This means that if you closed the position on Monday and opened the next one on Tuesday you earn interest for single O/N deposit.
Exposure: Shows how much you are exposed to the market. It is a ratio of bars in the market divided by total number of bars under test. (The number of bars in the market is given by total number of bars minus bars out of the market)
Risk adjusted ann. return: Shows annual return of the system (*see note) adjusted (divided) by market exposure. If your system gained 10% over one year with the exposure of 50% the adjusted return would be 20% (10%/0.5)
Ratio avg win/avg loss: The absolute value of the ratio of average winning trade to average losing trade
Profit factor: The absolute value of the ratio of the profit of winners to loss of losers
Avg. trade (win & loss): The average trade profit calculated as sum of winners and losers divided by the number of trades.
*Note: Calculation method used for annual percentage returns:
Most of the software (including two the most popular so-called professional packages) use very simple annualization method based on the following formula:
simple_annualized_percentage_return = percentage_return * ( 365 / days_in_test );
unfortunatelly this method is wrong and very misleading since it would tell you that annual return is 22% when your system earned 44% during two years. This value is too optimistic. In fact annual return in this case is only 20%: if your initial investment was 10000 you earn 20% during the first year so you then get 12000 and 20% the second year that gives you 14400 = ( 12000 * 120 % ). So after two years you earned 44% but annually it is only 20%.
AmiBroker is one of the few programs that calculates annual returns correctly and will give you correct value of 20% as shown in the example above. The formula that AmiBroker uses for annual return calculation is as follows:
correctly_annualized_perc_return = 100% * ( (final_value/initial_value) ^ ( 365 / days_in_test ) - 1 )
where x^y means rising x to the power of y.
วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ ฝรั่งเขาซื้อหุ้นอย่างไร โดย....เอกพิยา เอี่ยมคงเอก / aekiem@hotmail.com
โดย....เอกพิยา เอี่ยมคงเอก / aekiem@hotmail.com
หลายวันก่อน ผู้เขียนมีโอกาสสัมภาษณ์กับผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศซึ่งหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ น่าจะมานำเสนอนักลงทุนที่ติดตามคอลัมน์ “เอกการลงทุน” นี้ เริ่มต้นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนก็คือ
ระยะเวลาการลงทุน
นักลงทุนต่างประเทศนี้มีหลายกลุ่มทั้งกลุ่มที่ลงทุนระยะกลาง-ยาว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพอร์ตที่มีชื่อเสียง ซึ่งส่วนใหญ่ยังลงทุนในระดับ 2 ปีขึ้นไป และเน้นหุ้นขนาดใหญ่ (อาจจะเป็นขนาดกลางในมุมของกองทุน แต่ในมุมของตลาดหุ้นไทยน่าจะอยู่ในขนาดใหญ่) ส่วนนักลงทุนต่างประเทศที่เล่นสั้นมีแน่นอนส่วนใหญ่จะเป็น Hedge Fund ซึ่งก็เป็นการจัดตั้งขึ้นมาจากผู้ที่เชี่ยวชาญในการลงทุนระยะสั้น ซึ่งอาจจะเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำงานหลักทรัพย์มาก่อน น้อยมากที่จะเกิดขึ้นจากกลุ่มนักลงทุนเอง ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทยพอสมควรที่ส่วนใหญ่กองทุนในลักษณะการเล่นสั้นเกิดขึ้นจากกลุ่มนักลงทุนกันเอง แปลง่ายๆ ก็คือ “ฝรั่งเล่นสั้นก็มีเล่นยาวก็มี” แต่ในการเลือกตัวไม่ว่า นักลงทุนต่างประเทศจะเล่นสั้นหรือยาว ก็พยายามเลือกหุ้นที่ขนาดใหญ่ เพราะให้ความสนใจเรื่องของปริมาณการซื้อขายและความเสี่ยงในเชิงของสภาพคล่อง
เพราะฉะนั้นระยะเวลาการลงทุนก็จะเฉลี่ย 2 ปีขึ้นไป ยกเว้น มีสิ่งที่ไม่คาดฝัน ส่วนการเล่นสั้นจะเกิดจากกองที่เป็น Hedge Fund
ด้านข้อมูล
บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินกระแสข่าวว่า นักลงทุนต่างประเทศมีข้อมูลในเชิงลึกมากกว่านักลงทุนไทยคำตอบที่ได้รับ หรือจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองด้วยจะพบว่า โปรกเกอร์ฝรั่งมีการลงทุนสูงกับข้อมูลฝ่ายวิจัยไม่ว่าเรื่องของการจ้างนักวิเคราะห์มักจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า และแน่นอนว่าของแพงแม้ไม่ต้องดีเสมอไป แต่โดยค่าเฉลี่ยแล้วของแพงมักจะดีกว่าของถูก โดยเฉพาะในเชิงของคุณภาพ อีกทั้งบริษัทจดทะเบียนในไทย หลายบริษัทมักจะให้โอกาสโปรกเกอร์ฝรั่งในการเยี่ยมชมกิจการอีกทั้งนักวิเคราะห์ที่อยู่โปรกเกอร์ต่างชาติ มักจะได้ประชุมสายกับผู้จัดการกองทุนที่สามารถตัดสินใจในการซื้อของพอร์ตแปลว่า คำแนะนำของนักวิเคราะห์เหล่านี้นอกจากจะมีข้อมูลที่เข้มข้นแล้วยังมีพลังเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจากการซื้อหรือขายตามของผู้จัดการกองทุนด้วย และเป็นที่ทราบในเชิงการปฏิบัติงานจริงๆ ก็คือว่า การขอเยี่ยมชมกิจการของบริษัทใหญ่มักจะเปิดโอกาสให้นักวิเคราะห์โปรกเกอร์ต่างชาติมากกว่าโปรกเกอร์ไทย ด้วยเหตุผลที่ผู้บริหารเหล่านั้นคงคิดว่า การที่นักวิเคราะห์มาเยี่ยมชมกิจการแปลว่า เขาสนใจและถ้าเป็นโปรกเกอร์ฝรั่งคงมีเม็ดเงินมากกว่าคนไทย
เพราะฉะนั้นในแง่ของด้านข้อมูลจะพบว่า นักลงทุนต่างประเทศมีข้อมูลที่ดีกว่าจริง แต่เป็นสิ่งที่เขาลงทุนและทุ่มเท แต่ข้อมูลที่เกิดขึ้นไม่ได้ ดีและแตกต่างกว่าที่เราได้รับ แต่บ่อยครั้ง จะเร็วกว่าเท่านั้น
ด้านจิตวิทยาการลงทุน
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจจากการที่ผมได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการซื้อขายของฝรั่งก็คือ บ่อยครั้งที่ผู้จัดการกองทุนต่างประเทศเมื่อมาเมืองไทยมักจะขอเข้าพบกับนักลงทุนรายใหญ่ ทั้งนักลงทุนระยะยาวที่เป็น VI หรือ นักลงทุนรายใหญ่ที่เป็นนักเก็งกำไร ซึ่งสิ่งที่มีการแลกเปลี่ยนกันนั้นก็คือ เพื่อต้องการให้รู้ว่าภาพตลาดหุ้นไทยนักลงทุนส่วนใหญ่มองเป็นอย่างไร แปลว่า ความเข้าใจเดิมๆ ที่เรามองว่า นักลงทุนต่างประเทศเป็นนักลงทุนที่เน้นปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ถูกต้องเสมอไป ซึ่งในวงสนทนาในบางครั้งก็มีการพูดถึงข่าวพิเศษบ้างเป็นครั้งคราว
ด้านประสิทธิภาพการลงทุน
นักลงทุนท่านใดที่เคยคิดว่า นักลงทุนต่างประเทศจะประสบความสำเร็จในการลงทุน พูดง่ายๆ ก็คือ มักจะคิดว่าฝรั่งเล่นหุ้นต้องรวย และทำให้เมื่อไรที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธินักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดมักจะมองว่า ตลาดน่าจะขึ้น ผมได้สอบถามผู้รู้ที่ใกล้ชิดพบว่า บ่อยครั้งที่นักลงทุนต่างประเทศจะขาดทุนด้วยหลายๆ เหตุผล ก็คือ ประเมินสถานการณ์ผิด ยิ่งกรณีการลงทุนแบบเก็งกำไรของกองทุน Hedge Fund บางครั้งอาจจะยอมขาดทุนในตลาดหุ้น แต่ได้กำไรในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นไปได้
เพราะฉะนั้นบทสรุป ฝรั่งไม่จำเป็นต้องรวยด้วยหุ้นเสมอไป
แก๊ง 4 โมงเย็น ทุบหุ้น
หลายเดือนที่ผ่านมา คงเคยได้ยินเรื่องแรงขายตอน 4 โมงเย็นจนทำให้มีการนำเสนออย่างแพร่หลายในเรื่องของแรงขายที่เกิดขึ้น และในคำอ้างหลายครั้งก็บอกว่ามาจากนักลงทุนต่างชาติ ความเป็นจริงเท่าที่สอบถามผู้รู้ก็ได้ข้อมูลกันว่า ทุกวันนี้การส่งผ่าน Order ของนักลงทุนต่างประเทศทำได้หลายแบบกว่าเมื่อก่อน และการส่ง Order มีทั้งการส่งแบบเป็น Order ทีละหลักทรัพย์ หรือส่งเป็น ETF คือ ส่งเป็นตะกร้า โดยจะใช้โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเองเป็นผู้ส่ง ซึ่งส่วนใหญ่การส่งยังเป็นช่วงเช้าก่อนเปิดตลาดหุ้นไทย โดยใช้ผู้รับผิดชอบกะกลางคืน (เวลาที่ต่างประเทศ) เป็นผู้ส่ง แต่มีหลายครั้งที่เวลาเช้าของต่างประเทศ ซึ่งอาจจะตรงเวลาบ่าย 3-บ่าย 4 โมงในบ้านเรา ซึ่งเป็นเวลาเข้างานของผู้จัดการกองทุนพอดีที่มีข่าวเพิ่มเติม เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจของจีน เป็นต้น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งโดยอาจจะส่งคำสั่งมาเพิ่มเติมก็ได้ นั้นก็อาจจะเป็นที่มาของการเกิดแรงขาย (หรือบางครั้งซื้อ) ในช่วงใกล้การปิดตลาดหุ้นไทย
บทสรุปที่กล่าวมาในบทความในวันนี้เป็นตัวอย่างที่ต้องการนำมาแลกเปลี่ยนกับแนวคิด ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ จากเรื่องจริงและผู้ปฏิบัติงานจริง อย่างน้อยที่สุดเป็นการนำเสนอสำหรับผู้อ่านที่อาจจะได้รับข้อมูลจากข่าวลือ หรือการอ้าง หรือความเชื่อที่บางครั้งอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป
วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ รวมแล้ว 30 เรื่องที่เราควรรู้เกี่ยวกับ หุ้นปั่น มาร์เก๊ตติ้ง และนักวิเคราะห์หุ้น โดยคุณ ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์
10 เรื่อง ของนักวิเคราะห์หุ้นที่คุณไม่รู้
โดย ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ที่ปรึกษาการลงทุนใบอนุญาตเลขที่12888 บลป.ต้นธารคอร์ปอเรชั่น โทร.029275800 081-831-1611http://www.facebook.com/tontancorp
1.นักวิเคราะห์หุ้นมี3ประเภทคือ
-ประเภทแรกที่ใช้ปัจจัยพื้นฐานในการวิเคราะห์
-ประเภทที่สองใช้สถิติปริมาณในการวิเคราะห์
-ประเภทที่่3ใช้ชาร์ตในการวิเคราะห์
-(แถมท้ายประเภทที่4ใช้ทั้ง3แบบรวมกัน และเรียกตัวเองว่านักกลยุทธ์)
2.นักวิเคราะห์ไม่ถูกห้ามให้เล่นหุ้น เพียง แต่ต้องแจ้งในบทรายงานวิเคราะห์ว่าเขา(หรือเธอ)มีการลงทุนในหุ้นตัวนั้นๆ อยู่หรือไม่ เพื่อไม่ให้ขัดแย้งทางผลประโยชน์(Conflict of interest)
3.นักวิเคราะห์มักจะทำการวิเคราะห์หุ้นขนาดใหญ่สภาพคล่อง ซื้อขายมากๆ(เช่นหุ้นในSET50หรือSET100)เป็นหลักก็เนื่องจากว่าบริษัทขอให้ วิเคราะห์ตามที่ลูกค้ารายใหญ่(กองทุน ฝรั่ง รายใหญ่มากๆ)ขอมา ส่วนหุ้นเล็กๆหรือขนาดกลางมักไม่ถูกวิเคราะห์
4.นักวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานจะดูผลดำเนินงานย้อนหลัง หรือ ณ งวดนั้นๆที่ประกาศงบออกมา หรือสัมภาษณ์ผู้บริหาร ประมาณการณ์อนาคต โดยวิอเคราะห์อุตสาหกรรม วิเคราะห์ธุรกิจแล้วประเมินมาเป็นราคาปัจจัยพื้นฐานที่เหมาะสม หากราคาในกระดานต่ำกว่าราคาเหมาะสม จะแนะนำให้"ซื้อ" หากราคาในกระดานสูงกว่าจะแนะนำให้"ขาย" หากราคาใกล้กันอาจแนะนำให้"ถือ" ทั้งนี้ไม่ได้สนใจว่า จังหวะเวลานั้นๆควรจะซื้อหรือขายหรือไม่ เพราะไม่อยู่ในขอบข่ายของการวิเคราะห์
5.นักวิเคราะห์ทางเทคนิค หรือดูชาร์ตเป็นหลัก จะไม่สนใจเรื่องตามข้อที่ 4 แต่พวกเขา(หรือเธอ)จะสนใจว่าจังหวะเวลาสถานการณ์นั้นๆควรเข้าซื้อ หรือถือ หรือขาย และหากซื้อหรือขายแล้วหุ้นมีเป้าหมายจะตกไป หรือขึ้นไปเท่าไหร่ โดยที่ไม่ได้สนใจว่าพื้นฐานหุ้นตัวนั้นเป็นอย่างไร โดยพวกเขา(หรือเธอ)มีสมมุติฐานว่าราคาหุ้นได้สะท้อนต่อปัจจัยพื้นฐานในอดีต ณ ปัจจุบัน และในอนาคตไว้ในความเคลื่อนไหวของราคาแล้ว
6.นักกลยุทธ์การลงทุนจะนำจุดเด่นของนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน(ตามข้อ4) และนักวิเคราะห์ทางเทคนิค(ตามข้อ5)มาผสมกัน โดย หากเห็นพื้นฐานดีหรือแย่ก็ไปหาจุดซื้อหรือขายด้วยชาร์ตทางเทคนิค และอาจนำข้อมูลข่าวสาร ปัจจัยทั้งภายใน ภายนอกเข้ามาประมวลร่วมด้วย ก่อนกำหนดกลยุทธ์การลงทุน
7.ที่นักวิเคราะห์เขียนหรือพูดว่าหุ้นมีแนวรับหรือแนวต้านเท่าไหร่ แทนที่จะพูดหรือเขียนว่าให้ซื้อหรือขายเท่าไหร่ ก็ เพราะแม้นักวิเคราะห์ฺคนนั้นๆจะมีใบอนุญาตจากกลต. แต่การพูดหรือเขียนเผยแพร่ทางสื่อ ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาคมนักวิเคราะห์อีกด้วย หากไม่ได้รับอนุญาตจะแนะันำซื้อหรือขายไม่ได้ ก็เลยต้องบอกเป็นแนวรับ หรือแนวต้านแทน
8.ที่นักวิเคราะหฺ์เขียนรายงานเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ได้เพื่อทำให้รายงานนั้นดูดี หรือดูว่าเธอหรือเขาเก่งภาษาอังกฤษ แต่เพราะว่ามีลูกค้าชาวต่างประเทศอ่านอยู่้ด้วย (ส่วนลูกค้าคนไทยจะไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร...ก็อยากอ่านไม่รู้เรื่องเอง อิอิ)
9.นักวิเคราะห์ไม่มีรายได้เป็นค่าคอมมิสชั่น หรือรายได้พิเศษอะไรอื่นจากบริษัท โบรกเกอร์ นอกจากเงินเดือน และโบนัสประจำปีั พวกเขาหรือเํธอจึงไม่ใช่มนุึษย์ทองคำ(แบบพนักงานการตลาด หรือมาร์เก็ตติ้ง) เวลาบริษัทโบรกเกอร์แย่ๆก็มักจะเล็งมาลดเงินเดือนหรือปลดนักวิเคราะห์ก่อน ฝ่ายอื่นๆเสมอ ทำให้วงการเสียนักวิเคราะห์ดีๆไปมาก ต้องหนีไปเป็นมาร์ หรือทำงานเป็นผู้จัดการกองทุนไป
10.นักวิเคราะห์เป็นอาชีำำพเทกระโถนประจำวงการ หากผิดมา มาร์เก็ตติ้งจะบอกว่านักวิเคราะห์ห่วย แต่หากถูกมา มาร์เก็ตติ้งจะได้หน้า ได้ตังค์ ได้หลั่ลล๊ารางวัลพิเศษ
เราจึงเรียกอาชีพนี้อีกอย่างว่านักรับเคราะห์
แถมอีกข้อ 11.นักวิเคราะห์์หรือสมาคมนักวิเคราะห์ไม่เคยหยิบยกประเด็นที่ถูกนิืนทาว่า"รับงาน"ราย ใหญ่(ฝรั่ง กองทุน รายใหญ่มากๆ)ในการเชียร์ซื้อเพื่อให้ขาใหญ่ออกของ หรือเชียร์ขายเพื่อให้ขาใหญ่เก็บศพแต่อย่างใด และเสียงนินทาก็มีมาทุกสมัย
สมาคม นักวิเคราะห์จัดการแก้ไขเรื่องนี้ด้วยการนำบทวิเคราะห์มาเปรียบเทียบ หรือConsensusกัน เพื่อให้นักลงทุนได้พิจารณาเปรียบเทียบอย่างรอบด้านแทน
ตัวอย่างConsensus (อยากดูตัวไหนก็ใส่รายชื่อเข้าไปตรงมุมขวาบนแล้วคลิ้กEnter)
http://www.settrade.com/AnalystConsensus/C04_10_stock_saa_p1.jsp?selectPage=10&txtSymbol=BANPU
10 เรื่องเกี่ยวกับมาร์เก็ตติ้งที่คุณไม่รู้
โดย ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ที่ปรึกษาการลงทุนใบอนุญาตเลขที่12888 บลป.ต้นธารคอร์ปอเรชั่น โทร.029275800 081-831-1611http://www.facebook.com/tontancorp
1.คนที่คุณติดต่อด้วยและเรียกเขาหรือเธอว่าโบรกเกอร์ฺเป็นประจำนั่นแหละคือMarketing หรือพนักงานฝ่ายการตลาดประจำโบรกเกอร์(บริษัทนายหน้าค้าหุ้น)
2.มาร์เก็ตติ้่งไม่จำเป็นต้องจบด้านการเงิน หรือเศรษฐศาสตร์ หรือด้านการลง
ทุนมา เขาหรือเํธอจะจบการประมงหรือนาฏศิลป์มาก็ได้ ขอให้จบปริญญาตรีและสามารถสอบSell License หรือใบอนุญาตเป็นพนักงานขายหรือพนักงานการตลาดก็พอ(ซึ่งก็มีการติวเหมือนสอบ อะไรอื่นๆนั่นแหละ) และกลต.บังคับให้ต้องมีการอบรม หรือrefreshเป็นประจำทุก2ปี
3.มาร์เก็ตติ้งจะรอฟังMorning Brriefหรือประชุมบ่ายก่อนเปิดเทรดจากฝ่ายวิเคราะห์(Analyst)จากบริษัทโบรกเกอร์นั้นๆว่า ภาวะตลาดเป็นอย่างไร น่าซื้อหรือขาย และมีหุ้นให้ซื้อหรือขายประัจำวัน และสามารถให้คำแนะนำการลงทุนต่อลูกค้่าได้ หากได้รับอนุญาตเป็น"ผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนจากกลต."
4.ในการโทรสั่งซื้อหรือขายทุกครั้งไปที่โบรกเกอร์ มาร์เก็ตติ้งจะบันทึกการสนทนาของคุณทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานว่าคุณได้สั่ง ซื้อขายจริง และป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดกฎกลต. เช่น ปล่อยข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวปั่นต่างๆ หรือการทำผิดกฎกลต.(แต่มาร์เก็ตติ้งจะใช้มือถือโทรหาคุณเองหากมีข่าวทำนอง ที่ว่านี้)
5.มาร์เก็ตติ้งไม่มีเงินเดือนประจำ หรือ หากจะมีก็เรียกว่าอินเทนซีฟที่บริษัทโบรกเกอร์จัดให้ แต่จะมีรายได้หลักจากค่านายหน้าคอมมิสชั่น เช่นคุณซื้อขาย1ล้านบาท จ่ายค่าคอมม์ไป2500บาท มาร์เก็ตติ้งจะได้ราวๆ700บาท ดังนั้นจึงผิดมหันต์หากคุณบอกว่าไม่รู้เรื่องหุ้นแล้วไปยกให้มาร์เก็ตติ้ง จัดการซื้อขายแทนตัวคุณ เพราะมาร์เก็ตติ้งอาจจะซื้อๆขายๆบ่อยๆเพื่อหารายได้จากคอมมิสชั่นมากกว่าจะ รักษาผลประโยชน์ของคุณเอง
6.มาร์เก็ตติ้งเคยได้ฉายาว่าเป็นมนุษย์ทองคำก็ เพราะว่านอกจากรายได้จากค่าคอมมิสชั่นจำนวนมากหากตลาดบูมแล้วก็ยังอาจได้ โบนัสงามๆจากบริษัทโบรกเกอร์อีก หากเป็นมัยบูมๆเคยมีจ่ายโบนัส24เดือนก็เคย หรือเป็น12เดือนก็มี แต่แน่นอนว่าบริษัทโบรกเกอร์ต้องตั้งเป้าหมายให้มาร์เก็ตติ้งทำยอดขาย หรือยอดเทรดให้ถึงเป้านั้นๆด้วย
7.มาร์เก็ตติ้งทุกคนจะบอกว่าพวกเขาหรือเธอไม่เคยซื้อขายหุ้นให้บัญชีตัวเอง เพราะ เกรงจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน(Conflict of interest) แต่การมีบัญชีนอมินีซื้อๆขายๆนั้นเป็นเรื่องที่ทำกันแทบทุกคน(หรือจะเถียง) เหตุผลหนึ่งก็เพราะในยามตลาดซบเซาสุดๆลูกค้าแทบไม่มีรายการซื้่อขายก็พลอย ได้อาศัยบัญชีนอมินีมาซื้อๆขายๆสร้างวอลุม เพราะหากไม่มีวอลุม บริษัทโบรกเกอร์ก็จะกดดันให้ลาออกอีกหละ
8.ลูกค้ามักมีความผูกพันกับมาร์เก็ตติ้งเป็นการส่วนตัวมากกว่าจะผูกพันอยู่กับบริษัทนายหน้าค้าหุ้น ก็จึงมักเห็นมีการย้ายค่าย การซื้อตัวหรือการซื้อยกทีมมาร์เก็ตติ้งกันอยู่เป็นปกติ(ที่ไม่ปกติคือพวก ที่ไม่มีใครมาซื้อตัวนั่นแหละ แสดงว่าทำเงินจากวอลุมไม่เก่ง) เพราะหากลงทุนซื้อมาร์เก็ตติ้ง หรือซื้อมาร์เก็ตติ้งยกทีมไป ก็เท่ากับซื้อวอลุม ซื้อลูกค้าไปแบบยกล็อตนั่นเอง
9.มาร์เก็ตติ้งจะรู้เรื่องจังหวะซื้อขายเข้าออกด้วยชาร์ตเทคนิคน้อยมากจนน่าใจหาย หรือบางทีรู้เรื่องปัจจัยพื้นฐานแบบไม่รู้ลึก อ่านงานวิจัยก็แค่บันทัดสุดท้ายตรงประเมินมูลค่าหุ้นเหมาะสมและคำแนะ นำ"ซื้อ"หรือ"ขาย"แล้วก็มาบอกต่อ พวกเขาหรือเธอมักเสาะแสวงหา"ข่าว"ประเภทที่เชื่อกันว่าข่าววงลึกวงใน ข่าวออเดอร์ขาใหญ่ ออเดอร์ฝรั่ง ออเดอร์ กองทุนซะมากกว่า แต่บางทีก็เจอสับขาหลอกกันไปมา ดังนั้นลูกค้าที่หวังพึ่งเรื่องจังหวะเข้ิาออกให้ถูกทางกับมาร์เก็ตติ้งจึง ต้องคิดให้ดี(และมาร์เก็ตติ้งที่ไม่คิดจะหาความรู้เรื่องนี้ก็ระวังให้จง หนัก เพราะลูกค้าในช่วงหลังมีความรู้ดีมากๆ พวกเขาไม่เทรดตามข่าวอะไรอีกแล้ว)
10.หากมาร์เก็ตติ้งทำเสียงกระซิบกระซาบกับคุณว่าข่าวนั้นวงในมากๆให้ซื้อเดี๋ยวนี้ อาจจะแปลความไปอีกทางว่าเขาหรือเธอกำลังวางขายอยู่ และลุ้นสุดขีดให้คุณตกลงเคาะ ณ วินาทีนั้น
อย่างไรก็ตามมาร์เก็ตติ้งดีๆที่คุณพึ่งพาอาศัยได้ก็มีไม่น้อย คบๆไปซักพัก ก็จะหลงรักพวกเขา หรือเธอไปเอง
ที่ เขียนมานี้่เอาเป็นว่าอันไหนที่ทำให้ไม่สบายใจกันกับมาร์เก็ตติ้งผมกราบขอ โทษครับ เจตนาคือบทความชุดนี้จะเขียนไปเรื่อยๆเกี่ยวข้องกับวงการหุ้นที่ลูกค้าไม่ รู้ และควรต้องรู้ไว้ เพื่อประโยชน์ของลูกค้าเอง(ผมได้ยินเรื่องทำนองนี้มามากก็ประมวลมาเขียน เตือนๆกัน เช่น เอาเงินไปฝากมาร์ฯเล่นให้ ทุกอย่างขึ้นกับมาร์พาเทรด และสารพัด สุดท้ายก็แย่ทั้งมาร์ทั้งลูกค้า)
ว่า ไปแล้วผมก็อยากให้ลูกค้ามาแชร์กันด้วยซ้ำครับว่ามีมาร์เก็ตติ้งที่ไหนดีๆ นักวิเคราะห์ดีๆจะได้แชร์กัน เป็นการให้รางวัลคนที่ดีมีผลงานทำประโยชน์ให้ลูกค้าให้วงการ พวกที่เป็นแกะดำก็จะได้่สูญหายไป
10 เรื่องเกี่ยวกับการปั่นหุ้นที่คุณควรรู้
คำเตือนก่อนอ่าน:บท ความนี้ไม่ได้สนับสนุนให้คุณเข้าไปเป็นลูกขา ลูกวง ลูกทีม หรือเครือข่ายสายในนักปั่นหุ้น แต่เอาไว้ให้รู้ทันเกมของนักปั่นหุ้นเท่านั้น
1.นักปั่นหุ้นจะทำงานของเขาหรือเธอแบ่งเป็น 3 ช่วงด้วยกัน ขั้นแรก เก็บหุ้น ขั้นที่สอง ไล่ราคาหุ้น ขั้นที่สาม ขายหุ้น
2.นักปั่นหุ้นจะเลือกเป้าหมายปั่น เป็นหุ้นขนาดเล็กมูลค่าการตลาดหลักร้อยล้านหรือพันล้านบาท เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมราคาหุ้นให้อยู่ในกำมือ
3.นักปั่นหุ้นมักจะร่วมมือกับเจ้าของหุ้นที่จะเข้าไปปั่นราคา โดย อาจทำข้อตกลงให้ยกหุ้นทั้งหมดหรือในภาวะที่ควบคุมได้มาอยู่ในมือของนักปั่น หุ้น และอาจขอเงินสดจากเจ้าของหุ้นมาเพื่อการทำราคา เจ้าของมีหน้าที่ออกข่าวสนับสนุนเป็นระยะๆ
4.นักปั่นหุ้นจะเก็บหุ้นในกระดานช่วงแรกด้วยการทุบ นวด บีบ ปล่อยซึมยาวจนนักลงทุนรายย่อยที่ถืออยู่ทนไม่ไหวยอมคายให้หมด เมื่อเช็กจำนวนหุ้นว่าหมดอุปสรรคแล้วก็จะนำหุ้นที่ได้จากการเก็บหุ้น และหุ้นที่ได้มาจากเจ้าของหุ้นแจกไพ่กระจายไปยังทีมสังกัดโบรกเกอร์ต่างๆ เพื่อไม่ให้ทางการจับได้ว่ามีการซื้อขายกระจุกตัว และนำหุ้นนั้นไปขอมาร์จิ้นจากโบรกเกอร์เพื่อนำเงินมาสร้างราคา
5.ในขั้นตอนการไล่ราคาหุ้นขึ้นนั้น นักปั่นหุ้นจะหาลูกค้าที่เป็นนักลงทุนมือใหญ่ใจหนักมารับไพ่เป็นทอดๆ เช่น หากราคาหุ้นอยู่ที่5บาทเขาจะัแจกไพ่ไปในราคา5บาทหรือมีส่วนลดกว่าในกระดาน โดยให้คำมั่นสัญญาว่าให้คุณไปขายที่ 10 บาท ซึ่งเมื่อถึงราคาที่กำหนดต้องขาย ห้ามอม เพราะนักปั่นหุ้นหาคนมารับช่วงที่10บาทไว้แล้ว(ส่วนกำไรส่วนต่างจาก5บาท มา10บาทนั้น นักปั่นหุ้นอาจขอกำไร50%หรือให้ในราคาที่ตกลงไว้ เช่น 7 บาท แต่ส่วนต่างเกินไป3บาทนักปั่นหุ้นเอาไว้เอง) จากนั้่นก็จะมีคนมารับช่วงต่อที่ 15 บาท 20 25 30 40 50 บาทเป็นทอดๆ พวกลูกค้าที่เคยได้ก็จะเพิ่้มวงเงินขึ้นเรื่อยๆจนแทบจะแย่งกันแทบไม่พอ ต้องไปช่วยไล่ซื้อราคาในกระดานนอกเหนือจากที่ทำข้อตกลง ราคาหุ้นช่วงนี้จึงมักวิ่งแรง
6.นักปั่นหุ้นกับเจ้าของจะทยอยปล่อยStoryออกมาเป็นระยะว่า ราคาหุ้นจะขึ้นไปเท่านั้นเท่านี้ที่ราคาเว่อร์ๆหลายเท่าตัว โดยเจ้าของหุ้นจะขยันออกข่าวมากเป็นพิเศษ มักจัดอีเว้นต์สารพัดเพื่อให้เป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ หรือซื้อหุ้นตัวเองแล้วรายงานไปยังกลต. ความเชื่อมั่นของลูกขา ลูกทีมจะมากเป็นพิเศษจนบอกปากต่อปากกันไปในลักษณะของ"ข่าววงใน"
7.ช่วงเวลาจะขายหุ้นนั้นมักมีการปล่อยสตอรี่เด็ดๆเช่น จะมีคนมาเทกโอเวอร์กิจการ รายใหญ่มีชื่อเสียงจะมาซื้อหุ้นร่วมทุน จะได้งานโครงการใหญ่น้อยสารพัด และการแจกวอร์แรนต์ ขั้นตอนนี้นักลงทุนที่ไม่ใช่ลูกวงลูกขาลูกทีมจะแห่เข้ามามืดฟ้ามัวดิน จะเป็นโอกาสให้นักปั่นหุ้นที่รวบหุ้นคืนจากลูกวงครบแล้วขายแบบโล่งๆให้แมง เม่าที่แห่มาชมกองไฟ
8.หากขายหุ้นได้ไม่ครบจำนวน อาจเกิดรายการโปรโมชั่นพิเศษกับลูกขาลูกวงอีกรอบ เช่นรับราคานี้ไปขายอีกราคาโดยไม่ชักเปอร์เซ็นต์ หรือแจกไพ่ให้โบรกเกอร์ในสายที่เคยรับงานกัน โดยมีส่วนลดจากราคาในกระดาน หรือให้เป็นโบนัสพิเศษ หากชวนลูกตค้าซื้อได้เท่าไหร่ มีเงินทอนให้โบรกเกอร์ที่รับงาน
9.นักปั่นหุ้นเมื่อเสร็จภารกิจจะส่งมอบหุ้นคืนกับเจ้าของ พร้อม เงินต้่น แต่ผลกำไรทั้งหมดก็อาจแบ่งปันกันตามข้อตกลง ส่วนใหญ่คือ50:50 และจ่ายคืนเงินกู้กับโบรกเกอร์ และนักปั่นหุ้นจะนำผลกำไรมหาศาลที่ได้ไปเริ่มงานกับหุ้นตัวใหม่ โดยเริ่มวงจรจากข้อ1ถึงข้อ9 คือ เก็บหุ้น,ไล่หุ้น,ขายหุ้น
10.หากเกิดข้อผิดพลาดใดๆนักปั่นหุ้นจะไม่เสียหายเรื่องเงินเลย เพราะเป็นเงินของเจ้าของ หุ้นของเจ้าของหุ้น สินเชื่อมาร์จิ้นของโบรกเกอร์ เงินไล่ราคาจากลูกวงลูกขาและแมงเม่า อย่างมากหากไม่รัดกุมพอก็โดนทางการเล่นงานข้อหาปั่นหุ้น ซึ่งเมื่อถึงกระบวนการยุติธรรมก็มักหลุด เนื่องจากเขาวางแผนรัดกุมสาวถึงตัวยาก คนในกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ อัยการ ศาล)ก็มักไม่เชี่ยวชาญที่จะจัดการกับนักปั่นหุ้นได้
บทความ นี้ไม่ได้สนับสนุนให้คุณเข้าไปเป็นลูกขา ลูกวง ลูกทีม หรือเครือข่ายสายในนักปั่นหุ้น แต่เอาไว้ให้รู้ทันเกมของนักปั่นหุ้นเท่านั้น
วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ The worlds #1 website for end of day stock data เว็บให้บริการ download ข้อมูลหลากหลาย
เผื่่อจะเหมาะกับคนชอบเล่น นั่น นี่ โน่น เหมือนกัน อย่างผมเล่นหลักๆ ก็จะมี Amibroker, Advanced Get, Meta Stock เพราะแต่ละตัวก็ทำไรได้แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ ทั้ง 2 ตัวต้องใช้ร่วมกันคือ Data และที่นี่เท่าทีดูราคากับ Feature ต่าง ๆ แล้วก็เรียกว่าน่าสนใจ เดะว่าจะลองใช้ดูสักเดือน ส่วนที่ผมว่าน่าสนใจก็มีประมาณนี้
มันมี tools สำหรับ download และส่งข้อมูลใช้ร่วมกับ 3 โปรแกรมที่ผมใช้ประจำอยู่แล้วไม่ต้องเสียเวลา convert ไรเยอะ
มี data หลากหลาย ทั้ง Indices, option us, forex, future
วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ เขาว่ากันว่าชีวิตของคนเรานั้นสั้นนัก หลายสิ่งหลายอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
เป็นข้อความที่เพื่อนเก่าสมัยมัธยมส่งมาให้อ่าน ...ชอบขอเก็บไว้หน่อย
เขาว่ากันว่าชีวิตของคนเรานั้นสั้นนัก หลายสิ่งหลายอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แม้โอกาสจะผ่านมาผ่านไปหลายครั้ง แต่การที่จะมีชีวิตที่มีความสุขนั้นเป็นโอกาสที่เราต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ให้เต็มที่
ว่ากันว่าคนเรานั้นเกิดมามีชีวิตอยู่ประมาณ 3 หมื่นวัน
นักปราชญ์บอกว่า หนึ่งหมื่นวันแรกนั้นมีไว้เพื่อที่จะเรียนรู้วิทยาการต่าง ๆ เพื่อที่จะนำไปใช้ในหมื่นวันที่สอง หมื่นวันที่สองนั้นเราต้องนำเอาความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในหนึ่งหมื่นวันแรกมาประกอบสัมมาอาชีวะเพื่อที่จะเกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม และในหมื่นวันสุดท้าย เราควรที่จะเอาสิ่งที่ดี ๆ สิ่งที่ทำให้คนอื่นเป็นสุขมอบกลับคืนให้คนรอบข้างเรา เพื่อที่เราจะได้จากไปอย่างไม่ต้องกังวลอะไร
กัลยาณมิตรท่านหนึ่งส่งสิ่งที่ควรจะทำ 40 ข้อมาให้อ่านเพื่อที่จะมีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับทุกท่าน ก็เลยถือโอกาสเผยแพร่ให้ได้อ่านกัน ลองทำกันดูนะจ๊ะทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น
แล้วชีวิตของเราน่าจะมีความสุขมากขึ้นในปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงกันอีกครั้งแล้ว
1 เดินให้ได้วันละ 10ถึง30นาทีทุกวัน เดินไปยิ้มไปด้วยนะคุณ ทักเพื่อนบ้านไปด้วยก็ยิ่งดีใหญ่
2 หาเวลานั่งเงียบ ๆ สักวันละ 10 นาทีให้อยู่ในภวังค์สงบสันติโดยไม่ต้องคิดอะไรบ้าง
3 ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความหวัง พยายามตั้งความหวังที่เป็นไปได้ทุกวันและพยายามทำความหวังให้เป็นจริง
4 หาเวลาว่างฟังเพลงที่ไพเราะที่ชื่นชอบเป็นประจำ เป็นการเพิ่มความสุขทางใจที่เรียบง่าย
5 ดำเนินชีวิตอย่างเปี่ยมไปด้วยพลัง มีความหวัง และความเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเสมอ
6 เล่นกีฬาที่ชื่นชอบเพิ่มขึ้นทุกวัน การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้มีการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความชราได้โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อ
7 อ่านหนังสือที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นทุกวันที่มีเวลาว่าง
8 หาเวลาว่างมองฟ้าสีคราม มองปุยเมฆสีขาวที่เคลื่อนผ่านและปล่อยให้ภวังค์ล่องลอยอย่างไม่มีขีดจำกัด
9 หัดฝันกลางวันบ้างเพราะจะทำให้เกิดจินตนาการที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
10 พยายามรับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติและปรุงแต่งน้อยที่สุด
11 ดื่มน้ำผลไม้สด ชาเขียว น้ำสะอาด หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน แต่เล็กๆน้อยๆก็พอได้
12 ทำให้คนรอบข้างหัวเราะให้ได้อย่างน้อย 3 คนทุกวัน
13 อย่าสนใจข่าวลือที่ทำให้เกิดความเครียดมากขึ้น
14 พยายามเรียนรู้จากการผิดพลาด และจำไว้เสมอว่าจะจำแค่การป้องกันการผิดพลาดซ้ำเท่านั้นโดยไม่เก็บความผิดพลากมาทำให้ชีวิตไม่สดใส
15 รับประทานอาหารเช้าอย่างราชา อาหารกลางวันอย่างคนธรรมดา และอาหารเย็นอย่างยาจก
16 อย่าอยู่แต่ในบ้าน ในห้องทำงาน ให้ออกไปสังสรรค์กับตนอื่นๆในสังคมบ้าง
17 ยิ้มให้มากขึ้น หัวเราะให้มากขึ้น
18 อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไป ต้องรู้จักรอโอกาส เมื่อโอกาสมาต้องฉวยโอกาส และถ้าทำได้ต้องพยายามเพิ่มโอกาสให้ตัวเองเป็นประจำ
19 หาเวลากอดแสดงความรักแก่คนที่ควรกอดบ้างเป็นประจำสม่ำเสมอ
20 เพราะชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก พยายามทำชีวิตให้มีคุณค่ามากที่สุด
21 อย่าซีเรียสกับชีวิต หัดร้องเพลงสบาย...สบาย เสียบ้าง
22 ไม่จำเป็นอย่าโต้เถียงใคร และถ้าต้องโต้เถียงก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องชนะเสมอไปเช่นกัน
23 อย่าสนใจหรือจดจำอดีตมากนัก จงมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และมีความหวังในอนาคต
24 อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร เพราะแท้จริงแล้วเรากำลังแข่งขันกับตัวของเราอยู่ พยายามเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองก็พอแล้ว
25 คุณเท่านั้นที่เป็นคนรับผิดชอบในการมีความสุขของคุณไม่ใช่ใครที่ไหนเลย
26 ความคิดเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของฟ้า ทำให้ดีที่สุด เป็นคนดีให้ถึงที่สุด และท้ายที่สุดความสุขก็จะเป็นของคุณเสมอ
27 พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน เพราะจะทำให้รู้สึกเป็นหนุ่มสาวเสมอ
28 ใครจะคิดอย่างไรเป็นเรื่องของเขา คุณไม่สามารถที่จะไปควบคุมบังคับความคิดของใครได้
29 จงพอใจในตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง การแต่งตัว การงาน เพราะจะทำให้คุณเกิดความมั่นใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหวังและมีความสุข
30 ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเสมอ ไม่ว่าเรื่องดี...หรือเรื่องร้าย ไม่มีอะไรที่ดำรงคงทนตลอดไป
31 อย่าลืมหาตัวช่วยไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาเจ็บป่วยหรือเวลาคับขัน ตัวช่วยจะมาช่วยคุณได้
32 หัดปฏิเสธสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของคุณบ้าง
33 อย่าเสียเวลาโดยไม่จำเป็นที่จะพยายามทำให้คนที่ไม่รักคุณกลับมารักคุณ สู้ให้เวลากับคนที่รักคุณและตอบแทนความรักของเขาให้เทียบเทียมกับที่เขามอบให้จะดีกว่
34 พยายามบอกตัวเองเป็นประจำว่า...สิ่งที่ดี ๆ กำลังจะมา
35 ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการให้ความช่วยเหลือแก่คนที่ต้องการความช่วยเหลือโดยไม่ต้องหวังว่าเขาจะตอบแทน เพราะความสุขจากการให้นั้นเป็นความสุขที่ง่ายมากที่จะได้รับ
36 ถ้าสามารถที่จะมีเซ็กส์ที่สดใสได้ก็มีซะนะคุณนะ เพราะเซ็กส์ที่สุขสมทำให้ชีวิตยืนยาว
37 โทรหาคนในครอบครัวของคุณทุกวันที่ทำได้ บอกพวกเขาว่าคุณรักเขาและคิดถึงเขาเสมอ
38 ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคุณเสมอ การตั้งจิตอธิษฐานถึงสิ่งที่ดี ๆ ก่อนนอน และในตอนเช้านั้น จะทำให้สิ่งที่ดี ๆ ในชีวิตเกิดขึ้นกับคุณเสมอ
39 จำเฉพาะสิ่งที่ดี ๆ เท่านั้น....สำคัญที่สุด
40 ถ้าคิดว่าทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้คุณมีความสุข ช่วยส่งต่อด้วย
เขาว่ากันว่าชีวิตของคนเรานั้นสั้นนัก หลายสิ่งหลายอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แม้โอกาสจะผ่านมาผ่านไปหลายครั้ง แต่การที่จะมีชีวิตที่มีความสุขนั้นเป็นโอกาสที่เราต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ให้เต็มที่
ว่ากันว่าคนเรานั้นเกิดมามีชีวิตอยู่ประมาณ 3 หมื่นวัน
นักปราชญ์บอกว่า หนึ่งหมื่นวันแรกนั้นมีไว้เพื่อที่จะเรียนรู้วิทยาการต่าง ๆ เพื่อที่จะนำไปใช้ในหมื่นวันที่สอง หมื่นวันที่สองนั้นเราต้องนำเอาความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในหนึ่งหมื่นวันแรกมาประกอบสัมมาอาชีวะเพื่อที่จะเกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม และในหมื่นวันสุดท้าย เราควรที่จะเอาสิ่งที่ดี ๆ สิ่งที่ทำให้คนอื่นเป็นสุขมอบกลับคืนให้คนรอบข้างเรา เพื่อที่เราจะได้จากไปอย่างไม่ต้องกังวลอะไร
กัลยาณมิตรท่านหนึ่งส่งสิ่งที่ควรจะทำ 40 ข้อมาให้อ่านเพื่อที่จะมีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับทุกท่าน ก็เลยถือโอกาสเผยแพร่ให้ได้อ่านกัน ลองทำกันดูนะจ๊ะทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น
แล้วชีวิตของเราน่าจะมีความสุขมากขึ้นในปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงกันอีกครั้งแล้ว
1 เดินให้ได้วันละ 10ถึง30นาทีทุกวัน เดินไปยิ้มไปด้วยนะคุณ ทักเพื่อนบ้านไปด้วยก็ยิ่งดีใหญ่
2 หาเวลานั่งเงียบ ๆ สักวันละ 10 นาทีให้อยู่ในภวังค์สงบสันติโดยไม่ต้องคิดอะไรบ้าง
3 ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความหวัง พยายามตั้งความหวังที่เป็นไปได้ทุกวันและพยายามทำความหวังให้เป็นจริง
4 หาเวลาว่างฟังเพลงที่ไพเราะที่ชื่นชอบเป็นประจำ เป็นการเพิ่มความสุขทางใจที่เรียบง่าย
5 ดำเนินชีวิตอย่างเปี่ยมไปด้วยพลัง มีความหวัง และความเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเสมอ
6 เล่นกีฬาที่ชื่นชอบเพิ่มขึ้นทุกวัน การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้มีการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความชราได้โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อ
7 อ่านหนังสือที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นทุกวันที่มีเวลาว่าง
8 หาเวลาว่างมองฟ้าสีคราม มองปุยเมฆสีขาวที่เคลื่อนผ่านและปล่อยให้ภวังค์ล่องลอยอย่างไม่มีขีดจำกัด
9 หัดฝันกลางวันบ้างเพราะจะทำให้เกิดจินตนาการที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
10 พยายามรับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติและปรุงแต่งน้อยที่สุด
11 ดื่มน้ำผลไม้สด ชาเขียว น้ำสะอาด หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน แต่เล็กๆน้อยๆก็พอได้
12 ทำให้คนรอบข้างหัวเราะให้ได้อย่างน้อย 3 คนทุกวัน
13 อย่าสนใจข่าวลือที่ทำให้เกิดความเครียดมากขึ้น
14 พยายามเรียนรู้จากการผิดพลาด และจำไว้เสมอว่าจะจำแค่การป้องกันการผิดพลาดซ้ำเท่านั้นโดยไม่เก็บความผิดพลากมาทำให้ชีวิตไม่สดใส
15 รับประทานอาหารเช้าอย่างราชา อาหารกลางวันอย่างคนธรรมดา และอาหารเย็นอย่างยาจก
16 อย่าอยู่แต่ในบ้าน ในห้องทำงาน ให้ออกไปสังสรรค์กับตนอื่นๆในสังคมบ้าง
17 ยิ้มให้มากขึ้น หัวเราะให้มากขึ้น
18 อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไป ต้องรู้จักรอโอกาส เมื่อโอกาสมาต้องฉวยโอกาส และถ้าทำได้ต้องพยายามเพิ่มโอกาสให้ตัวเองเป็นประจำ
19 หาเวลากอดแสดงความรักแก่คนที่ควรกอดบ้างเป็นประจำสม่ำเสมอ
20 เพราะชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก พยายามทำชีวิตให้มีคุณค่ามากที่สุด
21 อย่าซีเรียสกับชีวิต หัดร้องเพลงสบาย...สบาย เสียบ้าง
22 ไม่จำเป็นอย่าโต้เถียงใคร และถ้าต้องโต้เถียงก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องชนะเสมอไปเช่นกัน
23 อย่าสนใจหรือจดจำอดีตมากนัก จงมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และมีความหวังในอนาคต
24 อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร เพราะแท้จริงแล้วเรากำลังแข่งขันกับตัวของเราอยู่ พยายามเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองก็พอแล้ว
25 คุณเท่านั้นที่เป็นคนรับผิดชอบในการมีความสุขของคุณไม่ใช่ใครที่ไหนเลย
26 ความคิดเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของฟ้า ทำให้ดีที่สุด เป็นคนดีให้ถึงที่สุด และท้ายที่สุดความสุขก็จะเป็นของคุณเสมอ
27 พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน เพราะจะทำให้รู้สึกเป็นหนุ่มสาวเสมอ
28 ใครจะคิดอย่างไรเป็นเรื่องของเขา คุณไม่สามารถที่จะไปควบคุมบังคับความคิดของใครได้
29 จงพอใจในตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง การแต่งตัว การงาน เพราะจะทำให้คุณเกิดความมั่นใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหวังและมีความสุข
30 ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเสมอ ไม่ว่าเรื่องดี...หรือเรื่องร้าย ไม่มีอะไรที่ดำรงคงทนตลอดไป
31 อย่าลืมหาตัวช่วยไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาเจ็บป่วยหรือเวลาคับขัน ตัวช่วยจะมาช่วยคุณได้
32 หัดปฏิเสธสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของคุณบ้าง
33 อย่าเสียเวลาโดยไม่จำเป็นที่จะพยายามทำให้คนที่ไม่รักคุณกลับมารักคุณ สู้ให้เวลากับคนที่รักคุณและตอบแทนความรักของเขาให้เทียบเทียมกับที่เขามอบให้จะดีกว่
34 พยายามบอกตัวเองเป็นประจำว่า...สิ่งที่ดี ๆ กำลังจะมา
35 ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการให้ความช่วยเหลือแก่คนที่ต้องการความช่วยเหลือโดยไม่ต้องหวังว่าเขาจะตอบแทน เพราะความสุขจากการให้นั้นเป็นความสุขที่ง่ายมากที่จะได้รับ
36 ถ้าสามารถที่จะมีเซ็กส์ที่สดใสได้ก็มีซะนะคุณนะ เพราะเซ็กส์ที่สุขสมทำให้ชีวิตยืนยาว
37 โทรหาคนในครอบครัวของคุณทุกวันที่ทำได้ บอกพวกเขาว่าคุณรักเขาและคิดถึงเขาเสมอ
38 ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคุณเสมอ การตั้งจิตอธิษฐานถึงสิ่งที่ดี ๆ ก่อนนอน และในตอนเช้านั้น จะทำให้สิ่งที่ดี ๆ ในชีวิตเกิดขึ้นกับคุณเสมอ
39 จำเฉพาะสิ่งที่ดี ๆ เท่านั้น....สำคัญที่สุด
40 ถ้าคิดว่าทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้คุณมีความสุข ช่วยส่งต่อด้วย
วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ ขออนุญาติเก็บบทความของ Mudley Group ไว้อ่านเตือนใจบ่อย ๆ หน่อยนะครับ
เขียนตอน pantip 2008-2009 ครับ ทบทวนอีกทีนะครับเผื่อใครจะหวังทางลัดจากเส้นทางนี้
####
สิ่งสำคัญลำดับต้นๆ
1. Money Management สามารถเปลี่ยนผู้แพ้ระยะสั้นๆเป็นผู้ชนะในระยะยาวได้ ส่วนผู้ชนะในระยะสั้นหากไม่รู้จักวิธีนี้ ก็จะกลายเป็นผู้แพ้ในระยะยาว
2. วินัย เมื่อเรามีวินัยในการฝึกฝนอะไรก็แล้วแต่ โดยเราใช้เวลาอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน เพราะมีกฏข้อ 1 มาช่วย ก็จะทำให้เรามี Skill เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ไม่ต่างกับนักดนตรี หรือนักกีฬา ที่มีโอกาสฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ บางคนไม่มีโอกาสฝึกฝนเพราะต้องเจ็บตัวออกจากตลาดเร็วไป
3. สัญชาตญาณ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น ซึ่งจำเป็นอย่างมาก กรณีเราต้องออกไปต่อยอดในตลาดที่มีผู้เล่นที่เชี่ยวชาญมากๆ Skill จะไม่แตกต่างกันสักเท่าไร แตกต่างกันที่สัญชาตญาณนี่ละครับ
การอยู่ในตลาดเกมส์การเงิน เราต้องรับรู้ความพ่ายแพ้บ้างครับ บางคนรับไม่ได้กลายเป็นแค้นจะลงหนักขึ้นเพื่อเอาคืน สุดท้ายขาดสติเสียวินัย จบไปหลายคนครับ มีหลายคนเลย บางคนเป็นถึง fund manager ระดับโลก ไม่เคยผิดพลาดขนาดหนักมาก่อน พอมาพลาดครั้งเดียว รวนไปหมด พยายามเอาคืน สุดท้ายก็ล้มละลาย จบชีวิตสายงานนี้ไป
หากเราออกแบบระบบที่รู้จักแพ้บ้าง เราจะกลายเป็นผู้ชนะเองครับ เพราะคนส่วนมากต่างก็ค้นหาวิธีการที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่อยากผิดพลาด ส่วนผมชอบที่ออกแบบโมเดลที่ว่า 'เกิดอะไรขึ้นก็สามารถอยู่ในตลาดในตลอด' พออนาคตคุณสามารถฝึกฝนได้นาน skill ก็จะตามมา ท้ายสุดสัญชาตญาณก็จะตามมาครับ
การลงทุนที่แท้จริงนั้น เราต้องสร้างสินทรัพย์ขึ้นบนผลตอบแทนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจครับ ถ้าใครบอกเราว่ามีวิธีการไหนที่รวยเร็วนี่ให้ระวังไว้ก่อนครับ เพราะวิธีการสร้างสินทรัพย์ที่แท้จริงและมั่นคงนั้นไม่มีวิธีไหนที่รวดเร็วครับ
ผมเน้นย้ำเรื่องความอดทนและการฝึกฝนมาก เพราะตัวผมเองไม่ใช่คนเก่งอะไรอย่างแน่นอน
ตลาดหุ้นนั้นไม่ต้องใช้วิชาการที่มากมายและซับซ้อน เพียงแต่ใช้วิชาเรื่องความเข้าใจสัจธรรมของคนเท่านั้นครับ ถ้าตลาดหุ้นเป็นเรื่องของวิชาการแล้ว ผมเชื่อว่า ไอสไตนส์ หรือ ไอแซค นิวตัน คงจะไม่สูญเสียเงินของตัวเองอย่างมากไปในการลงทุนอย่างแน่นอน
- MudleyGroup -
+++ เริ่มปรับตัวอีกรอบ หลังจากเริ่มเข้ามาเทรดหุ้นไทย ด้วยการผสมผสาน ประสบการณ์จาก FOREX และ Money Management, RISK ต่าง ๆ
เขียนเก็บเป็นบันทึกไว้ เพื่อใช้เทียบกับการทดลองปลายทาง กำหนดการประเมินภายในสิ้นปีนี้ก่อนรอบแรก หลังจากไปหมกหมุ่นกะ FOREX ช่วง ที่ SET ลดกระหน่ำซำเมอร์เซลล์ ลดแลกแจกแถม จะหุ้นพื้นฐานดี พื้นฐานเด่น ใครเล่นก็ได้ลดราคาเกินครึ่งเกือบหมดทั้งตลาด ส่วนตัว...เหมือนเดิมรอดเพราะ MACD และ Candlestick แต่ก็สะบักสะบอมตอนก่อนออกเพราะดันไปเล่น Day Trade กะแก้เสี้ยน เลยโดนเสี้ยนตำมือเข้าให้...ดีชั่ว รู้หมด แต่อดไม่ได้ เพราะปัญหาคือ ติด...อยาก...เทรด เลยมาเลิกได้ตอน รู้จัก FOREX ก็เรียกว่า โชคดีพอสมควร ถ้าไม่มี FOREX มาแทรก ผมก็คงเจ็บอีกหลายดอกเหมือนกัน เพราะคิดว่าคงต้องหาทางเข้าไปเล่น ตอนมันดีด นั่น นี่ โน่น ตามประสาเม่าไทย ใจเกินร้อย
หลังจากการอ่าน ศึกษา FOREX ทั้ง VDO, E-Book เว็บต่าง ๆ เรียกว่าอ่านจนแทบอ๊วกกว่า 2 เดือน และได้ทดลอง ทดสอบอะไรหลายอย่าง กลับมาจัดระบบกับหุ้นไทยสักกะหน่อย
+++ รวม Indicator ของ MT4 ที่จ้างให้น้องพัฒนาระบบ Alert ด้วยเสียงและใส่ระบบ Buy-Sell เป้าหมายเพื่อทดลอง ทดสอบ และเพิ่มความรู้
ได้ idea มา คือแทนที่เราจะมานั่งเขียน หรือหา Indicator ต่าง ๆ เอง ไม่เอาดีกว่า....คงช้า คำนวณต้นทุนเวลาแล้ว ...แพงมากเกิ๊น ..อีกอย่าง ความสามารถเรายังไม่ถึงขนาดนี้แน่ ๆ แต่ถ้าให้แกะและแก้ไขต่อน่าจะพอไปได้ และถ้าทำเองอาจจะไม่ถึงเป้าหมายแน่ ๆ เพราะเป้าหมายคือ ต้องการ คิด ปรับ แต่ง เปลี่ยน ทดสอบ Model ต่างๆ ได้เองในอนาคต เลยสรุปว่าจะจ้างให้น้องที่สอน MT4 ช่วยทำระบบ Alert, และใส่สัญญาณซ์้อ ขาย ตามเงื่อนไข ที่กำหนดให้ แล้วเราค่อยศึกษา และปรับแต่งต่อ เพราะคงต้องผสมผสานทั้งประสบการณ์ วิธีการเทรด นิสัยการเทรดของเราผสมเข้าไปด้วย อีกอย่างตอนนี้พื้นฐานเราก็พอจะได้บ้างแหละ เลยขอทำบันทึกเหตุการณ์ไว้หน่อย ....
งานที่ 1 วันที่ 8-Sep-2013
ชื่อไฟล์ Heiken Ashi Real Test 1
ความต้องการ
- ซื้อขาย ตามจุด Cross เลย
- Alert (มีแล้ว)
- มี Option เผื่อให้สามารถซื้อได้ในแท่งที่ 2 หลังจาก cross กัน swing มากไป
__________________________________
งานที่ 2 วันที่ 8-Sep-2013
ชื่อไฟล์ Heiken Ashi Real Test 1
ความต้องการ
- ซื้อขาย ตามจุด Cross เลย
- Alert (มีแล้ว)
__________________________________
งานที่ 3 วันที่ 9-Sep-2013
ชื่อไฟล์ Regression_Analysis
ความต้องการ
- ต้องการ Alert เพื่อ ราคา แตะเส้น สีน้ำเงิน ถ้าแตะบน เรียนกว่า Upper ถ้าล่างเรียก Lower
__________________________________
งานที่ 4 วันที่ 9-Sep-2013
ชื่อไฟล์ #Forex Freedom
ความต้องการ
- Alert พร้อม play sound เมื่อ มีการเปลี่ยนจาก แดง กี่ bar ก็ได้มาเป็นเขียวหมด และเปลี่ยนจาก ไรก็ได้ มาเป็นแดงหมด ให้ alert
__________________________________
งานที่ 5 วันที่ 9-Sep-2013
ชื่อไฟล์ RealCloud
ความต้องการ
- Alert พร้อมเสียง และ สัญญาณ ซ้อ ขาย ตอนสีสลับ
__________________________________
งานที่ 6 วันที่ 9-Sep-2013
ชื่อไฟล์ Non Repainting SuperTrend
ความต้องการ
- Alert พร้อมเสียง และ สัญญาณ ซ้อ ขาย ตอนสีสลับ
__________________________________
งานที่ 7 วันที่ 9-Sep-2013
ชื่อไฟล์ TwoPoleSuperSmooth
ความต้องการ
- Alert พร้อมเสียง และ สัญญาณ ซ้อ ขาย ตอนสีสลับ
__________________________________
งานที่ 8 วันที่ 9-Sep-2013
ชื่อไฟล์ GaussianRainbow
ความต้องการ
ความต้องการ
- Alert พร้อมเสียง และ สัญญาณ ซ้อ ขาย ตอนที่สี เรียงกันได้แบบลูกศรเขียวคือซื้อ และ ปิด order เมื่อมีเส้นใดเส้นหนึ่งตัดลงมา และ เปิด order sell เมื่อ ทุกเส้นสีเรียงกัน แบบลูกศรแดง และปิดเมื่อ มีเส้นใดเส้นหนึ่งตัด
__________________________________
งานที่ 9 วันที่ 13-Sep-2013
ชื่อไฟล์ AutoTrendline by Fractal อันเก่าที่เราทำกันนะแหละ
ความต้องการ
- Alert + Sound ทุก Actionเหมือนเดิม
- Buy เมื่อ ราคาที่ Break คู่ LH ออกมาเกิน 1.5 เท่าของแท่งเทียนแท่งแรกที่ Break (ซึ่งมันก็คือแท่งที่ 2 เป็นต้นไป... เน้นว่าเป็นต้นไป โดยจะมีการสั่งซื้อ เมื่อ ราคา มากกว่า 1.5 เท่าของแท่งเทียนแท่งแรกที่ทะลุออกมา
- ขายเมื่อ ราคา หลุดคู่ HL เช่นกัน ขายหลังจากที่ ราคา มีค่าน้อยกว่า แท่งเทียนแท่งแรกที่หลุด 1.5 เท่า
- Buy เมื่อ ราคาเปิดของแท่งที่ 2 > คู่ HH มากกว่า 1.5 เท่าของแท่งที่ Break และขายเมื่อราคา < คู่ HH หรือหลังการเกิด HH ที่เกิดต่อจากการตัดของ HH ก่อนนั้น
- Sell เมื่อ ราคาเปิดของแท่งที่ 2 มากกว่า 1.5 เท่า ของ > คู่ LL ขายเมื่อ เกิด LL อีกอัน
......... เป้าหมายที่ตกลงกันกับน้อง... 100 SET
วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ หุ้นน่ากลัว : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
หุ้นน่ากลัว : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การที่ลงทุนในตลาดหุ้นมานานมากและได้เห็นเหตุการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้บริหารจำนวนมากในตลาดทำให้ผมพบความ “ไม่โปร่งใส” ในการบริหารงานในบริษัทจำนวนมาก บางเรื่องก็เป็น “ความจำเป็น” ทางธุรกิจ บางเรื่องก็เป็นการกระทำของผู้บริหารที่เอาเปรียบหรือโกงบริษัท บริษัทที่มีอาการหรือพฤติกรรมเหล่านี้มักจะมีลักษณะหรือโครงสร้างของการทำธุรกิจที่ “เอื้ออำนวย” ให้เกิดการโกงได้ง่าย การโกงนั้น บางทีก็ทำให้บริษัทถึงกับล้มละลาย แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ทำให้ผลประกอบการไม่ดีหรือลุ่ม ๆ ดอน ๆ ดังนั้น สำหรับผมแล้ว การลงทุนในหุ้นเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ “น่ากลัว” และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และถ้าหุ้นไม่ถูกจริงหรือมีประเด็นที่น่าสนใจจริง ๆ แล้ว ผมก็จะไม่ลงทุน และต่อไปนี้คือบางส่วนของหุ้นที่ผมคิดว่า “น่ากลัว”
หุ้นกลุ่มแรกก็คือ หุ้นของบริษัทที่รับงานจากหน่วยงานของรัฐเช่น งานรับเหมาก่อสร้างโครงการต่าง ๆ เหตุผลก็เพราะว่างานเหล่านี้มักจะต้องมี “รายจ่ายพิเศษ” ที่เราคาดการณ์ไม่ได้ รายจ่ายนี้คือรายจ่ายที่บริษัทต้องจ่ายเพื่อให้ “ได้งานและเพื่อที่จะสามารถส่งมอบงานอย่างไม่ติดขัด” จริงอยู่ บริษัทมักจะรวมค่าใช้จ่ายนี้ไว้แล้วเวลาเสนอราคา แต่การเปลี่ยนแปลงในระหว่างที่กำลังทำงานก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้บริษัทขาดทุนได้ นอกจากนั้น การที่บริษัทมีรายจ่ายพิเศษที่ต้องจ่ายออกไปให้คนอื่นโดย “ไม่มีใบเสร็จ” อยู่แล้ว การที่บริษัทจะจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อให้กับผู้บริหารหรือคนที่ทำเรื่องจ่ายจึงเป็นเรื่องง่ายและตรวจสอบไม่ได้ ผลก็คือ กำไรของบริษัทอาจจะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่ารายจ่ายพิเศษจะมีมากน้อยแค่ไหน และนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมหลาย ๆ บริษัทที่มียอดขายมากมายแต่กลับไม่มีกำไรอยู่บ่อย ๆ
หุ้นกลุ่มที่สองที่ “น่ากลัว” คือ บริษัทที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านดีลเลอร์รายใหญ่ ๆ หรือตัวแทนที่ผู้บริหารเป็นเจ้าของ ประเด็นก็คือ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้น มักมียอดขายที่สูงมากแต่มีมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายต่ำ หากผู้บริหารต้องการทำกำไรให้ตนเองสูงสุด เขาก็สามารถลดราคาขายให้กับดีลเลอร์ที่เป็นบริษัทส่วนตัว อาจจะเป็นเปอร์เซ็นต์เพียงเล็กน้อยแต่เขาก็จะได้เงินมาก และนั่นก็ทำให้บริษัทเสียหายและกำไรน้อยลงหรือไม่ได้กำไรเลย ดังนั้น การลงทุนในหุ้นแบบนี้ นักลงทุนจึงคาดผลประกอบการได้ยากและมีโอกาสเสียหายหนักถ้าเจ้าของหรือผู้บริหารไม่โปร่งใส
หุ้นกลุ่มที่สาม ที่ผมรู้สึกไม่สบายใจและกลัวว่าผู้บริหารอาจจะไม่โปร่งใสก็คือ บริษัทที่ซื้อกิจการหรือทรัพย์สินขนาดใหญ่จากบริษัทหรือคนที่ “ตรวจสอบไม่ได้” หรือเป็นคนที่ไม่มีความน่าเชื่อถือพอ ประเด็นก็คือ ราคาที่จ่ายไปนั้นอาจจะสูงเกินไปมาก หรือกิจการมีคุณสมบัติที่แย่หรือกำลังจะย่ำแย่ลง แต่เหตุผลที่ซื้อในราคาแพงนั้น อาจจะเป็นเพราะซื้อแล้วมี “เงินทอน” ให้กับผู้บริหารจากคนที่ขายซึ่งตรวจสอบไม่ได้เนื่องจากเป็นบริษัทเอกชนหรือเป็นบุคคลธรรมดา ในกรณีแบบนี้ ในที่สุดแล้ว บริษัทก็จะเสียหายเนื่องจากกิจการหรือทรัพย์สินที่ซื้อมาไม่สร้างผลตอบแทนที่ดีคุ้มค่ากับเงินที่บริษัทจ่ายไป
หุ้นกลุ่มที่สี่ ที่ผมรู้สึกกลัวตลอดเวลาถ้าต้องถือหุ้นไว้ก็คือ หุ้นของบริษัทที่มีลูกหนี้มากเมื่อเทียบกับยอดขายหรือขนาดทรัพย์สินหรือขนาดของเงินทุนของบริษัท โดยเฉพาะถ้าลูกหนี้นั้นไม่ได้เป็นบริษัทหรือกิจการที่มีขนาดใหญ่ที่มีเรทติ้งที่ดีมาก เหตุผลก็คือ ลูกหนี้นั้นอาจจะเบี้ยวหนี้หรือกลายเป็นหนี้เสียและทำให้บริษัทเสียหายหนัก บางครั้งอาจจะล้มละลายได้ การที่ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสียนั้นก็อาจจะมีได้หลายสาเหตุซึ่งรวมถึงภาวะทางเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมที่ตกต่ำลงอย่างหนัก หรือเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้บางรายที่เป็นลูกค้ารายใหญ่มาก หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็คือ เป็นลูกหนี้ที่เป็นกิจการของผู้บริหารที่ตั้งขึ้นเพื่อที่จะ “โกงบริษัท” ตั้งแต่แรกก็เป็นไปได้
หุ้นกลุ่มที่ห้า ที่ไม่ใช่เรื่องของการโกง แต่เป็นบริษัทที่มีหนี้มากในขณะที่กิจการมีความไม่แน่นอนของผลประกอบการสูงเนื่องจากเป็นกิจการที่ขายสินค้าที่เป็นวัฏจักรหรือสินค้าที่มีความเป็นโภคภัณฑ์สูง ประเด็นก็คือ ในยามที่เกิดความยากลำบากขึ้น บริษัทอาจจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ซึ่งทำให้บริษัทมีปัญหาทางการเงินหนัก บางทีอาจจะถึงกับล้มละลายได้ หรือในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นมาก ผลกำไรของบริษัทก็อาจจะถูกกระทบอย่างมีนัยสำคัญได้
หุ้นกลุ่มที่หก ที่บ่อยครั้งคนในวงการนักเล่นหุ้นชอบมากเพราะเป็นหุ้นกลุ่มที่อาจจะให้ผลตอบแทนในระยะสั้นหวือหวา แต่สำหรับผมที่เน้นการลงทุนในพื้นฐานและเป็นการลงทุนระยะยาวแล้ว กลับเป็นหุ้นที่น่ากลัว เนื่องจากผมไม่ใคร่เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดี หลายครั้งผมรู้สึกด้วยว่ามันเป็น “เกมปั่นหุ้น” ที่อาจจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวได้มาก และทำให้คนที่รู้ขายทำกำไรไปก่อน แล้วทิ้งให้คนที่มาทีหลังหรือคนไม่รู้รับความเสี่ยงไป และนี่ก็คือหุ้นของบริษัทที่มี “วิศวกรรมการเงิน” หรือการ “ปรับโครงสร้าง” ใหญ่ ๆ ของบริษัทตลอดเวลา โดยที่ผลิตภัณฑ์หรือการดำเนินการหลักของบริษัทนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนอะไรที่สำคัญและก็ไม่ใช่ธุรกิจที่ดีเลิศอะไรนัก
บริษัทที่น่ากลัวในกลุ่มที่หก ก็เช่น บริษัทที่เปลี่ยนแปลงหรือมีธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีนัยสำคัญสูงอยู่เรื่อย ๆ บางทีนอกจากธุรกิจใหม่แล้ว ชื่อของบริษัทก็ถูกเปลี่ยนไปตามแนวของธุรกิจใหม่จนเราจำไม่ได้ว่าเดิมบริษัทชื่ออะไร ความน่ากลัวอยู่ที่ว่า ธุรกิจใหม่นั้นอาจจะไม่ดีและทำให้ผลประกอบการเลวลงเนื่องจากบริษัทอาจจะไม่มีความสามารถหรือประสบการณ์พอในการทำงาน เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าของเดิมบริษัทก็ทำไม่ได้ดีอยู่แล้ว ของใหม่จะทำได้เหนือกว่าคู่แข่งได้อย่างไร!
นอกจากเรื่องของการเปลี่ยนธุรกิจไปเรื่อย ๆ แล้ว บริษัทที่ “ใช้เครื่องมือทางการเงิน” อย่างพร่ำเพรื่อ โดยที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ก็เป็นสิ่งที่ผมมักจะกลัว ตัวอย่างเช่น การแตกพาร์จาก 1 บาทเหลือ 25 สตางค์ เพื่อ “เพิ่มสภาพคล่อง” ของหุ้น ทั้งที่ราคาหุ้นก็ไม่ถึง 10 บาทอยู่แล้ว หรือการออกวอแรนต์แจกให้ผู้ถือหุ้นมากมายหลาย ๆ ชุดต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ จนวอแรนต์นั้นมีสัดส่วนอาจจะเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นทั้งบริษัท แบบนี้ผมก็ถือว่าไม่สมเหตุผล ประเด็นก็คือ ผมคิดว่าผู้บริหารไปเน้นการ “บริหารหุ้น” มากกว่าการบริหารกิจการ และดังนั้น การเข้าไปซื้อหุ้นที่มีคนบริหารนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะเราอาจจะเข้าไปซื้อที่ราคาแพงเกินไปมากได้
หุ้นกลุ่มสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือหุ้นที่ “กินก่อน จ่ายทีหลัง” ตัวอย่างเช่น สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้แก่กิจการธุรกิจ สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้เพื่อซื้อสินค้าหรือบริการแบบเงินผ่อน บริษัทประกันภัย เป็นต้น บริษัทเหล่านี้นั้น เมื่อขายบริการหรือผลิตภัณฑ์ของตน พวกเขาก็จะกำไรทันทีในระยะสั้น แต่ต้นทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นยังไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับลูกค้าหรือเหตุการณ์ในอนาคตว่าบริษัทจะได้รับเงินคืนหรือไม่ แต่โดยธรรมชาติของคนก็คือ เราอยาก “กินก่อน” อนาคตไม่แน่นอนอย่าไปคิดมาก เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าลูกค้าเสีย เจ้านายก็อาจลืมไปแล้วว่าใครเป็นคนทำ ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ธุรกิจแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะเราอาจจะคิดว่าบริษัทกำลังโต กำลังดีขึ้น ทั้งที่อาจจะไม่จริงเพราะในที่สุด บริษัทอาจจะต้อง “จ่ายหนักทีหลัง” นั่นก็คือ บริษัทเสียหายอย่างหนัก
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหุ้นที่น่ากลัวสำหรับผม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะลงทุนไม่ได้ เพียงแต่ว่าเราจะต้อง Discount หรือลดมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นลง นั่นก็คือ หุ้นจะต้องมีราคาต่ำพอที่จะคุ้มสำหรับการลงทุน
หุ้นน่ากลัว
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โลกในมุมมองของ Value Investor
13 ตุลาคม 56
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)























