วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ หัวข้อนี้จะไว้ลองเก็บการอ่านค่ากราฟ Indicator ของ Indices ต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลวิเคราะห์ไปเรื่อย ๆ

*** หมายเหตุ... เผื่อใครผ่านมาอ่านนะครับ อย่าเข้าใจผิด นี่ไม่ใช่การบอกว่ามันจะขึ้นหรือลง แต่ผมอ่านค่าจากกราฟ เพื่อใช้วางแผนกลยุทธ์ต่างๆ เท่านั้น ...ค่า Indicator ต่างๆ มันเปลี่ยนแปลงทุกวัน ตามค่าใหม่ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ผมจะมีการปรับแต่ง วางแผนตลอด แต่ผมทำ Note เพื่อไว้ติดตาม ตรวจสอบย้อนหลังเท่านั้น เพราะกลยุทธ์การเทรดและการลงทุนของผมนั้น ยังมีเครื่องมือ และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ประกอบระหว่างการเทรดอีกมาก ...อ่านเพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ สังเคราห์ และตัดสินใจต่อเอง


13-Oct-2013 **********************************************************************

     อ่านภาพ SET รอบนี้ ภาพ Daily มีโอกาสขยับขึ้น แต่ไม่รู้จะแรงหรือเปล่าต้องรอ SAR ที่จะกลับตัว น่าจะสัก อังคาร แต่ถ้าลงแรงก็คงเสียทรงไปเลย ภาวนาให้ SAR ย้ายไปล่าง เพื่อจะได้ให้ SET ดูคึกคักหน่อย

     ส่วน Weekly Graph โดยรวมทรง ๆ มีแรง แต่ราคาโดนกดหนักพอควร โดยรวมส่วนตัวผม คงกล้าเล่นตามปกติ ลงทะยอยซื้อ ขึ้นทะยอยขาย เก็บของตอนเย็นๆ ตามสูตร แต่จะไม่เน้นหุ้นเล็ก จะเล่นหุ้นฐานที่ปลอดภัย อาจจะตัวใหญ่หน่อย ...

SET Daily Chart ประจำ 14-18 Sep 2013

     ถ้าดูจากเส้นแนวโน้ม ตอนนี้คือจุดเสี่ยงมากเกินไปที่จะถือหุ้นเยอะหรือถือยาว เพราะว่าแนว 1450 คือแนวต้าน  แลถ้ามองจาก regression เดาว่า ไม่น่าผ่าน 1488 ดังนั้นถ้า SET ยังฝืนขึ้นไปก็ต้องระวังแถวนี้ โอกาสผ่านยาก Bolinger ก็ไม่มีกำลังใด ๆ ADX ก็กำลังต่ำมาก ส่วน MACD อยู่ในภาพจุดเสี่ยง ส่วน Elliott Wave ต่างๆ นั้น ภาพไม่ดี เดาจากรูปการณ์ ถ้า SET ขึ้นควรจะทะยอยขาย และรอมารับละแวก 1385 ซึ่งน่าจะเอาอยู่

     มอง DOW ช่วงนี้และต่อๆ ไป DOW จริๆง อยู่ในช่วงจบ WAVE 5 และเข้าสู่ขาลง แต่เมื่อปลายทิตย์ก่อนมีข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการเจรจาเกี่ยวกับเพดานหนี้...ก็ดีดรับข่าว ทะลุ Regression ขึ้นไป ..แต่ถ้ามองโดยรวม ไม่ได้น่าไว้ใจ PTI>35 ...คือตอนนี้ 65 เป็นการยืนยันว่ามีโอกาสที่จะเกิด WAVE 5 ขาลง ...ซึ่งอาจะจทำให้ DOW มีโอกาสหลุด 1400 ด้วยซ้ำ ดังนั้นต้องระวังให้ดี ขึ้นแรง ลงแรง  เว้นถ้ามันวิ่งทะลุ 15260 ได้ก็มีสิทธิได้ไปต่อ 

































+++ ทำชั้นเก็บหนังสือ เผื่อหยิบมาทวนไรได้ง่ายๆ หน่อย ....เพียบเลย




















วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ Government Shutdown คืออะไร กระทบยังไงบ้าง

     Government Shutdown เป็นภาวะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยุติการจ่ายงบประมาณให้กับหน่วยงานต่าง ๆ เป็นการชั่วคราว ยกเว้นหน่วยงานหรือบริการที่สำคัญเท่านั้น โดยหน่วยงานสำคัญที่ว่านี้ อาทิ หน่วยงานด้านสาธารณสุข สำนักงานสภาพอากาศแห่งชาติ บริการไปรษณีย์ กองทัพ หน่วยจัดการจราจรทางอากาศ เป็นต้น และเมื่อรัฐบาลยุติการจ่ายงบประมาณให้หน่วยงานบางหน่วยแล้ว ก็จะทำให้หน่วยงานนั้นต้องปิดตัวลงชั่วคราว เพื่อรองรับวิกฤตงบประมาณที่เกิดขึ้น จนกว่าจะได้รับงบประมาณจัดสรรมาสนับสนุน เพื่อให้หน่วยงานดำเนินการหรือเปิดให้บริการต่อไปได้  สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญวิกฤติหนัก หลังไม่สามารถพิจารณาการจัดสรรงบประมาณประจำปี ได้ทันกำหนด ส่งผลให้รัฐบาลกลางกลายเป็นอัมพาต และต้องเข้าสู่ภาวะ 'shut down' ครั้งแรกในรอบ 17 ปี ซึ่งจากภาวะดังกล่าวส่งผลให้ข้าราชการอย่างน้อย 100,000 คน ต้องหยุดงาน และไม่มีการรับรองว่าจะได้เงินย้อนหลังหรือไม่

     สำหรับสาเหตุของภาวะหน่วยงานรัฐบาลปิดตัวนั้น มีจุดเริ่มต้นโดยตรงจากการที่วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีความเห็นไม่ลงรอยกัน เมื่อวุฒิสภามีมติคัดค้านเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี ก็ทำให้สภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณฉบับใหม่ได้ และเมื่อความขัดแย้งนี้ยังคงยืดเยื้อและดำเนินมาเรื่อย ๆ จนถึงช่วงครบกำหนดช่วงงบประมาณ หรือช่วงเส้นตายแล้วก็ยังคงไม่ได้ข้อสรุป งบประมาณจึงไม่ได้รับการอนุมัติไปยังหน่วยงานราชการหลายหน่วย ทำให้พนักงานในหน่วยงานนั้นต้องพักงานและไม่ได้รับเงินค่าจ้างในช่วงพักงานนี้

    โดยเว็บไซต์ และทวิตเตอร์ ของหน่วยงานรัฐบาลในสหรัฐอเมริกา เช่น เว็บของอุทยานแห่งชาติเทพีเสรีภาพต้องปิดตัวลงชั่วคราวหลังเหตุรัฐบาลเป็นอัมพาต เว็บไซต์ขององค์การนาซา ก็ไม่สามารถเข้าชมได้เนื่องจากระบบให้บริการบางส่วนถูกปิด ส่วนเว็บของทำเนียบขาวเองก็ไม่มีการอัพเดตความเคลื่อนไหวใดๆ เพิ่มเติม กรมรักษาความมั่นคงภายในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ไม่สามารถตอบกลับอีเมล์ผ่านเว็บไซต์ได้

     ด้านช่องทางการสื่อสารระหว่างหน่วยงานภาครัฐบางส่วนกับประชาชน ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งปกติพลเมืองชาวอเมริกันจะสามารถตั้งคำถาม หรือข้อสงสัยผ่านทางเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาลกลาง และทวิตเตอร์ได้ แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาระบบการตอบรับอีเมล์สาธารณะไม่สามารถทำงานได้ทั้งของกระทรวงยุติธรรม และกรมรักษาความมั่นคงภายในประเทศ


ผลกระทบและสาเหตุุการปิดทำการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หลังจากรัฐสภาไม่ผ่านการพิจารณางบประมาณประจำปี (ข้อมูลจาก http://www.voathai.com/)

1 การปิดทำการจะมีผลต่อความสัมพันธ์ต่อสังคมสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกหรือไม่

- งานบริการด้านกงสุล กงสุลสหรัฐ ในต่างประเทศ จะยังคงดำเนินงานตราบเท่าที่มีงบประมาณเพียงพอที่จะสนับสนุนในการทำงาน ตามคำสั่งของกระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นบริการ การขอวีซ่า และการทำหนังสือเดินทาง และ การให้บริการแก่ พลเมืองสหรัฐ ในต่างประเทศ จะดำเนินต่อไปเท่าที่สามารถทำได้

- นโยบายการทูต : การเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศ จะถูก จำกัด ให้เฉพาะสำหรับภารกิจเท่าที่จำเป็น เช่นเพื่อความมั่นคงของชาติ หรือ การรับมือภัยพิบัติเหตุฉุกเฉิน ที่เกี่ยวข้องกับ ความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์ หรือ การคุ้มครองทรัพย์สิน

- บริการด้านกรีนการ์ด : งานบริการด้านเกี่ยวกับพิจารณาให้สัญชาติสหรัฐ และการให้บริการตรวจคนเข้าเมือง จะยังคงดำเนินต่อ เพราะกระบวนการขอ บัตรเขียว หรือ การขอถิ่นที่อยู่ถาวรในสหรัฐ ได้รับงบประมาณส่วนใหญ่จาก ค่าธรรมเนียมการใช้บริการ มากกว่างบประมาณจากส่วนกลาง

- หน่วยงานด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ : ส่วนใหญ่ยังคงทำงานตามปกติ เพราะมีความจำเป็นต่อความมั่นคง ปลอดภัยโดยรวม เช่น หน่วยยามฝั่ง และ จนท.ภาษีศุลกากร และ หน่วนงานป้องกันชายแดน พนักงาน เจ้าหน้าที่ ตรวจคัดกรอง ที่สนามบิน แต่อาจจะเกิดความล่าช้าได้ในบางหน่วยงาน 

- หน่าวยงานทางทหาร: ทหาร 1.4 ล้านนายที่อยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่และประจำการ จะยังคงทำหน้าที่ต่อไปแต่จะได้รับเงินภายหลัง ขณะที่ ครึ่้งหนึ่งของเจ้าหน้าที่ พนักงาน พลเรือนกระทรวงกลาโหม จำนวน 400,000 คน จะถูกพักงาน ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งจะทำงานโดยไม่ได้รับเงิน

- การท่องเที่ยว: อุทยานแห่งชาติทั่วอเมริกาการวมทั้งเว็บไซต์จะปิดบริการชั่วคราว รวมไปถึงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์ ที่จะสูญเสียรายได้จากนับล้านค่าตั๋วเข้าชม นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อ ชุมชนใกล้เคียงแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยว


2 ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจจะมีต่อสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก ?

-ถ้าปิดในเวลาไม่กี่วัน จะส่งผลต่อความลำบากทางการเงิน โดยเฉพาะพนักงานที่ถูกพักงานและไม่ได้รับค่าจ้าง 

-ถ้าปิดในเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ รายได้จากการท่องเที่ยว จะเริ่มได้รับผลกระทบ และผู้บริโภคและภาคธุรกิจ จะไตร่ตรองมากขึ้นในการใช้จ่าย

- ถ้าปิดนานกว่านั้น จะส่งผลต่อการชำระหนี้ ของรัฐบาลกลาง ทำหน้าที่นักลงทุนต่างชาติ เริ่มต้องกังวลเกี่ยวกับ ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ และอาจจะสูญเสีย ความเชื่อมั่น ศักยภาพในการใช้จ่าย การให้กู้ยืมเงิน และอัตราดอกเบี้ยจากผู้ให้กู้จากต่างประเทศอาจเพิ่มขึ้น นักลงทุนต่างชาติ ไม่มีความเชื่อมั่นการซื้อ พันธบัตร รัฐบาลสหรัฐ

3 ทำไมรัฐบาลสหรัฐ ต้องปิดทำการ? 
     ตอบง่ายๆ ให้เห็นภาพ รัฐบาลก็เหมือน รถ ที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง นั่นก็คืองบประมาณในการบริหาร หากไม่มีน้ำมันรถก็แล่นไม่ได้ ขณะที่รัฐสภาเป็นเสมือนผู้รับผิดชอบในการเติมน้ำมันในทุกๆ ปีงบประมาณใหม่ 

4 เหตุที่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่สามารถตกลงกับฝ่ายบริหารได้ เพราะ? 
     พรรคริพับลิกันซึ่งถือเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯไม่เห็นด้วยกับ กฏหมายการประกันสุขภาพ หรือ รู้จักกันในชื่อ Obamacare จึงปฏิเสธที่จะลงนามในการจัดสรรงบประมาณประจำปี ที่มีนโยบายดังกล่าว ขณะที่ สมาชิกวุฒิสภาซึ่งพรรคเดโมแครตถือเสียงข้างมาก ก็ปฏิเสธที่จะลงนามอนุมัติงบประมาณประจำปีที่มี กองทุน Obamacare รวมอยู่ด้วย

5 เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนหรือไม่ ?
    ตอบ เกิดขึ้น 17ครั้ง ตั้งแต่ ค.ศ. 1977 จนถึงครั้งล่าสุดซึ่งเป็นเวลายาวนานที่สุด ถึง 21 วันนับจากวันที่ 16 ธันวาคม 1995 ถึง 5 มกราคม 1996

6 วิธีปิดทำงาน จะดำเนินการอย่างไร ในเวลานี้ ? 
     หน่วยงานรัฐบาลกลาง จะมีการแจ้งให้ พนักงาน หรือ     เจ้าหน้าที่แต่ละคนว่า ว่าใคร คือ " จำเป็น " หรือ " ไม่จำเป็น " ที่จะต้องเข้ามาทำงานในสถานการณ์นี้ เจ้าหน้าที่รัฐที่เห็นว่ามีความ เห็นว่า จำเป็น จะยังคง ทำงานตามปกติ ส่วนคนอื่นที่เหลือจะถูกพักงาน ที่บ้าน โดยไม่ได้รับเงินเดือน ส่วนคนที่มาทำงานจะจ่ายให้ภายหลังหากมีการจัดสรรงบประมาณเรียบร้อยแล้ว

7 มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางกี่คนที่จะถูกพักงาน?  
     ประมาณ 800,000 จากจำนวน 2.2 ล้านคนของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางทั่วอเมริกาจะถูกพักงาน อยู่ที่บ้าน โดยไม่ได้รับเงินเดือน 

8 ผู้ที่ถูกพักงานจะสามารถทำงานได้หรือไม่ ? 
     สามารถทำได้ แต่ อาจจะมี ผลกระทบตามมา เพราะในแง่กฏหมายแล้วจะไม่สามารถทำได้ และอาจมีความผิดทางกฎหมาย ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจะดำเนินการ ใด ๆ เกี่ยวกับงานในระหว่างการถูกปิดทำการ ซึ่งรวมไปถึง การตรวจอีเมลของที่ทำงานก็ไม่สามารถทำได้

(ข้อมูลจาก http://www.voathai.com/)


     กรณีของสหรัฐที่แยกงบประมาณเป็นไตรมาส สำหรับไตรมาสที่สองของปี 2011 จะเริ่มวันที่ 1 เมษายน แต่ด้วยสถานการณ์ด้านการเมืองในรัฐสภาที่พรรครีพับลิกันมีคะแนนเสียงมากกว่าพรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีบารัค โอบามา (ดูข่าวเก่า เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ: การโต้กลับของฝ่ายขวา ประกอบ) ทำให้การประชุมสภาต้องขยายเวลาต่อมา และเส้นตายอยู่ที่เที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ 8 เมษายน

     สาเหตุของปัญหางบประมาณปี 2011 เกิดจากรัฐบาลเดโมแครตต้องการตัดงบประมาณลงในหลายๆ ส่วน เพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐที่เรื้อรังมานาน ซึ่งก็ถูกต่อต้านจากฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยม ได้แก่ กลุ่ม Tea Party ซึ่งส่งผลมายังพรรครีพับลิกันด้วย

     สหรัฐนั้นเคยผ่านสภาวะ Government Shutdown มาครั้งหนึ่งแล้วในปี 1995 เมื่อรัฐสภาไม่สามารถหาข้อยุติของร่างงบประมาณที่ประธานาธิบดีบิล คลินตัน เสนอได้ ทำให้หน่วยงานรัฐหลายแห่ง เช่น พิพิธภัณฑ์ การประกันสุขภาพ หน่วยงานทหารผ่านศึก การออกวีซ่าและพาสปอร์ต ฯลฯ ต้องหยุดทำงานเป็นช่วงเวลาประมาณ 21 วัน ก่อนที่รัฐบาลจะสามารถผ่านงบประมาณได้สำเร็จ (รายละเอียดจาก Wikipedia)

     สำหรับวิกฤตงบประมาณสหรัฐปี 2011 นี้ผ่านไปได้แบบ “ฉิวเฉียด” จริงๆ เพราะสุดท้ายแล้วรัฐบาลโอบามาสามารถผ่านงบประมาณได้สำเร็จในเวลา 5 ทุ่มของวันศุกร์ที่ 8 เมษายน เรียกได้ว่าทันก่อนกำหนดเพียงชั่วโมงเดียว

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ 20 ข้อ ที่ควรรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 40 ของคุณ Wisoot Sangarunlert

20 ข้อ ที่ควรรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 40 ของคุณ Wisoot Sangarunlert
ผู้เขียนบอกไว้ว่า เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว บางเรื่องอาจไม่ตรงกับใจ แต่ก็นานาจิตตัง

1. ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไป เอาแค่พอใช้ได้ก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด

2. การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญมาก พอๆ กับการคร่ำเคร่งหน้าตำราเรียน

3. เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่  แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีกนั้นสามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ ก็อย่าหลอกตัวเอง

4. เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่า และสิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ คือ "ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด"

5. หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอโดยเร็วที่สุด เพราะมันจะเป็นเครื่องนำทางของคุณ ในชาตินี้ตลอดไป

6. ซื้อบ้านก่อน ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น  รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด

7. ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมดโดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว

8. การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรก สู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทมุน

9. อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะไม่มีทางรู้ว่า วันหนึ่ง เขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้

10. คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์เป็นสิ่งที่าคัญมากๆ ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้

11. ควรมีงานทำมากกว่า 1 งาน เพราะความมั่นคง ไม่เคยมีบนโลกใบนี้

12. อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้แค่อย่างเดียว เพราะความสามารถของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ

13. เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามา จงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์

14. สร้างเนื้อ สร้างตัวให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็นหนุ่ม-สาว เพราะการฝ่าฟันอุปสรรคในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก

15. ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ยังหนุ่มสาว เพราะเมื่อมีครอบครัว การเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม

16. เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขา แต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสีรยของเขาได้มากแค่ไหน

17. การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้  แต่ความเป็น พ่อแม่ลูก นั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ

18. ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้

19. ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง  อย่าแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว และอีกอย่าง งานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

20. สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอมตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป

ผู้เขียน ยังฝากบอกว่า "หวังว่าข้อความเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์  กับคนรุ่นหลังนะครับ"

ขอบคุณนิตยสาร Mix

+++ 36 ข้อแนะนำในการใช้ชีวิตสำหรับวัยรุ่นยุคปัจจุบัน

36 ข้อแนะนำในการใช้ชีวิตสำหรับวัยรุ่นยุคปัจจุบัน

1.รับผิดชอบตัวเองให้ได้ คือเป้าหมายแรกที่ควรทำหลังเรียนจบ (จากนั้นก็เลื่อนขั้นไปรับผิดชอบครอบครัว)

2.เป้าหมายนึงในการทำงานคือ เพื่อค้นหาว่าตัวเองสามารถทำงานอะไรได้โดยไม่เบื่อ ไม่บ่น เลี้ยงตัวเอง ครอบครัว และแมว ได้ และมีความสุขกับมัน

3.คาดหวังให้น้อย ทำให้มาก และอย่าไปเสียเวลาเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นมากเพราะมีคนที่ดีและแย่กว่าเราเสมอ

4.ทุกสังคมมีกติกา ไม่ชอบกติกาอะไร ไม่จำเป็นต้องต่อต้านด้วยวิธีรุนแรง ใช้เหตุผลคุยกันดีกว่าเสมอ (กับคนที่มีเหตุผล)

5.การนำเสนอเป็นเรื่องสำคัญ หลายๆคนมีไอเดียดีๆ แต่นำเสนอได้ไม่ดีเรื่องนั้นก็ไม่น่าสนใจและไม่ถูกนำไปใช้ในที่สุด

6.เรียกร้องสิทธิของตัวเองเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมที่จะเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย

7.คะแนนภาษาอังกฤษ (TOEIC / TOEFL / IELTS ) เปรียบเสมือนใบผ่านทางเวลาเข้าทำงาน แต่ที่สำคัญมากกว่าคือเราสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้จริงๆ แบบมีประสิทธิภาพแค่ไหนในการสื่อสารในสถานการณ์จริง

8.เลิกอายในการใช้ภาษาอังกฤษ อย่าไปสนใจคนที่บอกว่าเราพูดผิดแกรมมา พูด accent ไม่ดี ตั้งใจฝึกต่อไป ไม่คุ้มที่จะยกเลิกความตั้งใจ เพียงคำพูดไม่กี่คำของใครก็ไม่รู้

9.เราเรียนรู้ภาษาอังกฤษและเรื่องอื่นๆ ได้จากสองทางหลักๆคือ การใช้ (ใช้ให้บ่อย) และความผิดพลาด (จะได้ไม่ทำซ้ำ) ดังนั้นไม่ต้องอายที่เราจะทำผิด (แต่ก็อย่าผิดซ้ำบ่อยเกินไป)

10.ภาษาอังกฤษหรือความรู้ใดๆก็ตาม อย่าไปคาดหวังว่าจะดีขึ้นในชั่วข้ามคืน หรือเวลาไม่นาน เราพูดไม่ได้ ใช้ไม่เป็นมาตั้งนานๆอยู่ๆให้มาพูดได้เลยคงเป็นไปได้ยาก

11.ล้มตอนเด็กๆ เจ็บไม่น้อยกว่าล้มตอนอายุเยอะๆ เท่าไหร่ เพียงแต่เราอาจจะลุกขึ้นง่ายกว่า (เข่ายังไม่เสื่อม) อยากทำอะไรที่ไม่เดือดร้อนคนอื่น ให้ลองทำไปเลย

12.ออกเดินทางให้บ่อย ลองไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนบ้างสัก 6 เดือน ปีนึง สักครั้งในชีวิตถ้าทำได้ พบเจอรู้จักผู้คนและวัฒนธรรมใหม่ๆ ด้วยตัวเอง มันต่างจากการอ่านจากหนังสือหรือดูบน internet เยอะ

13.พยายามสร้างโอกาสให้ตัวเองมากกว่ารอโอกาส

14.การวางแผนสำคัญมากกับชีวิต แม้หลายๆ ครั้งอะไรๆ อาจไม่เป็นไปตามที่เราตั้งใจไว้ แต่การมีแผนสำรองไว้บ้างก็น่าจะดีกว่าไม่มีเลย

15.วีธีที่ง่ายที่สุดสำหรับจัดการกับคนที่เราไม่ชอบหน้า คือไม่ต้องไปยุ่งด้วย อยู่ให้ห่างๆ ถ้าเป็น Facebook ก็กด unlike หรือ unfriend ไป ถ้าเป็นชีวิตจริงก็พยายามอย่าไปอยู่ใกล้ๆเค้า

16.หลายๆ คนที่คิดไม่เหมือนกันกับเรา ไม่จำเป็นต้องไม่ชอบกัน เรื่องของเรื่องคือยากที่ใครจะไปคิดเหมือนกันหมด ไม่จำเป็นต้องแตกแยก ไม่จำเป็นต้องมีผู้ชนะในทุกๆเรื่อง

17.Social media ต่างๆมีประโยชน์มากมาย และมีโทษมหันต์ได้เช่นกัน ก่อนพิมพ์เรามีเวลาคิดเยอะกว่าเวลาพูดซะอีก ให้ใช้แบบระมัดระวัง

18.ถ้าทำผิดพลาด วิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือยอมรับผิด และหาทางแก้ไข การแก้ตัวไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

19.เรียนรู้ที่จะพอใจและมีความสุขกับตัวเองและสิ่งที่ตัวเองมี

20.ถ้าอะไรๆในชีวิตก็ไม่เป็นดั่งใจ คนนั้นคนนี้ก็กลั่นแกล้งเรา โชคชะตาก็รังแกเรา ขนาดแมวที่เลี้ยงไว้ยังข่วน ลองมองตัวเองดูก่อนแก้ไขอะไรที่ตัวเองได้บ้าง ผิดที่ตัวเองหรือเปล่า เพราะเริ่มที่ตัวเองง่ายกว่าไปหวังกับคนอื่น

21.ทำบุญ เพื่อความสบายใจ ช่วยคนที่ลำบากกว่าได้ให้ช่วย แต่ไม่ต้องหวังผล อย่าคิดไปทำบุญเฉพาะตอนที่ลำบากเท่านั้น

22.พ่อแม่อยู่กับเรานานเท่าไหร่ไม่รู้ ใช้เวลากับท่านให้เยอะๆ และพยายามให้เวลาเหล่านั้นเป็นเวลาที่มีคุณภาพ

23.พยายามพัฒนาตัวเองในหลายๆด้าน เพื่ออนาคต

24.คนพูดตรงกับคนพูดทุกอย่างที่ใจคิดโดยไม่สนใจความรู้สึกของผู้ฟังเป็นคนละเรื่องกัน

25.ลงทุนและวางแผนหลายๆอย่างเพื่ออนาคตเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็อย่าลืมที่จะใช้ชีวิตและมีความสุขกับปัจจุบันด้วย

26.ความอดทนเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของความสำเร็จ หากต้องการประสบความสำเร็จในเรื่องใดที่ใหญ่ๆ อย่าไปคาดหวังว่าจะได้อะไรมาง่ายๆโดยเฉพาะอะไรที่ยิ่งใหญ่

27.คนดี คนไม่ดี เป็นเรื่องของบุคคลไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ สถาบันที่เรียน ศาสนา อาชีพ ถิ่นที่อยู่ หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ดูถูกคนอื่นที่เค้าไม่เหมือนเราไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ หน้าตา บุคลิก ฐานะ เพศ รูปร่าง เชื้อชาติ และอื่นๆ ไม่ว่าในกรณีใดๆ

28.หน้าตา รูปร่างที่ดี เป็นใบเบิกทางในหลายๆเรื่องในชีวิตได้ แต่ไม่อยู่คงทน อายุเยอะขึ้นก็อาจไม่สวยหล่อเท่าตอนวัยรุ่น ความสามารถ ประสบการณ์ และทัศนคติช่วยเราได้ในระยะยาวมากกว่า

29.ทัศนคติที่ว่าเป็นคนตรงๆ แรงๆ ไม่แคร์ใครหน้าไหน เกือบจะทุกครั้ง ไม่ช่วยอะไรมากนัก

30.อยากเป็นนายตัวเอง อยากเป็นเจ้าของกิจการ เป็นเรื่องที่หลายๆคนอยากเป็น แต่ก็ไม่เสียหายที่จะเรียนรู้เรื่องความอดทน และทัศนคติในการทำงานจากการทำงานให้คนอื่นด้วย

31.ไม่จำเป็นต้องคิดตามคนอื่น แต่การที่เรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จก็เป็นเรื่องที่ดี (ที่เล่นเกมส์ยังใช้สูตรกันได้เลย)

32.คิดนอกกรอบเป็นเรื่องดี แต่ก่อนหน้านั้นก็ควรจะรู้ก่อนว่ากรอบที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน มีไว้เพื่ออะไร และการมีกรอบนั้นไม่ดีอย่างไรการออกนอกกรอบนั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง (ไม่ใช่อยากออกนอกรอบเฉยๆ)

33.เป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่ได้แปลว่าไม่สำเร็จ ไม่ได้แปลว่าไม่ดี คนเยอะแยะที่ทำงานรับเงินเดือน และประสบความสำเร็จในชีวิต

34.เจ้าของกิจการเองก็ไม่ได้เป็นงานที่สบาย กลับกันความรับผิดชอบและความเสี่ยงสูง หรือกว่าจะสบายก็ต้องสู้กันพอสมควรถึงจะประสบความสำเร็จกันได้

35.เป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่าคนที่ประสบความสำเร็จเค้าโชคดีโดยไม่รู้ว่ากว่าจะถึงตรงนั้นเค้าต้องพยายามมาแค่ไหน

36.ข้อมูลบนอินเทอเนทมีเยอะมากจนน่าตกใจ ให้ใช้วิจารณญาณให้ดีก่อนตัดสินใจเชื่ออะไร (รวมถึงข้อความอะไรยาวๆแบบนี้ด้วย)


เครดิต : เวป Pantip
Share from : Traveller's Trade

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

+++ ไหนๆ ก็ไหนๆ ลอง EMA,MA อีกสักรอบกับ SET ว่าที่เถียงกันทั่วหล้า ว่าใช้เส้นไหนดี ... ลองทดสอบกันหน่อย


     ข้อมูลทั้งหมดต่อไปนี้เป็นเพียงแต่การทดลอง การทดสอบ การหาความรู้ ลองผิดลองถูก และหาข้อมูล ไม่ได้ยืนยัน นอนยันว่าต้องตามนี้หรือต่างจากนี้ผิด อ่าน ศึกษา ใช้เหตุ ผล เพื่อนำข้อมูลต่างๆ ไปตัดสินใจเองนะ เพราะทุกอย่างไม่ได้มีองค์ประกอบเดียว หากแต่มีหลากหลายองค์ประกอบ ทั้งภายใน ภายนอก 

เริ่มจาก Time Frame Daily ตั้งสูตร Optimize สำหรับการหาค่า EMA ที่เหมาะสม


Line1 = Optimize("Line1",2,2,200,1);
Line2 = Optimize("Line2",2,2,200,1);

Buy = Cross(EMA(C,Line1),EMA(C,Line2));
Sell = Cross(EMA(C,Line2),EMA(C,Line1));

มีแค่นี้แหละ...สั้น กระชับ แต่เลิศ

     ผลออกมาแล้ว ตั้งแต่ต้นปีมาถึงสิ้นเดือน Sep 2013 ถ้าใช้ EMA 2,4 9 ในสัญญาณ Day เล่น กับ SET จะทำกำไรได้ประมาณ 16.25%  เลยลองปรับเป็น TF = 30 นาที .... ทำให้ อัตราการทำกำไรขยับไปที่ 38.59% "... ไม่ใช่เล่น ๆ 

..... หยุด EMA ไว้แล้วลองปรับเป็น MA หน่อยดีกว่า ไม่มีไรมาก ตัด E ออกจากสูตรคำนวณ คือเลือกใช้ Moving Average ไม่ใช่ Exponential ตามนี้ แต่ยึก TF 30 เหมือนเดิม

Line1 = Optimize("Line1",2,2,200,1);
Line2 = Optimize("Line2",2,2,200,1);

Buy = Cross(MA(C,Line1),MA(C,Line2));
Sell = Cross(MA(C,Line2),MA(C,Line1));

ผลลัพธ์ที่ได้ กำไรขยับมาที่ 49% ใน TF = 30 นาที


     กลยุทธ์ในการนำค่าพวกนี้ไปใช้ ถ้าไม่มีโปรแกรมทดสอบแบบนี้ ก็ลองเลือกหุ้นที่ Beta ใกล้กะ SET แล้วใช้ค่าพวกนี้ลองทดสอบดูได้

อยากรู้เรื่อง beta ของหุ้น  http://luihoon.blogspot.com/2013/09/beta.html

+++ ค่าเบต้า (Beta) ของหุ้นนั้น คืออะไร สำคัญไฉน

     “ค่าเบต้า” (?) เป็นอีกปัจจัยที่ใช้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของ “ราคาหุ้น” เทียบกับ “การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์” หรือเรียกในเชิงสถิติ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะดังต่อไปนี้
1. ค่าเบต้า > 1 หมายถึง ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวในอัตราที่สูงกว่าการเปลี่ยนแปลงของตลาด เช่น หุ้น ABC มีค่าเบต้าที่ 1.2 เท่า หาก SET ปรับตัวขึ้น 10% ในวันนี้ ราคาหุ้น ABC จะปรับขึ้น 12% และในทางกลับกัน SET ลดลง 10% ราคาหุ้น ABC จะลดลง 12% เช่นกัน

2. ค่าเบต้า = 1 หมายถึง ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงเท่ากับการเคลื่อนไหวของตลาด ซึ่งมักเป็นหุ้นตลาด (Market Cap.) เช่น หุ้น XYZ มีค่าเบต้าที่ 1 เท่า หาก SET ปรับตัวขึ้น 10% ในวันนี้ ราคาหุ้น XYZ ปรับขึ้น 10% และในทางกลับกัน SET ลดลง 10% ราคาหุ้น XYZ จะลดลง 10% เช่นกัน

3. ค่าเบต้า < 1 หมายถึง ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงหรือผันผวนน้อยกว่าตลาด ซึ่งมักเป็นหุ้น Defensive เช่น หุ้น DEF มีค่าเบต้าที่ 0.8 เท่า หาก SET ขึ้น 10% ราคาหุ้น DEF ขึ้น 8% แต่ในทางกลับกัน SET ลดลง 10% ราคาหุ้น DEF ลดลง 8%

     “ค่าเบต้า” (?) คำนวณจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น เทียบกับการเปลี่ยนแปลงของดัชนีตลาด ดังนั้นการนำข้อมูลแต่ละช่วงเวลามาประเมินค่าเบต้า ย่อมได้ค่าเบต้าที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ลักษณะของค่าเบต้าที่ดี และ
น่าเชื่อถือ คือ ช่วงเวลาของข้อมูลที่นำมาใช้ ยิ่งช่วงเวลานาน ความน่าเชื่อถือจะดีขึ้น เพราะหากนำข้อมูลช่วงสั้นๆ มาพิจารณา ราคาหุ้นในช่วงเวลานั้นๆ อาจมีความผันผวนสูงจากปัจจัยใดปัจจั ยหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเบต้าที่ได้สูงกว่าปกติหรือค่าเฉลี่ยของหุ้นนั้นๆ ในทางปฎิบัติมักใช้ช่วงเวลา 6 เดือน หรือ 12 เดือน

กลยุทธ์การใช้ค่าเบต้าในการตัดสินใจลงทุน

1. Fund Flow เข้า หรือตลาดเป็นทิศทางขาขึ้น ควรเลือกหุ้นที่มีค่าเบต้าเท่ากับ 1 หรือสูงกว่า เพราะผู้ลงทุ ต่างชาติจำเป็นต้องลงทุนในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ หรือ Market Cap. สูง และเมื่อตลาดโดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะสูงกว่าตลาด แต่ขณะเดียวกันความเสี่ยงจากการลงทุนจะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

2. ภายใต้ภาวะตลาดผันผวน ไร้ทิศทางชัดเจน ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำกว่า 1 เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยส่วนใหญ่นักกลยุทธ์จะแนะนำให้ลงทุนในหุ้นประเภท Defensive หรือหุ้นที่ให้อ้ตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด (Dividend Stock) เพราะผลตอบแทนจากเงินปันผลจะสามารถเป็นกันชนที่จะช่วยลดการผันผวนของราคาได้