วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ นิสัยเซียน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

     เซียนหุ้นชั้นนำของโลกแต่ละคนมักมีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ละคนมักมีเอกลักษณ์ของตนเอง แต่ศึกษาดูจะพบว่าเซียนเหล่านั้นมักมีนิสัยเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันในหลายๆเรื่อง และต่อไปนี้คือนิสัยที่ผมคิดว่าเราควรศึกษาและประยุกต์ใช้ ถ้าเราอยากจะเป็น “เซียน” บ้าง

เรื่องแรก ก็คือ เซียนตัวจริงนั้น เวลาลงทุน เรื่องที่คิดมากที่สุดกลับไม่ใช่ว่าจะทำกำไรได้มหาศาลแค่ไหน แต่เป็นว่า จะรักษาเงินต้นเอาไว้ได้อย่างไร และนี่ก็คือกฎข้อหนึ่งและข้อสองของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งบอกว่า หลักการลงทุนที่สำคัญที่สุดก็คือ อย่าขาดทุน และอย่าขาดทุน

เรื่องที่สอง ก็คือ การลงทุนนั้น เซียนแต่ละคนจะมีหลักปรัชญา หลักการ และวิธีการลงทุนที่ชัดเจนเป็นแบบฉบับของตนเอง ไม่มีการมั่วหรือเป็น “มวยวัด” สิ่งต่างๆเหล่านั้นถูกพัฒนาและทดสอบมาเป็นอย่างดีเป็นเวลายาวนาน และจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกลับไปกลับมา

เรื่องที่สาม ก็คือ เซียนหุ้นนั้นไม่ชอบความเสี่ยงแต่ชอบความแน่นอน และความ “ได้เปรียบ” เวลาจะลงทุนอะไรมักจะคิดถึงโอกาสชนะว่ามีสูงกว่าโอกาสที่จะแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าโอกาสชนะมากกว่าแพ้เพียงเล็กน้อย เขามักจะ “ไม่เล่น” เพราะฉะนั้น เราจะไม่เห็นคนเหล่านี้เล่นรูเล็ตหรือเข้าคาสิโนเพื่อการพนันซึ่งโอกาสชนะมี แค่ 30-40% ขณะที่โอกาสแพ้อยู่ที่ 60-70% แต่การลงทุนที่โอกาสชนะสูงมากๆนั้นมีไม่มาก ดังนั้นเซียนจึงมักไม่เล่นหรือลงทุนบ่อยนัก

เรื่องที่สี่ ก็คือ เซียนนั้นลงทุนในสิ่งที่ตนเองรู้จักดี มีการวิเคราะห์และคิดเอง ไม่เชื่อคนอื่นโดยไม่ได้พิจารณาด้วยตนเองอย่างลึกซึ้ง ในทางตรงกันข้าม เซียนจะไม่ลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ หรือการลงทุนนั้นไม่เข้าเงื่อนไขที่ตนเองกำหนด หรือตนเองไม่สบายใจที่จะลง ตัวอย่างเช่นหุ้นที่มีค่า PE และ/หรือ PB สูงเกินไป หุ้นที่ผู้บริหารไม่น่าไว้วางใจ เป็นต้น แม้ว่าหุ้นเหล่านั้นอาจจะทำกำไรให้ได้ง่ายและเร็วในบางสถานการณ์

นิสัยที่ห้า ก็คือ เซียนส่วนใหญ่จะไม่ “กระจายความเสี่ยง” โดยการกระจายการถือหุ้นมากเกินไป เซียนมักจะมีหุ้นหลักตัวใหญ่ๆในพอร์ตซึ่งเป็นตัวที่จะกำหนดผลงานหรือความเป็นความตายในการลงทุนเพียงไม่กี่ตัวแม้ว่าเขาจะมีหุ้นย่อยๆเป็น 10 หรือ 100 และแม้แต่ 1,000 ตัว อย่างพอร์ตของ ปีเตอร์ ลินช์ หุ้นตัวหลักๆเหล่านั้นก็คือหุ้นที่สร้างความแตกต่างและทำให้เซียนเป็นเซียนขึ้นมาได้

     ข้อสรุปในเรื่องนี้ก็คือ การเป็นเซียนนั้น คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกหุ้นถูกทุกตัวหรือแม้จะเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ข้อสำคัญก็คือ ในหุ้น 10 ตัว คุณอาจจะเลือกถูกเพียง 3 ตัว แต่ถ้าหุ้น 3 ตัวนั้นเป็นหุ้นที่ทำกำไรมหาศาลก็เพียงพอแล้วสำหรับผลงานที่ดีเยี่ยม

นิสัยที่หก ก็คือ เซียนหุ้นตัวจริงนั้นมี “EQ” ของการลงทุนสูง ไม่ใคร่หวั่นไหวกับภาวะตลาดผันผวนหรือข่าวต่างๆ ที่อาจจะดูรุนแรงแต่ผลกระทบจริงต่อการลงทุนมีน้อย นิสัยในกลุ่มนี้ที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญก็คือ เซียนหุ้นนั้นมักใจเย็น สามารถอดทนรอได้อย่าง “ไม่มีเวลาจำกัด” ถ้ายังไม่เห็นโอกาส ขณะเดียวกัน ถ้าเห็นโอกาส “ลอยมาตรงหน้า” เซียนหุ้นสามารถตัดสินใจ และลงมือได้ทันทีไม่มีการผัดวันประกันพรุ่ง หรือต้องไปศึกษาพินิจพิจารณายืดยาว ความรู้สึกของผมก็คือ เซียนหุ้นชั้นนำคงจะมีความคิดต่างๆอยู่ในใจที่พร้อมอยู่แล้ว เมื่อโอกาสเปิดก็คว้าได้ทันที

พฤติกรรมที่เจ็ดของเซียนหุ้น ก็คือ ยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว ภาษาหุ้นและการลงทุนก็คือ สามารถ “Cut Loss” ได้ทันทีเมื่อเห็นว่าหลักทรัพย์ที่ตนถืออยู่ไม่เป็นไปตามที่คาด หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เหตุผลในการซื้อหมดไป พูดง่ายๆ เซียนหุ้นมักไม่ยอม “ติดหุ้น” อย่างนักลงทุนประเภท “แมงเม่า” ซึ่งไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดโดยการขายหุ้นที่ขาดทุนมากทิ้งได้

ข้อแปด ที่ผมเลือกมาก็คือ เซียนหุ้นนั้น เวลาลงทุนแต่ละครั้งจะต้องมี “Story” หรือเรื่องราว หรือเหตุผลหลักว่าทำไมจึงลงทุนในหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้น ซึ่งไม่ใช่เพราะคิดว่าราคาหุ้นจะขึ้น แต่จะต้องเป็นเรื่องอื่นๆที่เมื่อเกิดขึ้นจะส่งผลต่อราคาหุ้นในที่สุด เรื่องราวอาจเป็นได้ทั้งเรื่องระยะสั้นหรือระยะยาว อาจเป็นได้ทั้งเรื่องของตัวธุรกิจเอง หรือเรื่องภายนอกที่จะส่งผลอย่างสำคัญต่อตัวธุรกิจและราคาหลักทรัพย์ในที่สุด

นิสัยที่เก้า ก็คือ เซียนหุ้นนั้นมักจะเป็นคนบ้าหุ้น หายใจเข้าออกเป็นเรื่องของการลงทุน ทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ของตนมักจะอยู่ในหลักทรัพย์ การลงทุนเป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่ใช่คนที่เฝ้ากระดานหุ้น ติดตามราคาหุ้นทุกนาที เพราะเซียนหุ้นตัวจริงนั้นไม่จำเป็นและมักไม่สนใจการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ในระยะสั้น เซียนหุ้นชอบศึกษาและติดตามความเป็นไปของกิจการ ภาวะแวดล้อม และประเด็นอื่นๆที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์มากกว่า

สุดท้าย ก็คือ นิสัยส่วนตัวของเซียนการลงทุน ที่ดูแล้วก็น่าแปลก ค่าที่ว่าเซียนหุ้นมักจะเป็นคนที่มีความมั่งคั่งมหาศาล (ถ้าไม่มั่งคั่ง ใครจะเรียกว่าเป็นเซียน!) แต่ส่วนใหญ่แล้วกลับใช้ชีวิตธรรมดาแบบคนชั้นกลางระดับสูงเล็กน้อย และไม่มีใครเลยที่ใช้ชีวิตความเป็นอยู่สูงกว่าระดับความมั่งคั่งของตนเอง ทั้งที่ดูไปแล้ว เงินสำหรับเซียนนั้น หามาได้ง่ายและเร็ว แต่คนเหล่านั้นกลับไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ชอบใช้เงินในสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือใช้เงินไม่คุ้มค่า

     นิสัยทั้ง 10 ข้อนี้ ไม่ได้หมายความว่าเซียนทุกคนต้องมีเหมือนกันหมด เพียงแต่เป็นนิสัยที่เซียนหลายๆคนที่ผมศึกษามี และผมคิดว่านิสัยหลายๆข้อมีส่วนสำคัญในการสร้างความสำเร็จในการลงทุนให้แก่เขาและผมเชื่อว่า ถ้า Value Investor นำเอาไปใช้และทำให้เป็นนิสัย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนคงจะมีสูงขึ้น


นิสัยเซียน
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
22 ตุลาคม 2547

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ Average True Range (ATR) คืออะไร ใช้ยังไง มีประโยชน์แบบไหน โน๊ตไว้หน่อย

     Average True Range (ATR) เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ในการวัดความผันผวนของตลาดนั้นๆ โดยทั่วไปมันจะเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ในรอบของมันที่ได้กาหนดเอาไว้เป็นความแตกต่างที่มากที่สุดของราคาสูงสุดของวันนี้และราคาต่าสุดของวันนี้ ราคาสูงสุดของวันนี้และราคาปิดเมื่อวานและราคาต่าสุดของวันนี้และราคาปิดเมื่อวาน ซึ่งถ้าค่ามันมีค่ามากก็จะทำให้ความผันผวนของหุ้นตัวนั้นมีความผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนค่าที่น้อยค่าความผันผวนก็จะน้อยตาม สรุปคือ มันใช้ดูการแกว่งตัวของหุ้น ว่ามากหรือน้อย แต่ไม่ได้เอาไว้ใช้ดูเทรนนะ 

ใน e-fin ก็มี ATR ให้ใช้นะครับ ไล่ตามเมนูนี้เลย click ขวาที่กราฟ

     ส่วนอันนี้ผมปรับแต่งตามแนวคิดผมเองนะ คือพอเรา Add ATR เข้ามา มันมองยาก ว่าตกลงแล้วช่วงไหน แกว่งแรงไม่แรง ผมก็จะเอา EMA หรือ SMA เข้ามา อย่างที่เห็น SMA คือสีเหลือง ATR คือสีส้ม เท่านี้เราก็จะสามารถดูได้ง่ายขึ้นแหละว่า ช่วงไหนแกว่งแรง อย่างกรณี SET ก็ตามกรอบสีแดง คำว่าแกว่งแรง คือไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะขึ้นหรือลงนะ แต่มันบอกว่าช่วงนั้น หุ้นหรือ products ตัวนั้นๆ มีความผันผวนสูง   


ถ้าจะดูสูตรคำนวณแบบจัดเต็ม
http://stockcharts.com/help/doku.php?id=chart_school:technical_indicators:average_true_range_a 

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ Remote ตรวจสอบการ Optimize จากทีทุกที่เวลา ด้วย Teamviewer ฟรี ..

     http://www.teamviewer.com/th/index.aspx แชร์เป็น idea เผื่อเป็นประโยชน์กับคนอื่น บางครั้งเวลาผม optimize model ที่มีหลายตัวแปล และหลาย time frame มันต้องใช้เวลานาน ผมจะปล่อยให้เครื่อง run ตลอด บางครั้งใช้เวลา 2-4 วันก็มี แล้วแต่ความบ้า แต่เวลาไปไหนมาไหน ผมก็จะใช้ team viewer remote เข้าไปดู และมันมี version จาก มือถือด้วย แต่กดยาก อย่างตัวนี้ผม optimize model สำหรับ us option 7 time frame วันนี้วันที่ 2 ถึงพรุ่งนี้ก็เข้าวันที่ 3 แต่ต้องปล่อยไปเรื่อย ๆ เพราะค่าที่ออกมา มันยังมีโอกาสอีกเยอะ


+++ สร้าง EA, Indicator, Script Generator MQL4 ของ MT4,MT5 แบบลากวาง http://www.forexgenerator.com/


+++ สร้าง EA, Indicator MQL4 ของ MT4 แบบง่าย ๆ ออนไลน์ ผ่าน User Interface แบบ Grapihcs ลาก วาง จาก FXPRO


เมื่อวานเจอ tools ทำ ea ว่าแจ่ม...เจออันนี้ online และ free เลย..http://www.fxpro.co.uk/trading/tools/quant-resources

+++ การอ่านค่า Report จาก Back Test / Optimize ของ Amibroker

1. Wining Ratio (อัตราความแม่นยำ) ซึ่งจะถูกคำนวนจากจำนวนครั้งที่คุณมีกำไรจากการซื้อขายหุ้นของคุณทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น หากระบบของคุณมีความแม่นยำอยู่ที่ 40 ใน 100 ครั้ง คุณจะมี Wining Ratio เท่ากับ 40% และมี Losing Ratio (อัตราความผิดพลาด) อยู่ที่ 60% นั่นเอง

2. Payoff Ratio (อัตราต่อรอง หรือผลตอบแทนต่อความเสี่ยงในการซื้อขายโดยเฉลี่ย) ซึ่งจะถูกคำนวนจาก Average Wining Trades (ผลกำไรโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้ง) หารด้วย Average Losing Trades (ผลขาดทุนโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้ง) หรือพูดง่ายๆก็คือ มันบอกให้คุณรู้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วคุณได้กำไรเป็นกี่เท่าของการขาดทุนที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากค่าของมันอยู่ที่ 3:1 นั่นหมายถึงคุณจะได้กำไรครั้งละสามเท่าของการขาดทุนนั่นเอง

3. Percent of Capital Exposed to Trading (ความเสี่ยง หรือสัดส่วนที่จะยอมขาดทุนคิดเป็นร้อยละของเงินทุน) พูดง่ายๆก็คือ นี่คือสิ่งที่คุณจะกำหนดเอาไว้ว่าคุณจะยอมเสียเงินครั้งละมากแค่ไหนในแต่ละครั้ง (คิดเป็น%) เมื่อเทียบจากเงินทุนที่คุณมีอยู่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่สำหรับคนทั่วๆไปหรือมือใหม่นั้น มันไม่ควรที่จะเกินครั้งละ 2% ของเงินทุนที่คุณมีอยู่ หรือคุณอาจจะสามารถหามันออกมาจากสมการของ Kelly ที่ใช้หาค่า Optimal F ก็ได้

4. Profit Factor=Profit/Lost ค่าที่ดีควรจะมี profit factor มากกว่า 1 แปลความออกมาได้ง่ายๆ คือตอนกำไรให้กำไรมากกว่าตอนขาดทุน


Reading backtest report

http://www.amibroker.com/guide/h_report.html

To view the report of last backest simply click Report button in the automatic analysis window. To view results of ALL past backtest, click drop down arrow on the Report button and choose Report Explorer option. This will display the Report Explorer window that will show the list of all backtests performed. If you double click on the line - detailed report will be shown.

New report is hugely enhanced compared to old one. It includes separate statistics for all, long and short sides as well as large number of new metrics. You can get short help on given figure by hovering your mouse over given field name. You will see the description in the tooltip. Short explanations are provided also below:

Exposure % - 'Market exposure of the trading system calculated on bar by bar basis. Sum of bar exposures divided by number of bars. Single bar exposure is the value of open positions divided by portfolio equity.

Net Risk Adjusted Return % - Net profit % divided by Exposure %

Annual Return % - Compounded Annual Return % (CAR)

Risk Adjusted Return % - Annual return % divided by Exposure %

Avg. Profit/Loss, also known as Expectancy ($) - (Profit of winners + Loss of losers)/(number of trades), represents expected dollar gain/loss per trade

Avg. Profit/Loss %, also known as Expectancy (%) - '(% Profit of winners + % Loss of losers)/(number of trades), represents expected percent gain/loss per trade

Avg. Bars Held - sum of bars in trades / number of trades

Max. trade drawdown - The largest peak to valley decline experienced in any single trade. The lower the better

Max. trade % drawdown - The largest peak to valley percentage decline experienced in any single trade. The lower the better

Max. system drawdown - The largest peak to valley decline experienced in portfolio equity. The lower the better

Max. system % drawdown - The largest peak to valley percentage decline experienced in portfolio equity. The lower the better

Recovery Factor - Net profit divided by Max. system drawdown

CAR/MaxDD - Compound Annual % Return divided by Max. system % drawdown. Good if bigger than 2

RAR/MaxDD - Risk Adjusted Return divided by Max. system % drawdown. Good if bigger than 2.

Profit Factor - Profit of winners divided by loss of losers

Payoff Ratio - Ratio average win / average loss

Standard Error - Standard error measures chopiness of equity line. The lower the better.

Risk-Reward Ratio - Measure of the relation between the risk inherent in a trading the system compared to its potential gain. Higher is better. Calculated as slope of equity line (expected annual return) divided by its standard error.

Ulcer Index - Square root of sum of squared drawdowns divided by number of bars

Ulcer Performance Index - (Annual profit - Tresury notes profit)/Ulcer Index'>Ulcer Performance Index. Currently tresury notes profit is hardcoded at 5.4. In future version there will be user-setting for this.

Sharpe Ratio of trades - Measure of risk adjusted return of investment. Above 1.0 is good, more than 2.0 is very good. More information http://www.stanford.edu/~wfsharpe/art/sr/sr.htm  . Calculation: first average percentage return and standard deviation of returns is calculated. Then these two figures are annualized by multipling them by ratio (NumberOfBarsPerYear)/(AvgNumberOfBarsPerTrade). Then the risk free rate of return is subtracted (currently hard-coded 5) from annualized average return and then divided by annualized standard deviation of returns.

K-Ratio - Detects inconsistency in returns. Should be 1.0 or more. The higher K ratio is the more consistent return you may expect from the system. Linear regression slope of equity line multiplied by square root of sum of squared deviations of bar number divided by standard error of equity line multiplied by square root of number of bars. More information: Stocks & Commodities V14:3 (115-118): Measuring System Performance by Lars N. Kestner

Color-coding in the backtest report (new in 5.60)

Version 5.60 brings enhanced backtest report: color-coding 'good' and 'bad' values in backtest report. Some of the metrics in the backtest report are color-coded. Blue means "neutral", Green means "good", Red means "bad". Metrics that are not colorized are always black.
This color coding is of course arbitrary and should be used as guideance only. Treat 'red' as a warning flag and advice to check the value in detail.

As of now the following metrics are colorized:
Net Profit, Net Profit % - bad < 0, good > 0
Annual Profit %, bad < 0, neutral betwen 0 and 10, good > 10
RAR % bad < 0, good > (10 / Exposure)
Avg. Profit/Loss all trades (Expectancy $) - bad < 0, good > 0
Avg Profit/Loss % all trades (Expectancy %) - bad < 0, good > 0
Max. system % drawdown - bad: dd worse than -30%, neutral: dd between -30 and -10%, good - -10% to 0%
CAR/MaxDD, RAR/MaxDD - bad < 1, neutral between 1 and 2, good > 2
Recovery factor - bad < 1, neutral between 1 and 2, good > 2
Payoff ratio - bad < 1, neutral between 1 and 2, good > 2

 http://www.amibroker.com/guide/h_report.html


Explanation of values:

Total net profit: This is total profit/loss realized by the test. Includes the closed-out value of the open position (if there is any).
Return on account: This is total profit/loss as a percentage of initial investment. 
Total commissions paid: The amount of commissions paid during trades.
Open position gain/loss: The closed-out value of open position that existed at the end of the test.
Buy-and-hold profit: The total profit/loss realized by buy-and-hold strategy (including commission).
Buy-and-hold % return: The total buy-and-hold strategy return as a percentage of initial investment.
Bars in test: The number of bars tested (Overall summary shows sum of number of bars in all symbols).
Days in test: The number of days between first bar date and last bar date (overall summary shows arithmetic average of number of days accross the population of symbols under test)
System to buy-and-hold index: An index showing how much better/worse is the system compared to buy-and-hold strategy. A value of 0% means that system gives the same profit as buy-and-hold strategy. A value of 200% means that system gives 200% more profit than buy-and-hold strategy. A value of -50% means that system gives a half of the gains of buy-and-hold strategy.
Annual system % return: Calculated compound annual percentage return of the system (*see the note) 
Annual B&H % return: Calculated compound annual percentage return of the buy and hold strategy (*see the note) 
System drawdown: The largest equity dip experienced by the system (relative to the initial investment). 
B&H drawdown: The largest equity dip experienced by the buy and hold strategy (relative to the initial investment). 

Max. system drawdown: The largest point distance between equity peak value and the following trough value experienced by the system
Max. system % drawdown: The largest percentage distance between equity peak value and the following trough value experienced by the system 
Max. B&H drawdown: The largest point distance between equity peak value and the following trough value experienced by the buy and hold strategy
Max. B&H % drawdown: The largest percentage distance between equity peak value and the following trough value experienced by the buy and hold strategy

Trade drawdown: The largest equity dip experienced by any single trade (relative to the trade's entry price).
Max. trade drawdown: The largest point distance between equity peak value and the following trough value experienced by any single trade
Max. trade % drawdown: The largest percentage distance between equity peak value and the following trough value experienced by any single trade
Total number of trades: The number of trades (winners + losers)
Percent profitable: The number of winning trades compared to total number of trades shown as a percentage
Profit of winners/Loss of losers: Total amount of money gained in winners/lost in losers.
Total # of bars in winners/losers: The number of bars spent during winning/losing trades
Largest winning/losing trade: The amount of biggest winner/loser
# of bars in largest winner/loser: The number of bars in the biggest winning/losing trade 
Average winning/losing trade: The average of winning/losing trades (sum of winners/losers divided by a number of winning/losing trades)
Average # of bars in winners/losers: The average of number of bars in winning/losing trades (total number of bars in winners/losers divided by a number of winning/losing trades)
Max consec. winners/losers: The largest number of consecutive winning/losing trades. 
Bars out of the market: The number of bars for which the system was completely out of the market (was neither long nor short). If you open and close the position during single day, even if you have no open position on market open and no position on close this day is NOT considered as out of the market.

Interest earned: The total interest earned between trades. Note that AmiBroker simulates O/N (overnight) deposits. This means that if you closed the position on Monday and opened the next one on Tuesday you earn interest for single O/N deposit.

Exposure: Shows how much you are exposed to the market. It is a ratio of bars in the market divided by total number of bars under test. (The number of bars in the market is given by total number of bars minus bars out of the market)

Risk adjusted ann. return: Shows annual return of the system (*see note) adjusted (divided) by market exposure. If your system gained 10% over one year with the exposure of 50% the adjusted return would be 20% (10%/0.5)

Ratio avg win/avg loss: The absolute value of the ratio of average winning trade to average losing trade
Profit factor: The absolute value of the ratio of the profit of winners to loss of losers
Avg. trade (win & loss): The average trade profit calculated as sum of winners and losers divided by the number of trades.

*Note: Calculation method used for annual percentage returns:

Most of the software (including two the most popular so-called professional packages) use very simple annualization method based on the following formula:

simple_annualized_percentage_return = percentage_return * ( 365 / days_in_test );

unfortunatelly this method is wrong and very misleading since it would tell you that annual return is 22% when your system earned 44% during two years. This value is too optimistic. In fact annual return in this case is only 20%: if your initial investment was 10000 you earn 20% during the first year so you then get 12000 and 20% the second year that gives you 14400 = ( 12000 * 120 % ). So after two years you earned 44% but annually it is only 20%.

AmiBroker is one of the few programs that calculates annual returns correctly and will give you correct value of 20% as shown in the example above. The formula that AmiBroker uses for annual return calculation is as follows:

correctly_annualized_perc_return = 100% * ( (final_value/initial_value) ^ ( 365 / days_in_test ) - 1 )

where x^y means rising x to the power of y.

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ ฝรั่งเขาซื้อหุ้นอย่างไร โดย....เอกพิยา เอี่ยมคงเอก / aekiem@hotmail.com

โดย....เอกพิยา เอี่ยมคงเอก / aekiem@hotmail.com

     หลายวันก่อน ผู้เขียนมีโอกาสสัมภาษณ์กับผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศซึ่งหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ น่าจะมานำเสนอนักลงทุนที่ติดตามคอลัมน์ “เอกการลงทุน” นี้ เริ่มต้นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนก็คือ
ระยะเวลาการลงทุน

     นักลงทุนต่างประเทศนี้มีหลายกลุ่มทั้งกลุ่มที่ลงทุนระยะกลาง-ยาว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพอร์ตที่มีชื่อเสียง ซึ่งส่วนใหญ่ยังลงทุนในระดับ 2 ปีขึ้นไป และเน้นหุ้นขนาดใหญ่ (อาจจะเป็นขนาดกลางในมุมของกองทุน แต่ในมุมของตลาดหุ้นไทยน่าจะอยู่ในขนาดใหญ่) ส่วนนักลงทุนต่างประเทศที่เล่นสั้นมีแน่นอนส่วนใหญ่จะเป็น Hedge Fund ซึ่งก็เป็นการจัดตั้งขึ้นมาจากผู้ที่เชี่ยวชาญในการลงทุนระยะสั้น ซึ่งอาจจะเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำงานหลักทรัพย์มาก่อน น้อยมากที่จะเกิดขึ้นจากกลุ่มนักลงทุนเอง ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทยพอสมควรที่ส่วนใหญ่กองทุนในลักษณะการเล่นสั้นเกิดขึ้นจากกลุ่มนักลงทุนกันเอง แปลง่ายๆ ก็คือ “ฝรั่งเล่นสั้นก็มีเล่นยาวก็มี” แต่ในการเลือกตัวไม่ว่า นักลงทุนต่างประเทศจะเล่นสั้นหรือยาว ก็พยายามเลือกหุ้นที่ขนาดใหญ่ เพราะให้ความสนใจเรื่องของปริมาณการซื้อขายและความเสี่ยงในเชิงของสภาพคล่อง

   เพราะฉะนั้นระยะเวลาการลงทุนก็จะเฉลี่ย 2 ปีขึ้นไป ยกเว้น มีสิ่งที่ไม่คาดฝัน ส่วนการเล่นสั้นจะเกิดจากกองที่เป็น Hedge Fund

ด้านข้อมูล

     บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินกระแสข่าวว่า นักลงทุนต่างประเทศมีข้อมูลในเชิงลึกมากกว่านักลงทุนไทยคำตอบที่ได้รับ หรือจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองด้วยจะพบว่า โปรกเกอร์ฝรั่งมีการลงทุนสูงกับข้อมูลฝ่ายวิจัยไม่ว่าเรื่องของการจ้างนักวิเคราะห์มักจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า และแน่นอนว่าของแพงแม้ไม่ต้องดีเสมอไป แต่โดยค่าเฉลี่ยแล้วของแพงมักจะดีกว่าของถูก โดยเฉพาะในเชิงของคุณภาพ อีกทั้งบริษัทจดทะเบียนในไทย หลายบริษัทมักจะให้โอกาสโปรกเกอร์ฝรั่งในการเยี่ยมชมกิจการอีกทั้งนักวิเคราะห์ที่อยู่โปรกเกอร์ต่างชาติ มักจะได้ประชุมสายกับผู้จัดการกองทุนที่สามารถตัดสินใจในการซื้อของพอร์ตแปลว่า คำแนะนำของนักวิเคราะห์เหล่านี้นอกจากจะมีข้อมูลที่เข้มข้นแล้วยังมีพลังเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจากการซื้อหรือขายตามของผู้จัดการกองทุนด้วย และเป็นที่ทราบในเชิงการปฏิบัติงานจริงๆ ก็คือว่า การขอเยี่ยมชมกิจการของบริษัทใหญ่มักจะเปิดโอกาสให้นักวิเคราะห์โปรกเกอร์ต่างชาติมากกว่าโปรกเกอร์ไทย ด้วยเหตุผลที่ผู้บริหารเหล่านั้นคงคิดว่า การที่นักวิเคราะห์มาเยี่ยมชมกิจการแปลว่า เขาสนใจและถ้าเป็นโปรกเกอร์ฝรั่งคงมีเม็ดเงินมากกว่าคนไทย

เพราะฉะนั้นในแง่ของด้านข้อมูลจะพบว่า นักลงทุนต่างประเทศมีข้อมูลที่ดีกว่าจริง แต่เป็นสิ่งที่เขาลงทุนและทุ่มเท แต่ข้อมูลที่เกิดขึ้นไม่ได้ ดีและแตกต่างกว่าที่เราได้รับ แต่บ่อยครั้ง จะเร็วกว่าเท่านั้น

ด้านจิตวิทยาการลงทุน

     อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจจากการที่ผมได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการซื้อขายของฝรั่งก็คือ บ่อยครั้งที่ผู้จัดการกองทุนต่างประเทศเมื่อมาเมืองไทยมักจะขอเข้าพบกับนักลงทุนรายใหญ่ ทั้งนักลงทุนระยะยาวที่เป็น VI หรือ นักลงทุนรายใหญ่ที่เป็นนักเก็งกำไร ซึ่งสิ่งที่มีการแลกเปลี่ยนกันนั้นก็คือ เพื่อต้องการให้รู้ว่าภาพตลาดหุ้นไทยนักลงทุนส่วนใหญ่มองเป็นอย่างไร แปลว่า ความเข้าใจเดิมๆ ที่เรามองว่า นักลงทุนต่างประเทศเป็นนักลงทุนที่เน้นปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ถูกต้องเสมอไป ซึ่งในวงสนทนาในบางครั้งก็มีการพูดถึงข่าวพิเศษบ้างเป็นครั้งคราว

ด้านประสิทธิภาพการลงทุน

     นักลงทุนท่านใดที่เคยคิดว่า นักลงทุนต่างประเทศจะประสบความสำเร็จในการลงทุน พูดง่ายๆ ก็คือ มักจะคิดว่าฝรั่งเล่นหุ้นต้องรวย และทำให้เมื่อไรที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธินักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดมักจะมองว่า ตลาดน่าจะขึ้น ผมได้สอบถามผู้รู้ที่ใกล้ชิดพบว่า บ่อยครั้งที่นักลงทุนต่างประเทศจะขาดทุนด้วยหลายๆ เหตุผล ก็คือ ประเมินสถานการณ์ผิด ยิ่งกรณีการลงทุนแบบเก็งกำไรของกองทุน Hedge Fund บางครั้งอาจจะยอมขาดทุนในตลาดหุ้น แต่ได้กำไรในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นไปได้

เพราะฉะนั้นบทสรุป ฝรั่งไม่จำเป็นต้องรวยด้วยหุ้นเสมอไป

แก๊ง 4 โมงเย็น ทุบหุ้น

     หลายเดือนที่ผ่านมา คงเคยได้ยินเรื่องแรงขายตอน 4 โมงเย็นจนทำให้มีการนำเสนออย่างแพร่หลายในเรื่องของแรงขายที่เกิดขึ้น และในคำอ้างหลายครั้งก็บอกว่ามาจากนักลงทุนต่างชาติ ความเป็นจริงเท่าที่สอบถามผู้รู้ก็ได้ข้อมูลกันว่า ทุกวันนี้การส่งผ่าน Order ของนักลงทุนต่างประเทศทำได้หลายแบบกว่าเมื่อก่อน และการส่ง Order มีทั้งการส่งแบบเป็น Order ทีละหลักทรัพย์ หรือส่งเป็น ETF คือ ส่งเป็นตะกร้า โดยจะใช้โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเองเป็นผู้ส่ง ซึ่งส่วนใหญ่การส่งยังเป็นช่วงเช้าก่อนเปิดตลาดหุ้นไทย โดยใช้ผู้รับผิดชอบกะกลางคืน (เวลาที่ต่างประเทศ) เป็นผู้ส่ง แต่มีหลายครั้งที่เวลาเช้าของต่างประเทศ ซึ่งอาจจะตรงเวลาบ่าย 3-บ่าย 4 โมงในบ้านเรา ซึ่งเป็นเวลาเข้างานของผู้จัดการกองทุนพอดีที่มีข่าวเพิ่มเติม เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจของจีน เป็นต้น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งโดยอาจจะส่งคำสั่งมาเพิ่มเติมก็ได้ นั้นก็อาจจะเป็นที่มาของการเกิดแรงขาย (หรือบางครั้งซื้อ) ในช่วงใกล้การปิดตลาดหุ้นไทย

     บทสรุปที่กล่าวมาในบทความในวันนี้เป็นตัวอย่างที่ต้องการนำมาแลกเปลี่ยนกับแนวคิด ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ จากเรื่องจริงและผู้ปฏิบัติงานจริง อย่างน้อยที่สุดเป็นการนำเสนอสำหรับผู้อ่านที่อาจจะได้รับข้อมูลจากข่าวลือ หรือการอ้าง หรือความเชื่อที่บางครั้งอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป