วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ รวมแล้ว 30 เรื่องที่เราควรรู้เกี่ยวกับ หุ้นปั่น มาร์เก๊ตติ้ง และนักวิเคราะห์หุ้น โดยคุณ ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์

10 เรื่อง ของนักวิเคราะห์หุ้นที่คุณไม่รู้

โดย ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ที่ปรึกษาการลงทุนใบอนุญาตเลขที่12888 บลป.ต้นธารคอร์ปอเรชั่น โทร.029275800 081-831-1611http://www.facebook.com/tontancorp 

1.นักวิเคราะห์หุ้นมี3ประเภทคือ 

-ประเภทแรกที่ใช้ปัจจัยพื้นฐานในการวิเคราะห์
-ประเภทที่สองใช้สถิติปริมาณในการวิเคราะห์
-ประเภทที่่3ใช้ชาร์ตในการวิเคราะห์
-(แถมท้ายประเภทที่4ใช้ทั้ง3แบบรวมกัน และเรียกตัวเองว่านักกลยุทธ์)

2.นักวิเคราะห์ไม่ถูกห้ามให้เล่นหุ้น เพียง แต่ต้องแจ้งในบทรายงานวิเคราะห์ว่าเขา(หรือเธอ)มีการลงทุนในหุ้นตัวนั้นๆ อยู่หรือไม่ เพื่อไม่ให้ขัดแย้งทางผลประโยชน์(Conflict of interest)

3.นักวิเคราะห์มักจะทำการวิเคราะห์หุ้นขนาดใหญ่สภาพคล่อง ซื้อขายมากๆ(เช่นหุ้นในSET50หรือSET100)เป็นหลักก็เนื่องจากว่าบริษัทขอให้ วิเคราะห์ตามที่ลูกค้ารายใหญ่(กองทุน ฝรั่ง รายใหญ่มากๆ)ขอมา ส่วนหุ้นเล็กๆหรือขนาดกลางมักไม่ถูกวิเคราะห์

4.นักวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานจะดูผลดำเนินงานย้อนหลัง หรือ ณ งวดนั้นๆที่ประกาศงบออกมา หรือสัมภาษณ์ผู้บริหาร ประมาณการณ์อนาคต โดยวิอเคราะห์อุตสาหกรรม วิเคราะห์ธุรกิจแล้วประเมินมาเป็นราคาปัจจัยพื้นฐานที่เหมาะสม หากราคาในกระดานต่ำกว่าราคาเหมาะสม จะแนะนำให้"ซื้อ" หากราคาในกระดานสูงกว่าจะแนะนำให้"ขาย" หากราคาใกล้กันอาจแนะนำให้"ถือ" ทั้งนี้ไม่ได้สนใจว่า จังหวะเวลานั้นๆควรจะซื้อหรือขายหรือไม่ เพราะไม่อยู่ในขอบข่ายของการวิเคราะห์

5.นักวิเคราะห์ทางเทคนิค หรือดูชาร์ตเป็นหลัก จะไม่สนใจเรื่องตามข้อที่ 4 แต่พวกเขา(หรือเธอ)จะสนใจว่าจังหวะเวลาสถานการณ์นั้นๆควรเข้าซื้อ หรือถือ หรือขาย และหากซื้อหรือขายแล้วหุ้นมีเป้าหมายจะตกไป หรือขึ้นไปเท่าไหร่ โดยที่ไม่ได้สนใจว่าพื้นฐานหุ้นตัวนั้นเป็นอย่างไร โดยพวกเขา(หรือเธอ)มีสมมุติฐานว่าราคาหุ้นได้สะท้อนต่อปัจจัยพื้นฐานในอดีต ณ ปัจจุบัน และในอนาคตไว้ในความเคลื่อนไหวของราคาแล้ว

6.นักกลยุทธ์การลงทุนจะนำจุดเด่นของนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน(ตามข้อ4) และนักวิเคราะห์ทางเทคนิค(ตามข้อ5)มาผสมกัน โดย หากเห็นพื้นฐานดีหรือแย่ก็ไปหาจุดซื้อหรือขายด้วยชาร์ตทางเทคนิค และอาจนำข้อมูลข่าวสาร ปัจจัยทั้งภายใน ภายนอกเข้ามาประมวลร่วมด้วย ก่อนกำหนดกลยุทธ์การลงทุน

7.ที่นักวิเคราะห์เขียนหรือพูดว่าหุ้นมีแนวรับหรือแนวต้านเท่าไหร่ แทนที่จะพูดหรือเขียนว่าให้ซื้อหรือขายเท่าไหร่ ก็ เพราะแม้นักวิเคราะห์ฺคนนั้นๆจะมีใบอนุญาตจากกลต. แต่การพูดหรือเขียนเผยแพร่ทางสื่อ ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาคมนักวิเคราะห์อีกด้วย หากไม่ได้รับอนุญาตจะแนะันำซื้อหรือขายไม่ได้ ก็เลยต้องบอกเป็นแนวรับ หรือแนวต้านแทน

8.ที่นักวิเคราะหฺ์เขียนรายงานเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ได้เพื่อทำให้รายงานนั้นดูดี หรือดูว่าเธอหรือเขาเก่งภาษาอังกฤษ แต่เพราะว่ามีลูกค้าชาวต่างประเทศอ่านอยู่้ด้วย (ส่วนลูกค้าคนไทยจะไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร...ก็อยากอ่านไม่รู้เรื่องเอง อิอิ)

9.นักวิเคราะห์ไม่มีรายได้เป็นค่าคอมมิสชั่น หรือรายได้พิเศษอะไรอื่นจากบริษัท โบรกเกอร์ นอกจากเงินเดือน และโบนัสประจำปีั พวกเขาหรือเํธอจึงไม่ใช่มนุึษย์ทองคำ(แบบพนักงานการตลาด หรือมาร์เก็ตติ้ง) เวลาบริษัทโบรกเกอร์แย่ๆก็มักจะเล็งมาลดเงินเดือนหรือปลดนักวิเคราะห์ก่อน ฝ่ายอื่นๆเสมอ ทำให้วงการเสียนักวิเคราะห์ดีๆไปมาก ต้องหนีไปเป็นมาร์ หรือทำงานเป็นผู้จัดการกองทุนไป

10.นักวิเคราะห์เป็นอาชีำำพเทกระโถนประจำวงการ หากผิดมา มาร์เก็ตติ้งจะบอกว่านักวิเคราะห์ห่วย แต่หากถูกมา มาร์เก็ตติ้งจะได้หน้า ได้ตังค์ ได้หลั่ลล๊ารางวัลพิเศษ

เราจึงเรียกอาชีพนี้อีกอย่างว่านักรับเคราะห์


แถมอีกข้อ 11.นักวิเคราะห์์หรือสมาคมนักวิเคราะห์ไม่เคยหยิบยกประเด็นที่ถูกนิืนทาว่า"รับงาน"ราย ใหญ่(ฝรั่ง กองทุน รายใหญ่มากๆ)ในการเชียร์ซื้อเพื่อให้ขาใหญ่ออกของ หรือเชียร์ขายเพื่อให้ขาใหญ่เก็บศพแต่อย่างใด และเสียงนินทาก็มีมาทุกสมัย

สมาคม นักวิเคราะห์จัดการแก้ไขเรื่องนี้ด้วยการนำบทวิเคราะห์มาเปรียบเทียบ หรือConsensusกัน เพื่อให้นักลงทุนได้พิจารณาเปรียบเทียบอย่างรอบด้านแทน

ตัวอย่างConsensus (อยากดูตัวไหนก็ใส่รายชื่อเข้าไปตรงมุมขวาบนแล้วคลิ้กEnter)

http://www.settrade.com/AnalystConsensus/C04_10_stock_saa_p1.jsp?selectPage=10&txtSymbol=BANPU

10 เรื่องเกี่ยวกับมาร์เก็ตติ้งที่คุณไม่รู้

โดย ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ที่ปรึกษาการลงทุนใบอนุญาตเลขที่12888 บลป.ต้นธารคอร์ปอเรชั่น โทร.029275800 081-831-1611http://www.facebook.com/tontancorp

1.คนที่คุณติดต่อด้วยและเรียกเขาหรือเธอว่าโบรกเกอร์ฺเป็นประจำนั่นแหละคือMarketing หรือพนักงานฝ่ายการตลาดประจำโบรกเกอร์(บริษัทนายหน้าค้าหุ้น)

2.มาร์เก็ตติ้่งไม่จำเป็นต้องจบด้านการเงิน หรือเศรษฐศาสตร์ หรือด้านการลง
ทุนมา เขาหรือเํธอจะจบการประมงหรือนาฏศิลป์มาก็ได้ ขอให้จบปริญญาตรีและสามารถสอบSell License หรือใบอนุญาตเป็นพนักงานขายหรือพนักงานการตลาดก็พอ(ซึ่งก็มีการติวเหมือนสอบ อะไรอื่นๆนั่นแหละ) และกลต.บังคับให้ต้องมีการอบรม หรือrefreshเป็นประจำทุก2ปี

3.มาร์เก็ตติ้งจะรอฟังMorning Brriefหรือประชุมบ่ายก่อนเปิดเทรดจากฝ่ายวิเคราะห์(Analyst)จากบริษัทโบรกเกอร์นั้นๆว่า ภาวะตลาดเป็นอย่างไร น่าซื้อหรือขาย และมีหุ้นให้ซื้อหรือขายประัจำวัน และสามารถให้คำแนะนำการลงทุนต่อลูกค้่าได้ หากได้รับอนุญาตเป็น"ผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนจากกลต."

4.ในการโทรสั่งซื้อหรือขายทุกครั้งไปที่โบรกเกอร์ มาร์เก็ตติ้งจะบันทึกการสนทนาของคุณทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานว่าคุณได้สั่ง ซื้อขายจริง และป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดกฎกลต. เช่น ปล่อยข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวปั่นต่างๆ หรือการทำผิดกฎกลต.(แต่มาร์เก็ตติ้งจะใช้มือถือโทรหาคุณเองหากมีข่าวทำนอง ที่ว่านี้)

5.มาร์เก็ตติ้งไม่มีเงินเดือนประจำ หรือ หากจะมีก็เรียกว่าอินเทนซีฟที่บริษัทโบรกเกอร์จัดให้ แต่จะมีรายได้หลักจากค่านายหน้าคอมมิสชั่น เช่นคุณซื้อขาย1ล้านบาท จ่ายค่าคอมม์ไป2500บาท มาร์เก็ตติ้งจะได้ราวๆ700บาท ดังนั้นจึงผิดมหันต์หากคุณบอกว่าไม่รู้เรื่องหุ้นแล้วไปยกให้มาร์เก็ตติ้ง จัดการซื้อขายแทนตัวคุณ เพราะมาร์เก็ตติ้งอาจจะซื้อๆขายๆบ่อยๆเพื่อหารายได้จากคอมมิสชั่นมากกว่าจะ รักษาผลประโยชน์ของคุณเอง

6.มาร์เก็ตติ้งเคยได้ฉายาว่าเป็นมนุษย์ทองคำก็ เพราะว่านอกจากรายได้จากค่าคอมมิสชั่นจำนวนมากหากตลาดบูมแล้วก็ยังอาจได้ โบนัสงามๆจากบริษัทโบรกเกอร์อีก หากเป็นมัยบูมๆเคยมีจ่ายโบนัส24เดือนก็เคย หรือเป็น12เดือนก็มี แต่แน่นอนว่าบริษัทโบรกเกอร์ต้องตั้งเป้าหมายให้มาร์เก็ตติ้งทำยอดขาย หรือยอดเทรดให้ถึงเป้านั้นๆด้วย

7.มาร์เก็ตติ้งทุกคนจะบอกว่าพวกเขาหรือเธอไม่เคยซื้อขายหุ้นให้บัญชีตัวเอง เพราะ เกรงจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน(Conflict of interest) แต่การมีบัญชีนอมินีซื้อๆขายๆนั้นเป็นเรื่องที่ทำกันแทบทุกคน(หรือจะเถียง) เหตุผลหนึ่งก็เพราะในยามตลาดซบเซาสุดๆลูกค้าแทบไม่มีรายการซื้่อขายก็พลอย ได้อาศัยบัญชีนอมินีมาซื้อๆขายๆสร้างวอลุม เพราะหากไม่มีวอลุม บริษัทโบรกเกอร์ก็จะกดดันให้ลาออกอีกหละ

8.ลูกค้ามักมีความผูกพันกับมาร์เก็ตติ้งเป็นการส่วนตัวมากกว่าจะผูกพันอยู่กับบริษัทนายหน้าค้าหุ้น ก็จึงมักเห็นมีการย้ายค่าย การซื้อตัวหรือการซื้อยกทีมมาร์เก็ตติ้งกันอยู่เป็นปกติ(ที่ไม่ปกติคือพวก ที่ไม่มีใครมาซื้อตัวนั่นแหละ แสดงว่าทำเงินจากวอลุมไม่เก่ง) เพราะหากลงทุนซื้อมาร์เก็ตติ้ง หรือซื้อมาร์เก็ตติ้งยกทีมไป ก็เท่ากับซื้อวอลุม ซื้อลูกค้าไปแบบยกล็อตนั่นเอง

9.มาร์เก็ตติ้งจะรู้เรื่องจังหวะซื้อขายเข้าออกด้วยชาร์ตเทคนิคน้อยมากจนน่าใจหาย หรือบางทีรู้เรื่องปัจจัยพื้นฐานแบบไม่รู้ลึก อ่านงานวิจัยก็แค่บันทัดสุดท้ายตรงประเมินมูลค่าหุ้นเหมาะสมและคำแนะ นำ"ซื้อ"หรือ"ขาย"แล้วก็มาบอกต่อ พวกเขาหรือเธอมักเสาะแสวงหา"ข่าว"ประเภทที่เชื่อกันว่าข่าววงลึกวงใน ข่าวออเดอร์ขาใหญ่ ออเดอร์ฝรั่ง ออเดอร์ กองทุนซะมากกว่า แต่บางทีก็เจอสับขาหลอกกันไปมา ดังนั้นลูกค้าที่หวังพึ่งเรื่องจังหวะเข้ิาออกให้ถูกทางกับมาร์เก็ตติ้งจึง ต้องคิดให้ดี(และมาร์เก็ตติ้งที่ไม่คิดจะหาความรู้เรื่องนี้ก็ระวังให้จง หนัก เพราะลูกค้าในช่วงหลังมีความรู้ดีมากๆ พวกเขาไม่เทรดตามข่าวอะไรอีกแล้ว)

10.หากมาร์เก็ตติ้งทำเสียงกระซิบกระซาบกับคุณว่าข่าวนั้นวงในมากๆให้ซื้อเดี๋ยวนี้ อาจจะแปลความไปอีกทางว่าเขาหรือเธอกำลังวางขายอยู่ และลุ้นสุดขีดให้คุณตกลงเคาะ ณ วินาทีนั้น

อย่างไรก็ตามมาร์เก็ตติ้งดีๆที่คุณพึ่งพาอาศัยได้ก็มีไม่น้อย คบๆไปซักพัก ก็จะหลงรักพวกเขา หรือเธอไปเอง

ที่ เขียนมานี้่เอาเป็นว่าอันไหนที่ทำให้ไม่สบายใจกันกับมาร์เก็ตติ้งผมกราบขอ โทษครับ เจตนาคือบทความชุดนี้จะเขียนไปเรื่อยๆเกี่ยวข้องกับวงการหุ้นที่ลูกค้าไม่ รู้ และควรต้องรู้ไว้ เพื่อประโยชน์ของลูกค้าเอง(ผมได้ยินเรื่องทำนองนี้มามากก็ประมวลมาเขียน เตือนๆกัน เช่น เอาเงินไปฝากมาร์ฯเล่นให้ ทุกอย่างขึ้นกับมาร์พาเทรด และสารพัด สุดท้ายก็แย่ทั้งมาร์ทั้งลูกค้า)

ว่า ไปแล้วผมก็อยากให้ลูกค้ามาแชร์กันด้วยซ้ำครับว่ามีมาร์เก็ตติ้งที่ไหนดีๆ นักวิเคราะห์ดีๆจะได้แชร์กัน เป็นการให้รางวัลคนที่ดีมีผลงานทำประโยชน์ให้ลูกค้าให้วงการ พวกที่เป็นแกะดำก็จะได้่สูญหายไป

10 เรื่องเกี่ยวกับการปั่นหุ้นที่คุณควรรู้ 

คำเตือนก่อนอ่าน:บท ความนี้ไม่ได้สนับสนุนให้คุณเข้าไปเป็นลูกขา ลูกวง ลูกทีม หรือเครือข่ายสายในนักปั่นหุ้น แต่เอาไว้ให้รู้ทันเกมของนักปั่นหุ้นเท่านั้น

1.นักปั่นหุ้นจะทำงานของเขาหรือเธอแบ่งเป็น 3 ช่วงด้วยกัน ขั้นแรก เก็บหุ้น ขั้นที่สอง ไล่ราคาหุ้น ขั้นที่สาม ขายหุ้น

2.นักปั่นหุ้นจะเลือกเป้าหมายปั่น เป็นหุ้นขนาดเล็กมูลค่าการตลาดหลักร้อยล้านหรือพันล้านบาท เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมราคาหุ้นให้อยู่ในกำมือ

3.นักปั่นหุ้นมักจะร่วมมือกับเจ้าของหุ้นที่จะเข้าไปปั่นราคา โดย อาจทำข้อตกลงให้ยกหุ้นทั้งหมดหรือในภาวะที่ควบคุมได้มาอยู่ในมือของนักปั่น หุ้น และอาจขอเงินสดจากเจ้าของหุ้นมาเพื่อการทำราคา เจ้าของมีหน้าที่ออกข่าวสนับสนุนเป็นระยะๆ

4.นักปั่นหุ้นจะเก็บหุ้นในกระดานช่วงแรกด้วยการทุบ นวด บีบ ปล่อยซึมยาวจนนักลงทุนรายย่อยที่ถืออยู่ทนไม่ไหวยอมคายให้หมด เมื่อเช็กจำนวนหุ้นว่าหมดอุปสรรคแล้วก็จะนำหุ้นที่ได้จากการเก็บหุ้น และหุ้นที่ได้มาจากเจ้าของหุ้นแจกไพ่กระจายไปยังทีมสังกัดโบรกเกอร์ต่างๆ เพื่อไม่ให้ทางการจับได้ว่ามีการซื้อขายกระจุกตัว และนำหุ้นนั้นไปขอมาร์จิ้นจากโบรกเกอร์เพื่อนำเงินมาสร้างราคา

5.ในขั้นตอนการไล่ราคาหุ้นขึ้นนั้น นักปั่นหุ้นจะหาลูกค้าที่เป็นนักลงทุนมือใหญ่ใจหนักมารับไพ่เป็นทอดๆ เช่น หากราคาหุ้นอยู่ที่5บาทเขาจะัแจกไพ่ไปในราคา5บาทหรือมีส่วนลดกว่าในกระดาน โดยให้คำมั่นสัญญาว่าให้คุณไปขายที่ 10 บาท ซึ่งเมื่อถึงราคาที่กำหนดต้องขาย ห้ามอม เพราะนักปั่นหุ้นหาคนมารับช่วงที่10บาทไว้แล้ว(ส่วนกำไรส่วนต่างจาก5บาท มา10บาทนั้น นักปั่นหุ้นอาจขอกำไร50%หรือให้ในราคาที่ตกลงไว้ เช่น 7 บาท แต่ส่วนต่างเกินไป3บาทนักปั่นหุ้นเอาไว้เอง) จากนั้่นก็จะมีคนมารับช่วงต่อที่ 15 บาท 20 25 30 40 50 บาทเป็นทอดๆ พวกลูกค้าที่เคยได้ก็จะเพิ่้มวงเงินขึ้นเรื่อยๆจนแทบจะแย่งกันแทบไม่พอ ต้องไปช่วยไล่ซื้อราคาในกระดานนอกเหนือจากที่ทำข้อตกลง ราคาหุ้นช่วงนี้จึงมักวิ่งแรง

6.นักปั่นหุ้นกับเจ้าของจะทยอยปล่อยStoryออกมาเป็นระยะว่า ราคาหุ้นจะขึ้นไปเท่านั้นเท่านี้ที่ราคาเว่อร์ๆหลายเท่าตัว โดยเจ้าของหุ้นจะขยันออกข่าวมากเป็นพิเศษ มักจัดอีเว้นต์สารพัดเพื่อให้เป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ หรือซื้อหุ้นตัวเองแล้วรายงานไปยังกลต. ความเชื่อมั่นของลูกขา ลูกทีมจะมากเป็นพิเศษจนบอกปากต่อปากกันไปในลักษณะของ"ข่าววงใน"

7.ช่วงเวลาจะขายหุ้นนั้นมักมีการปล่อยสตอรี่เด็ดๆเช่น จะมีคนมาเทกโอเวอร์กิจการ รายใหญ่มีชื่อเสียงจะมาซื้อหุ้นร่วมทุน จะได้งานโครงการใหญ่น้อยสารพัด และการแจกวอร์แรนต์ ขั้นตอนนี้นักลงทุนที่ไม่ใช่ลูกวงลูกขาลูกทีมจะแห่เข้ามามืดฟ้ามัวดิน จะเป็นโอกาสให้นักปั่นหุ้นที่รวบหุ้นคืนจากลูกวงครบแล้วขายแบบโล่งๆให้แมง เม่าที่แห่มาชมกองไฟ

8.หากขายหุ้นได้ไม่ครบจำนวน อาจเกิดรายการโปรโมชั่นพิเศษกับลูกขาลูกวงอีกรอบ เช่นรับราคานี้ไปขายอีกราคาโดยไม่ชักเปอร์เซ็นต์ หรือแจกไพ่ให้โบรกเกอร์ในสายที่เคยรับงานกัน โดยมีส่วนลดจากราคาในกระดาน หรือให้เป็นโบนัสพิเศษ หากชวนลูกตค้าซื้อได้เท่าไหร่ มีเงินทอนให้โบรกเกอร์ที่รับงาน

9.นักปั่นหุ้นเมื่อเสร็จภารกิจจะส่งมอบหุ้นคืนกับเจ้าของ พร้อม เงินต้่น แต่ผลกำไรทั้งหมดก็อาจแบ่งปันกันตามข้อตกลง ส่วนใหญ่คือ50:50 และจ่ายคืนเงินกู้กับโบรกเกอร์ และนักปั่นหุ้นจะนำผลกำไรมหาศาลที่ได้ไปเริ่มงานกับหุ้นตัวใหม่ โดยเริ่มวงจรจากข้อ1ถึงข้อ9 คือ เก็บหุ้น,ไล่หุ้น,ขายหุ้น

10.หากเกิดข้อผิดพลาดใดๆนักปั่นหุ้นจะไม่เสียหายเรื่องเงินเลย เพราะเป็นเงินของเจ้าของ หุ้นของเจ้าของหุ้น สินเชื่อมาร์จิ้นของโบรกเกอร์ เงินไล่ราคาจากลูกวงลูกขาและแมงเม่า อย่างมากหากไม่รัดกุมพอก็โดนทางการเล่นงานข้อหาปั่นหุ้น ซึ่งเมื่อถึงกระบวนการยุติธรรมก็มักหลุด เนื่องจากเขาวางแผนรัดกุมสาวถึงตัวยาก คนในกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ อัยการ ศาล)ก็มักไม่เชี่ยวชาญที่จะจัดการกับนักปั่นหุ้นได้

บทความ นี้ไม่ได้สนับสนุนให้คุณเข้าไปเป็นลูกขา ลูกวง ลูกทีม หรือเครือข่ายสายในนักปั่นหุ้น แต่เอาไว้ให้รู้ทันเกมของนักปั่นหุ้นเท่านั้น

+++ รวบรวมลิงค์ ไฟล์ เอกสาร e-book เกี่ยวกับหุ้นแหละการลงทุน






วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ The worlds #1 website for end of day stock data เว็บให้บริการ download ข้อมูลหลากหลาย



เผื่่อจะเหมาะกับคนชอบเล่น นั่น นี่ โน่น เหมือนกัน อย่างผมเล่นหลักๆ ก็จะมี Amibroker, Advanced Get, Meta Stock เพราะแต่ละตัวก็ทำไรได้แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ ทั้ง 2 ตัวต้องใช้ร่วมกันคือ Data และที่นี่เท่าทีดูราคากับ Feature ต่าง ๆ แล้วก็เรียกว่าน่าสนใจ เดะว่าจะลองใช้ดูสักเดือน ส่วนที่ผมว่าน่าสนใจก็มีประมาณนี้ 
มันมี tools สำหรับ download และส่งข้อมูลใช้ร่วมกับ 3 โปรแกรมที่ผมใช้ประจำอยู่แล้วไม่ต้องเสียเวลา convert ไรเยอะ 

มี data หลากหลาย ทั้ง Indices, option us, forex, future 



วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ เขาว่ากันว่าชีวิตของคนเรานั้นสั้นนัก หลายสิ่งหลายอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

เป็นข้อความที่เพื่อนเก่าสมัยมัธยมส่งมาให้อ่าน ...ชอบขอเก็บไว้หน่อย

เขาว่ากันว่าชีวิตของคนเรานั้นสั้นนัก หลายสิ่งหลายอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป  แม้โอกาสจะผ่านมาผ่านไปหลายครั้ง  แต่การที่จะมีชีวิตที่มีความสุขนั้นเป็นโอกาสที่เราต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ให้เต็มที่

ว่ากันว่าคนเรานั้นเกิดมามีชีวิตอยู่ประมาณ 3 หมื่นวัน

นักปราชญ์บอกว่า  หนึ่งหมื่นวันแรกนั้นมีไว้เพื่อที่จะเรียนรู้วิทยาการต่าง ๆ เพื่อที่จะนำไปใช้ในหมื่นวันที่สอง  หมื่นวันที่สองนั้นเราต้องนำเอาความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในหนึ่งหมื่นวันแรกมาประกอบสัมมาอาชีวะเพื่อที่จะเกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม  และในหมื่นวันสุดท้าย เราควรที่จะเอาสิ่งที่ดี ๆ สิ่งที่ทำให้คนอื่นเป็นสุขมอบกลับคืนให้คนรอบข้างเรา เพื่อที่เราจะได้จากไปอย่างไม่ต้องกังวลอะไร

กัลยาณมิตรท่านหนึ่งส่งสิ่งที่ควรจะทำ 40 ข้อมาให้อ่านเพื่อที่จะมีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับทุกท่าน ก็เลยถือโอกาสเผยแพร่ให้ได้อ่านกัน  ลองทำกันดูนะจ๊ะทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น

แล้วชีวิตของเราน่าจะมีความสุขมากขึ้นในปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงกันอีกครั้งแล้ว

1 เดินให้ได้วันละ 10ถึง30นาทีทุกวัน เดินไปยิ้มไปด้วยนะคุณ  ทักเพื่อนบ้านไปด้วยก็ยิ่งดีใหญ่
2 หาเวลานั่งเงียบ ๆ สักวันละ 10 นาทีให้อยู่ในภวังค์สงบสันติโดยไม่ต้องคิดอะไรบ้าง
3 ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความหวัง พยายามตั้งความหวังที่เป็นไปได้ทุกวันและพยายามทำความหวังให้เป็นจริง
4 หาเวลาว่างฟังเพลงที่ไพเราะที่ชื่นชอบเป็นประจำ เป็นการเพิ่มความสุขทางใจที่เรียบง่าย
5 ดำเนินชีวิตอย่างเปี่ยมไปด้วยพลัง มีความหวัง และความเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเสมอ
6 เล่นกีฬาที่ชื่นชอบเพิ่มขึ้นทุกวัน การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้มีการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความชราได้โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อ
7 อ่านหนังสือที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นทุกวันที่มีเวลาว่าง
8 หาเวลาว่างมองฟ้าสีคราม มองปุยเมฆสีขาวที่เคลื่อนผ่านและปล่อยให้ภวังค์ล่องลอยอย่างไม่มีขีดจำกัด
9 หัดฝันกลางวันบ้างเพราะจะทำให้เกิดจินตนาการที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
10 พยายามรับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติและปรุงแต่งน้อยที่สุด
11 ดื่มน้ำผลไม้สด ชาเขียว น้ำสะอาด หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน แต่เล็กๆน้อยๆก็พอได้
12 ทำให้คนรอบข้างหัวเราะให้ได้อย่างน้อย 3 คนทุกวัน
13 อย่าสนใจข่าวลือที่ทำให้เกิดความเครียดมากขึ้น
14 พยายามเรียนรู้จากการผิดพลาด และจำไว้เสมอว่าจะจำแค่การป้องกันการผิดพลาดซ้ำเท่านั้นโดยไม่เก็บความผิดพลากมาทำให้ชีวิตไม่สดใส
15 รับประทานอาหารเช้าอย่างราชา อาหารกลางวันอย่างคนธรรมดา และอาหารเย็นอย่างยาจก
16 อย่าอยู่แต่ในบ้าน ในห้องทำงาน ให้ออกไปสังสรรค์กับตนอื่นๆในสังคมบ้าง
17 ยิ้มให้มากขึ้น หัวเราะให้มากขึ้น
18 อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไป  ต้องรู้จักรอโอกาส เมื่อโอกาสมาต้องฉวยโอกาส และถ้าทำได้ต้องพยายามเพิ่มโอกาสให้ตัวเองเป็นประจำ
19 หาเวลากอดแสดงความรักแก่คนที่ควรกอดบ้างเป็นประจำสม่ำเสมอ
20 เพราะชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก พยายามทำชีวิตให้มีคุณค่ามากที่สุด
21 อย่าซีเรียสกับชีวิต หัดร้องเพลงสบาย...สบาย เสียบ้าง
22 ไม่จำเป็นอย่าโต้เถียงใคร และถ้าต้องโต้เถียงก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องชนะเสมอไปเช่นกัน
23 อย่าสนใจหรือจดจำอดีตมากนัก จงมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และมีความหวังในอนาคต
24 อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร เพราะแท้จริงแล้วเรากำลังแข่งขันกับตัวของเราอยู่ พยายามเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองก็พอแล้ว
25 คุณเท่านั้นที่เป็นคนรับผิดชอบในการมีความสุขของคุณไม่ใช่ใครที่ไหนเลย
26 ความคิดเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของฟ้า ทำให้ดีที่สุด เป็นคนดีให้ถึงที่สุด และท้ายที่สุดความสุขก็จะเป็นของคุณเสมอ
27 พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน เพราะจะทำให้รู้สึกเป็นหนุ่มสาวเสมอ
28 ใครจะคิดอย่างไรเป็นเรื่องของเขา คุณไม่สามารถที่จะไปควบคุมบังคับความคิดของใครได้
29 จงพอใจในตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง การแต่งตัว การงาน เพราะจะทำให้คุณเกิดความมั่นใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหวังและมีความสุข
30 ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเสมอ  ไม่ว่าเรื่องดี...หรือเรื่องร้าย   ไม่มีอะไรที่ดำรงคงทนตลอดไป
31 อย่าลืมหาตัวช่วยไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาเจ็บป่วยหรือเวลาคับขัน ตัวช่วยจะมาช่วยคุณได้
32 หัดปฏิเสธสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของคุณบ้าง
33 อย่าเสียเวลาโดยไม่จำเป็นที่จะพยายามทำให้คนที่ไม่รักคุณกลับมารักคุณ สู้ให้เวลากับคนที่รักคุณและตอบแทนความรักของเขาให้เทียบเทียมกับที่เขามอบให้จะดีกว่
34 พยายามบอกตัวเองเป็นประจำว่า...สิ่งที่ดี ๆ กำลังจะมา
35 ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการให้ความช่วยเหลือแก่คนที่ต้องการความช่วยเหลือโดยไม่ต้องหวังว่าเขาจะตอบแทน เพราะความสุขจากการให้นั้นเป็นความสุขที่ง่ายมากที่จะได้รับ
36 ถ้าสามารถที่จะมีเซ็กส์ที่สดใสได้ก็มีซะนะคุณนะ เพราะเซ็กส์ที่สุขสมทำให้ชีวิตยืนยาว
37 โทรหาคนในครอบครัวของคุณทุกวันที่ทำได้ บอกพวกเขาว่าคุณรักเขาและคิดถึงเขาเสมอ
38 ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคุณเสมอ การตั้งจิตอธิษฐานถึงสิ่งที่ดี ๆ ก่อนนอน และในตอนเช้านั้น จะทำให้สิ่งที่ดี ๆ ในชีวิตเกิดขึ้นกับคุณเสมอ
39 จำเฉพาะสิ่งที่ดี ๆ เท่านั้น....สำคัญที่สุด
40 ถ้าคิดว่าทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้คุณมีความสุข ช่วยส่งต่อด้วย

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

+++ ขออนุญาติเก็บบทความของ Mudley Group ไว้อ่านเตือนใจบ่อย ๆ หน่อยนะครับ

เขียนตอน pantip 2008-2009 ครับ ทบทวนอีกทีนะครับเผื่อใครจะหวังทางลัดจากเส้นทางนี้

####

สิ่งสำคัญลำดับต้นๆ

1. Money Management สามารถเปลี่ยนผู้แพ้ระยะสั้นๆเป็นผู้ชนะในระยะยาวได้ ส่วนผู้ชนะในระยะสั้นหากไม่รู้จักวิธีนี้ ก็จะกลายเป็นผู้แพ้ในระยะยาว 

2. วินัย เมื่อเรามีวินัยในการฝึกฝนอะไรก็แล้วแต่ โดยเราใช้เวลาอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน เพราะมีกฏข้อ 1 มาช่วย ก็จะทำให้เรามี Skill เพิ่มขึ้นอย่างมาก 

ไม่ต่างกับนักดนตรี หรือนักกีฬา ที่มีโอกาสฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ บางคนไม่มีโอกาสฝึกฝนเพราะต้องเจ็บตัวออกจากตลาดเร็วไป 

3. สัญชาตญาณ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น ซึ่งจำเป็นอย่างมาก กรณีเราต้องออกไปต่อยอดในตลาดที่มีผู้เล่นที่เชี่ยวชาญมากๆ Skill จะไม่แตกต่างกันสักเท่าไร แตกต่างกันที่สัญชาตญาณนี่ละครับ 

การอยู่ในตลาดเกมส์การเงิน เราต้องรับรู้ความพ่ายแพ้บ้างครับ บางคนรับไม่ได้กลายเป็นแค้นจะลงหนักขึ้นเพื่อเอาคืน สุดท้ายขาดสติเสียวินัย จบไปหลายคนครับ มีหลายคนเลย บางคนเป็นถึง fund manager ระดับโลก ไม่เคยผิดพลาดขนาดหนักมาก่อน พอมาพลาดครั้งเดียว รวนไปหมด พยายามเอาคืน สุดท้ายก็ล้มละลาย จบชีวิตสายงานนี้ไป

หากเราออกแบบระบบที่รู้จักแพ้บ้าง เราจะกลายเป็นผู้ชนะเองครับ เพราะคนส่วนมากต่างก็ค้นหาวิธีการที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่อยากผิดพลาด ส่วนผมชอบที่ออกแบบโมเดลที่ว่า 'เกิดอะไรขึ้นก็สามารถอยู่ในตลาดในตลอด' พออนาคตคุณสามารถฝึกฝนได้นาน skill ก็จะตามมา ท้ายสุดสัญชาตญาณก็จะตามมาครับ

การลงทุนที่แท้จริงนั้น เราต้องสร้างสินทรัพย์ขึ้นบนผลตอบแทนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจครับ ถ้าใครบอกเราว่ามีวิธีการไหนที่รวยเร็วนี่ให้ระวังไว้ก่อนครับ เพราะวิธีการสร้างสินทรัพย์ที่แท้จริงและมั่นคงนั้นไม่มีวิธีไหนที่รวดเร็วครับ

ผมเน้นย้ำเรื่องความอดทนและการฝึกฝนมาก เพราะตัวผมเองไม่ใช่คนเก่งอะไรอย่างแน่นอน 

ตลาดหุ้นนั้นไม่ต้องใช้วิชาการที่มากมายและซับซ้อน เพียงแต่ใช้วิชาเรื่องความเข้าใจสัจธรรมของคนเท่านั้นครับ ถ้าตลาดหุ้นเป็นเรื่องของวิชาการแล้ว ผมเชื่อว่า ไอสไตนส์ หรือ ไอแซค นิวตัน คงจะไม่สูญเสียเงินของตัวเองอย่างมากไปในการลงทุนอย่างแน่นอน 

- MudleyGroup -

+++ กลับมาหัดและทดลอง CFD/Option Products ตัวนี้แผนการเทรดคือเล่นภาพใหญ่ มากกว่าการเทรดเป็นรอบ ๆ


บันทึกหัวข้อไว้ก่อน เดะจะลืม ชุดนี้จะใช้ Advanced Get + Amibroker เป็นเครื่องมือในการเทรด

+++ เริ่มปรับตัวอีกรอบ หลังจากเริ่มเข้ามาเทรดหุ้นไทย ด้วยการผสมผสาน ประสบการณ์จาก FOREX และ Money Management, RISK ต่าง ๆ

     เขียนเก็บเป็นบันทึกไว้ เพื่อใช้เทียบกับการทดลองปลายทาง กำหนดการประเมินภายในสิ้นปีนี้ก่อนรอบแรก หลังจากไปหมกหมุ่นกะ FOREX ช่วง ที่ SET ลดกระหน่ำซำเมอร์เซลล์ ลดแลกแจกแถม จะหุ้นพื้นฐานดี พื้นฐานเด่น ใครเล่นก็ได้ลดราคาเกินครึ่งเกือบหมดทั้งตลาด ส่วนตัว...เหมือนเดิมรอดเพราะ MACD และ Candlestick แต่ก็สะบักสะบอมตอนก่อนออกเพราะดันไปเล่น Day Trade กะแก้เสี้ยน เลยโดนเสี้ยนตำมือเข้าให้...ดีชั่ว รู้หมด แต่อดไม่ได้ เพราะปัญหาคือ ติด...อยาก...เทรด เลยมาเลิกได้ตอน รู้จัก FOREX ก็เรียกว่า โชคดีพอสมควร ถ้าไม่มี FOREX มาแทรก ผมก็คงเจ็บอีกหลายดอกเหมือนกัน เพราะคิดว่าคงต้องหาทางเข้าไปเล่น ตอนมันดีด นั่น นี่ โน่น ตามประสาเม่าไทย ใจเกินร้อย


หลังจากการอ่าน ศึกษา FOREX ทั้ง VDO, E-Book เว็บต่าง ๆ เรียกว่าอ่านจนแทบอ๊วกกว่า 2 เดือน และได้ทดลอง ทดสอบอะไรหลายอย่าง กลับมาจัดระบบกับหุ้นไทยสักกะหน่อย 

เริ่มจาก