เป็นข้อความที่เพื่อนเก่าสมัยมัธยมส่งมาให้อ่าน ...ชอบขอเก็บไว้หน่อย
เขาว่ากันว่าชีวิตของคนเรานั้นสั้นนัก หลายสิ่งหลายอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แม้โอกาสจะผ่านมาผ่านไปหลายครั้ง แต่การที่จะมีชีวิตที่มีความสุขนั้นเป็นโอกาสที่เราต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ให้เต็มที่
ว่ากันว่าคนเรานั้นเกิดมามีชีวิตอยู่ประมาณ 3 หมื่นวัน
นักปราชญ์บอกว่า หนึ่งหมื่นวันแรกนั้นมีไว้เพื่อที่จะเรียนรู้วิทยาการต่าง ๆ เพื่อที่จะนำไปใช้ในหมื่นวันที่สอง หมื่นวันที่สองนั้นเราต้องนำเอาความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในหนึ่งหมื่นวันแรกมาประกอบสัมมาอาชีวะเพื่อที่จะเกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม และในหมื่นวันสุดท้าย เราควรที่จะเอาสิ่งที่ดี ๆ สิ่งที่ทำให้คนอื่นเป็นสุขมอบกลับคืนให้คนรอบข้างเรา เพื่อที่เราจะได้จากไปอย่างไม่ต้องกังวลอะไร
กัลยาณมิตรท่านหนึ่งส่งสิ่งที่ควรจะทำ 40 ข้อมาให้อ่านเพื่อที่จะมีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับทุกท่าน ก็เลยถือโอกาสเผยแพร่ให้ได้อ่านกัน ลองทำกันดูนะจ๊ะทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น
แล้วชีวิตของเราน่าจะมีความสุขมากขึ้นในปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงกันอีกครั้งแล้ว
1 เดินให้ได้วันละ 10ถึง30นาทีทุกวัน เดินไปยิ้มไปด้วยนะคุณ ทักเพื่อนบ้านไปด้วยก็ยิ่งดีใหญ่
2 หาเวลานั่งเงียบ ๆ สักวันละ 10 นาทีให้อยู่ในภวังค์สงบสันติโดยไม่ต้องคิดอะไรบ้าง
3 ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความหวัง พยายามตั้งความหวังที่เป็นไปได้ทุกวันและพยายามทำความหวังให้เป็นจริง
4 หาเวลาว่างฟังเพลงที่ไพเราะที่ชื่นชอบเป็นประจำ เป็นการเพิ่มความสุขทางใจที่เรียบง่าย
5 ดำเนินชีวิตอย่างเปี่ยมไปด้วยพลัง มีความหวัง และความเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเสมอ
6 เล่นกีฬาที่ชื่นชอบเพิ่มขึ้นทุกวัน การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้มีการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความชราได้โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อ
7 อ่านหนังสือที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นทุกวันที่มีเวลาว่าง
8 หาเวลาว่างมองฟ้าสีคราม มองปุยเมฆสีขาวที่เคลื่อนผ่านและปล่อยให้ภวังค์ล่องลอยอย่างไม่มีขีดจำกัด
9 หัดฝันกลางวันบ้างเพราะจะทำให้เกิดจินตนาการที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
10 พยายามรับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติและปรุงแต่งน้อยที่สุด
11 ดื่มน้ำผลไม้สด ชาเขียว น้ำสะอาด หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน แต่เล็กๆน้อยๆก็พอได้
12 ทำให้คนรอบข้างหัวเราะให้ได้อย่างน้อย 3 คนทุกวัน
13 อย่าสนใจข่าวลือที่ทำให้เกิดความเครียดมากขึ้น
14 พยายามเรียนรู้จากการผิดพลาด และจำไว้เสมอว่าจะจำแค่การป้องกันการผิดพลาดซ้ำเท่านั้นโดยไม่เก็บความผิดพลากมาทำให้ชีวิตไม่สดใส
15 รับประทานอาหารเช้าอย่างราชา อาหารกลางวันอย่างคนธรรมดา และอาหารเย็นอย่างยาจก
16 อย่าอยู่แต่ในบ้าน ในห้องทำงาน ให้ออกไปสังสรรค์กับตนอื่นๆในสังคมบ้าง
17 ยิ้มให้มากขึ้น หัวเราะให้มากขึ้น
18 อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไป ต้องรู้จักรอโอกาส เมื่อโอกาสมาต้องฉวยโอกาส และถ้าทำได้ต้องพยายามเพิ่มโอกาสให้ตัวเองเป็นประจำ
19 หาเวลากอดแสดงความรักแก่คนที่ควรกอดบ้างเป็นประจำสม่ำเสมอ
20 เพราะชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก พยายามทำชีวิตให้มีคุณค่ามากที่สุด
21 อย่าซีเรียสกับชีวิต หัดร้องเพลงสบาย...สบาย เสียบ้าง
22 ไม่จำเป็นอย่าโต้เถียงใคร และถ้าต้องโต้เถียงก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องชนะเสมอไปเช่นกัน
23 อย่าสนใจหรือจดจำอดีตมากนัก จงมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และมีความหวังในอนาคต
24 อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร เพราะแท้จริงแล้วเรากำลังแข่งขันกับตัวของเราอยู่ พยายามเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองก็พอแล้ว
25 คุณเท่านั้นที่เป็นคนรับผิดชอบในการมีความสุขของคุณไม่ใช่ใครที่ไหนเลย
26 ความคิดเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของฟ้า ทำให้ดีที่สุด เป็นคนดีให้ถึงที่สุด และท้ายที่สุดความสุขก็จะเป็นของคุณเสมอ
27 พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน เพราะจะทำให้รู้สึกเป็นหนุ่มสาวเสมอ
28 ใครจะคิดอย่างไรเป็นเรื่องของเขา คุณไม่สามารถที่จะไปควบคุมบังคับความคิดของใครได้
29 จงพอใจในตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง การแต่งตัว การงาน เพราะจะทำให้คุณเกิดความมั่นใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหวังและมีความสุข
30 ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเสมอ ไม่ว่าเรื่องดี...หรือเรื่องร้าย ไม่มีอะไรที่ดำรงคงทนตลอดไป
31 อย่าลืมหาตัวช่วยไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาเจ็บป่วยหรือเวลาคับขัน ตัวช่วยจะมาช่วยคุณได้
32 หัดปฏิเสธสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของคุณบ้าง
33 อย่าเสียเวลาโดยไม่จำเป็นที่จะพยายามทำให้คนที่ไม่รักคุณกลับมารักคุณ สู้ให้เวลากับคนที่รักคุณและตอบแทนความรักของเขาให้เทียบเทียมกับที่เขามอบให้จะดีกว่
34 พยายามบอกตัวเองเป็นประจำว่า...สิ่งที่ดี ๆ กำลังจะมา
35 ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการให้ความช่วยเหลือแก่คนที่ต้องการความช่วยเหลือโดยไม่ต้องหวังว่าเขาจะตอบแทน เพราะความสุขจากการให้นั้นเป็นความสุขที่ง่ายมากที่จะได้รับ
36 ถ้าสามารถที่จะมีเซ็กส์ที่สดใสได้ก็มีซะนะคุณนะ เพราะเซ็กส์ที่สุขสมทำให้ชีวิตยืนยาว
37 โทรหาคนในครอบครัวของคุณทุกวันที่ทำได้ บอกพวกเขาว่าคุณรักเขาและคิดถึงเขาเสมอ
38 ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคุณเสมอ การตั้งจิตอธิษฐานถึงสิ่งที่ดี ๆ ก่อนนอน และในตอนเช้านั้น จะทำให้สิ่งที่ดี ๆ ในชีวิตเกิดขึ้นกับคุณเสมอ
39 จำเฉพาะสิ่งที่ดี ๆ เท่านั้น....สำคัญที่สุด
40 ถ้าคิดว่าทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้คุณมีความสุข ช่วยส่งต่อด้วย
วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ ขออนุญาติเก็บบทความของ Mudley Group ไว้อ่านเตือนใจบ่อย ๆ หน่อยนะครับ
เขียนตอน pantip 2008-2009 ครับ ทบทวนอีกทีนะครับเผื่อใครจะหวังทางลัดจากเส้นทางนี้
####
สิ่งสำคัญลำดับต้นๆ
1. Money Management สามารถเปลี่ยนผู้แพ้ระยะสั้นๆเป็นผู้ชนะในระยะยาวได้ ส่วนผู้ชนะในระยะสั้นหากไม่รู้จักวิธีนี้ ก็จะกลายเป็นผู้แพ้ในระยะยาว
2. วินัย เมื่อเรามีวินัยในการฝึกฝนอะไรก็แล้วแต่ โดยเราใช้เวลาอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน เพราะมีกฏข้อ 1 มาช่วย ก็จะทำให้เรามี Skill เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ไม่ต่างกับนักดนตรี หรือนักกีฬา ที่มีโอกาสฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ บางคนไม่มีโอกาสฝึกฝนเพราะต้องเจ็บตัวออกจากตลาดเร็วไป
3. สัญชาตญาณ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น ซึ่งจำเป็นอย่างมาก กรณีเราต้องออกไปต่อยอดในตลาดที่มีผู้เล่นที่เชี่ยวชาญมากๆ Skill จะไม่แตกต่างกันสักเท่าไร แตกต่างกันที่สัญชาตญาณนี่ละครับ
การอยู่ในตลาดเกมส์การเงิน เราต้องรับรู้ความพ่ายแพ้บ้างครับ บางคนรับไม่ได้กลายเป็นแค้นจะลงหนักขึ้นเพื่อเอาคืน สุดท้ายขาดสติเสียวินัย จบไปหลายคนครับ มีหลายคนเลย บางคนเป็นถึง fund manager ระดับโลก ไม่เคยผิดพลาดขนาดหนักมาก่อน พอมาพลาดครั้งเดียว รวนไปหมด พยายามเอาคืน สุดท้ายก็ล้มละลาย จบชีวิตสายงานนี้ไป
หากเราออกแบบระบบที่รู้จักแพ้บ้าง เราจะกลายเป็นผู้ชนะเองครับ เพราะคนส่วนมากต่างก็ค้นหาวิธีการที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่อยากผิดพลาด ส่วนผมชอบที่ออกแบบโมเดลที่ว่า 'เกิดอะไรขึ้นก็สามารถอยู่ในตลาดในตลอด' พออนาคตคุณสามารถฝึกฝนได้นาน skill ก็จะตามมา ท้ายสุดสัญชาตญาณก็จะตามมาครับ
การลงทุนที่แท้จริงนั้น เราต้องสร้างสินทรัพย์ขึ้นบนผลตอบแทนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจครับ ถ้าใครบอกเราว่ามีวิธีการไหนที่รวยเร็วนี่ให้ระวังไว้ก่อนครับ เพราะวิธีการสร้างสินทรัพย์ที่แท้จริงและมั่นคงนั้นไม่มีวิธีไหนที่รวดเร็วครับ
ผมเน้นย้ำเรื่องความอดทนและการฝึกฝนมาก เพราะตัวผมเองไม่ใช่คนเก่งอะไรอย่างแน่นอน
ตลาดหุ้นนั้นไม่ต้องใช้วิชาการที่มากมายและซับซ้อน เพียงแต่ใช้วิชาเรื่องความเข้าใจสัจธรรมของคนเท่านั้นครับ ถ้าตลาดหุ้นเป็นเรื่องของวิชาการแล้ว ผมเชื่อว่า ไอสไตนส์ หรือ ไอแซค นิวตัน คงจะไม่สูญเสียเงินของตัวเองอย่างมากไปในการลงทุนอย่างแน่นอน
- MudleyGroup -
+++ เริ่มปรับตัวอีกรอบ หลังจากเริ่มเข้ามาเทรดหุ้นไทย ด้วยการผสมผสาน ประสบการณ์จาก FOREX และ Money Management, RISK ต่าง ๆ
เขียนเก็บเป็นบันทึกไว้ เพื่อใช้เทียบกับการทดลองปลายทาง กำหนดการประเมินภายในสิ้นปีนี้ก่อนรอบแรก หลังจากไปหมกหมุ่นกะ FOREX ช่วง ที่ SET ลดกระหน่ำซำเมอร์เซลล์ ลดแลกแจกแถม จะหุ้นพื้นฐานดี พื้นฐานเด่น ใครเล่นก็ได้ลดราคาเกินครึ่งเกือบหมดทั้งตลาด ส่วนตัว...เหมือนเดิมรอดเพราะ MACD และ Candlestick แต่ก็สะบักสะบอมตอนก่อนออกเพราะดันไปเล่น Day Trade กะแก้เสี้ยน เลยโดนเสี้ยนตำมือเข้าให้...ดีชั่ว รู้หมด แต่อดไม่ได้ เพราะปัญหาคือ ติด...อยาก...เทรด เลยมาเลิกได้ตอน รู้จัก FOREX ก็เรียกว่า โชคดีพอสมควร ถ้าไม่มี FOREX มาแทรก ผมก็คงเจ็บอีกหลายดอกเหมือนกัน เพราะคิดว่าคงต้องหาทางเข้าไปเล่น ตอนมันดีด นั่น นี่ โน่น ตามประสาเม่าไทย ใจเกินร้อย
หลังจากการอ่าน ศึกษา FOREX ทั้ง VDO, E-Book เว็บต่าง ๆ เรียกว่าอ่านจนแทบอ๊วกกว่า 2 เดือน และได้ทดลอง ทดสอบอะไรหลายอย่าง กลับมาจัดระบบกับหุ้นไทยสักกะหน่อย
+++ รวม Indicator ของ MT4 ที่จ้างให้น้องพัฒนาระบบ Alert ด้วยเสียงและใส่ระบบ Buy-Sell เป้าหมายเพื่อทดลอง ทดสอบ และเพิ่มความรู้
ได้ idea มา คือแทนที่เราจะมานั่งเขียน หรือหา Indicator ต่าง ๆ เอง ไม่เอาดีกว่า....คงช้า คำนวณต้นทุนเวลาแล้ว ...แพงมากเกิ๊น ..อีกอย่าง ความสามารถเรายังไม่ถึงขนาดนี้แน่ ๆ แต่ถ้าให้แกะและแก้ไขต่อน่าจะพอไปได้ และถ้าทำเองอาจจะไม่ถึงเป้าหมายแน่ ๆ เพราะเป้าหมายคือ ต้องการ คิด ปรับ แต่ง เปลี่ยน ทดสอบ Model ต่างๆ ได้เองในอนาคต เลยสรุปว่าจะจ้างให้น้องที่สอน MT4 ช่วยทำระบบ Alert, และใส่สัญญาณซ์้อ ขาย ตามเงื่อนไข ที่กำหนดให้ แล้วเราค่อยศึกษา และปรับแต่งต่อ เพราะคงต้องผสมผสานทั้งประสบการณ์ วิธีการเทรด นิสัยการเทรดของเราผสมเข้าไปด้วย อีกอย่างตอนนี้พื้นฐานเราก็พอจะได้บ้างแหละ เลยขอทำบันทึกเหตุการณ์ไว้หน่อย ....
งานที่ 1 วันที่ 8-Sep-2013
ชื่อไฟล์ Heiken Ashi Real Test 1
ความต้องการ
- ซื้อขาย ตามจุด Cross เลย
- Alert (มีแล้ว)
- มี Option เผื่อให้สามารถซื้อได้ในแท่งที่ 2 หลังจาก cross กัน swing มากไป
__________________________________
งานที่ 2 วันที่ 8-Sep-2013
ชื่อไฟล์ Heiken Ashi Real Test 1
ความต้องการ
- ซื้อขาย ตามจุด Cross เลย
- Alert (มีแล้ว)
__________________________________
งานที่ 3 วันที่ 9-Sep-2013
ชื่อไฟล์ Regression_Analysis
ความต้องการ
- ต้องการ Alert เพื่อ ราคา แตะเส้น สีน้ำเงิน ถ้าแตะบน เรียนกว่า Upper ถ้าล่างเรียก Lower
__________________________________
งานที่ 4 วันที่ 9-Sep-2013
ชื่อไฟล์ #Forex Freedom
ความต้องการ
- Alert พร้อม play sound เมื่อ มีการเปลี่ยนจาก แดง กี่ bar ก็ได้มาเป็นเขียวหมด และเปลี่ยนจาก ไรก็ได้ มาเป็นแดงหมด ให้ alert
__________________________________
งานที่ 5 วันที่ 9-Sep-2013
ชื่อไฟล์ RealCloud
ความต้องการ
- Alert พร้อมเสียง และ สัญญาณ ซ้อ ขาย ตอนสีสลับ
__________________________________
งานที่ 6 วันที่ 9-Sep-2013
ชื่อไฟล์ Non Repainting SuperTrend
ความต้องการ
- Alert พร้อมเสียง และ สัญญาณ ซ้อ ขาย ตอนสีสลับ
__________________________________
งานที่ 7 วันที่ 9-Sep-2013
ชื่อไฟล์ TwoPoleSuperSmooth
ความต้องการ
- Alert พร้อมเสียง และ สัญญาณ ซ้อ ขาย ตอนสีสลับ
__________________________________
งานที่ 8 วันที่ 9-Sep-2013
ชื่อไฟล์ GaussianRainbow
ความต้องการ
ความต้องการ
- Alert พร้อมเสียง และ สัญญาณ ซ้อ ขาย ตอนที่สี เรียงกันได้แบบลูกศรเขียวคือซื้อ และ ปิด order เมื่อมีเส้นใดเส้นหนึ่งตัดลงมา และ เปิด order sell เมื่อ ทุกเส้นสีเรียงกัน แบบลูกศรแดง และปิดเมื่อ มีเส้นใดเส้นหนึ่งตัด
__________________________________
งานที่ 9 วันที่ 13-Sep-2013
ชื่อไฟล์ AutoTrendline by Fractal อันเก่าที่เราทำกันนะแหละ
ความต้องการ
- Alert + Sound ทุก Actionเหมือนเดิม
- Buy เมื่อ ราคาที่ Break คู่ LH ออกมาเกิน 1.5 เท่าของแท่งเทียนแท่งแรกที่ Break (ซึ่งมันก็คือแท่งที่ 2 เป็นต้นไป... เน้นว่าเป็นต้นไป โดยจะมีการสั่งซื้อ เมื่อ ราคา มากกว่า 1.5 เท่าของแท่งเทียนแท่งแรกที่ทะลุออกมา
- ขายเมื่อ ราคา หลุดคู่ HL เช่นกัน ขายหลังจากที่ ราคา มีค่าน้อยกว่า แท่งเทียนแท่งแรกที่หลุด 1.5 เท่า
- Buy เมื่อ ราคาเปิดของแท่งที่ 2 > คู่ HH มากกว่า 1.5 เท่าของแท่งที่ Break และขายเมื่อราคา < คู่ HH หรือหลังการเกิด HH ที่เกิดต่อจากการตัดของ HH ก่อนนั้น
- Sell เมื่อ ราคาเปิดของแท่งที่ 2 มากกว่า 1.5 เท่า ของ > คู่ LL ขายเมื่อ เกิด LL อีกอัน
......... เป้าหมายที่ตกลงกันกับน้อง... 100 SET
วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ หุ้นน่ากลัว : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
หุ้นน่ากลัว : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การที่ลงทุนในตลาดหุ้นมานานมากและได้เห็นเหตุการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้บริหารจำนวนมากในตลาดทำให้ผมพบความ “ไม่โปร่งใส” ในการบริหารงานในบริษัทจำนวนมาก บางเรื่องก็เป็น “ความจำเป็น” ทางธุรกิจ บางเรื่องก็เป็นการกระทำของผู้บริหารที่เอาเปรียบหรือโกงบริษัท บริษัทที่มีอาการหรือพฤติกรรมเหล่านี้มักจะมีลักษณะหรือโครงสร้างของการทำธุรกิจที่ “เอื้ออำนวย” ให้เกิดการโกงได้ง่าย การโกงนั้น บางทีก็ทำให้บริษัทถึงกับล้มละลาย แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ทำให้ผลประกอบการไม่ดีหรือลุ่ม ๆ ดอน ๆ ดังนั้น สำหรับผมแล้ว การลงทุนในหุ้นเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ “น่ากลัว” และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และถ้าหุ้นไม่ถูกจริงหรือมีประเด็นที่น่าสนใจจริง ๆ แล้ว ผมก็จะไม่ลงทุน และต่อไปนี้คือบางส่วนของหุ้นที่ผมคิดว่า “น่ากลัว”
หุ้นกลุ่มแรกก็คือ หุ้นของบริษัทที่รับงานจากหน่วยงานของรัฐเช่น งานรับเหมาก่อสร้างโครงการต่าง ๆ เหตุผลก็เพราะว่างานเหล่านี้มักจะต้องมี “รายจ่ายพิเศษ” ที่เราคาดการณ์ไม่ได้ รายจ่ายนี้คือรายจ่ายที่บริษัทต้องจ่ายเพื่อให้ “ได้งานและเพื่อที่จะสามารถส่งมอบงานอย่างไม่ติดขัด” จริงอยู่ บริษัทมักจะรวมค่าใช้จ่ายนี้ไว้แล้วเวลาเสนอราคา แต่การเปลี่ยนแปลงในระหว่างที่กำลังทำงานก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้บริษัทขาดทุนได้ นอกจากนั้น การที่บริษัทมีรายจ่ายพิเศษที่ต้องจ่ายออกไปให้คนอื่นโดย “ไม่มีใบเสร็จ” อยู่แล้ว การที่บริษัทจะจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อให้กับผู้บริหารหรือคนที่ทำเรื่องจ่ายจึงเป็นเรื่องง่ายและตรวจสอบไม่ได้ ผลก็คือ กำไรของบริษัทอาจจะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่ารายจ่ายพิเศษจะมีมากน้อยแค่ไหน และนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมหลาย ๆ บริษัทที่มียอดขายมากมายแต่กลับไม่มีกำไรอยู่บ่อย ๆ
หุ้นกลุ่มที่สองที่ “น่ากลัว” คือ บริษัทที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านดีลเลอร์รายใหญ่ ๆ หรือตัวแทนที่ผู้บริหารเป็นเจ้าของ ประเด็นก็คือ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้น มักมียอดขายที่สูงมากแต่มีมาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายต่ำ หากผู้บริหารต้องการทำกำไรให้ตนเองสูงสุด เขาก็สามารถลดราคาขายให้กับดีลเลอร์ที่เป็นบริษัทส่วนตัว อาจจะเป็นเปอร์เซ็นต์เพียงเล็กน้อยแต่เขาก็จะได้เงินมาก และนั่นก็ทำให้บริษัทเสียหายและกำไรน้อยลงหรือไม่ได้กำไรเลย ดังนั้น การลงทุนในหุ้นแบบนี้ นักลงทุนจึงคาดผลประกอบการได้ยากและมีโอกาสเสียหายหนักถ้าเจ้าของหรือผู้บริหารไม่โปร่งใส
หุ้นกลุ่มที่สาม ที่ผมรู้สึกไม่สบายใจและกลัวว่าผู้บริหารอาจจะไม่โปร่งใสก็คือ บริษัทที่ซื้อกิจการหรือทรัพย์สินขนาดใหญ่จากบริษัทหรือคนที่ “ตรวจสอบไม่ได้” หรือเป็นคนที่ไม่มีความน่าเชื่อถือพอ ประเด็นก็คือ ราคาที่จ่ายไปนั้นอาจจะสูงเกินไปมาก หรือกิจการมีคุณสมบัติที่แย่หรือกำลังจะย่ำแย่ลง แต่เหตุผลที่ซื้อในราคาแพงนั้น อาจจะเป็นเพราะซื้อแล้วมี “เงินทอน” ให้กับผู้บริหารจากคนที่ขายซึ่งตรวจสอบไม่ได้เนื่องจากเป็นบริษัทเอกชนหรือเป็นบุคคลธรรมดา ในกรณีแบบนี้ ในที่สุดแล้ว บริษัทก็จะเสียหายเนื่องจากกิจการหรือทรัพย์สินที่ซื้อมาไม่สร้างผลตอบแทนที่ดีคุ้มค่ากับเงินที่บริษัทจ่ายไป
หุ้นกลุ่มที่สี่ ที่ผมรู้สึกกลัวตลอดเวลาถ้าต้องถือหุ้นไว้ก็คือ หุ้นของบริษัทที่มีลูกหนี้มากเมื่อเทียบกับยอดขายหรือขนาดทรัพย์สินหรือขนาดของเงินทุนของบริษัท โดยเฉพาะถ้าลูกหนี้นั้นไม่ได้เป็นบริษัทหรือกิจการที่มีขนาดใหญ่ที่มีเรทติ้งที่ดีมาก เหตุผลก็คือ ลูกหนี้นั้นอาจจะเบี้ยวหนี้หรือกลายเป็นหนี้เสียและทำให้บริษัทเสียหายหนัก บางครั้งอาจจะล้มละลายได้ การที่ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสียนั้นก็อาจจะมีได้หลายสาเหตุซึ่งรวมถึงภาวะทางเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมที่ตกต่ำลงอย่างหนัก หรือเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้บางรายที่เป็นลูกค้ารายใหญ่มาก หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็คือ เป็นลูกหนี้ที่เป็นกิจการของผู้บริหารที่ตั้งขึ้นเพื่อที่จะ “โกงบริษัท” ตั้งแต่แรกก็เป็นไปได้
หุ้นกลุ่มที่ห้า ที่ไม่ใช่เรื่องของการโกง แต่เป็นบริษัทที่มีหนี้มากในขณะที่กิจการมีความไม่แน่นอนของผลประกอบการสูงเนื่องจากเป็นกิจการที่ขายสินค้าที่เป็นวัฏจักรหรือสินค้าที่มีความเป็นโภคภัณฑ์สูง ประเด็นก็คือ ในยามที่เกิดความยากลำบากขึ้น บริษัทอาจจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ซึ่งทำให้บริษัทมีปัญหาทางการเงินหนัก บางทีอาจจะถึงกับล้มละลายได้ หรือในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นมาก ผลกำไรของบริษัทก็อาจจะถูกกระทบอย่างมีนัยสำคัญได้
หุ้นกลุ่มที่หก ที่บ่อยครั้งคนในวงการนักเล่นหุ้นชอบมากเพราะเป็นหุ้นกลุ่มที่อาจจะให้ผลตอบแทนในระยะสั้นหวือหวา แต่สำหรับผมที่เน้นการลงทุนในพื้นฐานและเป็นการลงทุนระยะยาวแล้ว กลับเป็นหุ้นที่น่ากลัว เนื่องจากผมไม่ใคร่เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดี หลายครั้งผมรู้สึกด้วยว่ามันเป็น “เกมปั่นหุ้น” ที่อาจจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวได้มาก และทำให้คนที่รู้ขายทำกำไรไปก่อน แล้วทิ้งให้คนที่มาทีหลังหรือคนไม่รู้รับความเสี่ยงไป และนี่ก็คือหุ้นของบริษัทที่มี “วิศวกรรมการเงิน” หรือการ “ปรับโครงสร้าง” ใหญ่ ๆ ของบริษัทตลอดเวลา โดยที่ผลิตภัณฑ์หรือการดำเนินการหลักของบริษัทนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนอะไรที่สำคัญและก็ไม่ใช่ธุรกิจที่ดีเลิศอะไรนัก
บริษัทที่น่ากลัวในกลุ่มที่หก ก็เช่น บริษัทที่เปลี่ยนแปลงหรือมีธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีนัยสำคัญสูงอยู่เรื่อย ๆ บางทีนอกจากธุรกิจใหม่แล้ว ชื่อของบริษัทก็ถูกเปลี่ยนไปตามแนวของธุรกิจใหม่จนเราจำไม่ได้ว่าเดิมบริษัทชื่ออะไร ความน่ากลัวอยู่ที่ว่า ธุรกิจใหม่นั้นอาจจะไม่ดีและทำให้ผลประกอบการเลวลงเนื่องจากบริษัทอาจจะไม่มีความสามารถหรือประสบการณ์พอในการทำงาน เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าของเดิมบริษัทก็ทำไม่ได้ดีอยู่แล้ว ของใหม่จะทำได้เหนือกว่าคู่แข่งได้อย่างไร!
นอกจากเรื่องของการเปลี่ยนธุรกิจไปเรื่อย ๆ แล้ว บริษัทที่ “ใช้เครื่องมือทางการเงิน” อย่างพร่ำเพรื่อ โดยที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ก็เป็นสิ่งที่ผมมักจะกลัว ตัวอย่างเช่น การแตกพาร์จาก 1 บาทเหลือ 25 สตางค์ เพื่อ “เพิ่มสภาพคล่อง” ของหุ้น ทั้งที่ราคาหุ้นก็ไม่ถึง 10 บาทอยู่แล้ว หรือการออกวอแรนต์แจกให้ผู้ถือหุ้นมากมายหลาย ๆ ชุดต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ จนวอแรนต์นั้นมีสัดส่วนอาจจะเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นทั้งบริษัท แบบนี้ผมก็ถือว่าไม่สมเหตุผล ประเด็นก็คือ ผมคิดว่าผู้บริหารไปเน้นการ “บริหารหุ้น” มากกว่าการบริหารกิจการ และดังนั้น การเข้าไปซื้อหุ้นที่มีคนบริหารนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะเราอาจจะเข้าไปซื้อที่ราคาแพงเกินไปมากได้
หุ้นกลุ่มสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือหุ้นที่ “กินก่อน จ่ายทีหลัง” ตัวอย่างเช่น สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้แก่กิจการธุรกิจ สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้เพื่อซื้อสินค้าหรือบริการแบบเงินผ่อน บริษัทประกันภัย เป็นต้น บริษัทเหล่านี้นั้น เมื่อขายบริการหรือผลิตภัณฑ์ของตน พวกเขาก็จะกำไรทันทีในระยะสั้น แต่ต้นทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นยังไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับลูกค้าหรือเหตุการณ์ในอนาคตว่าบริษัทจะได้รับเงินคืนหรือไม่ แต่โดยธรรมชาติของคนก็คือ เราอยาก “กินก่อน” อนาคตไม่แน่นอนอย่าไปคิดมาก เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าลูกค้าเสีย เจ้านายก็อาจลืมไปแล้วว่าใครเป็นคนทำ ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ธุรกิจแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะเราอาจจะคิดว่าบริษัทกำลังโต กำลังดีขึ้น ทั้งที่อาจจะไม่จริงเพราะในที่สุด บริษัทอาจจะต้อง “จ่ายหนักทีหลัง” นั่นก็คือ บริษัทเสียหายอย่างหนัก
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหุ้นที่น่ากลัวสำหรับผม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะลงทุนไม่ได้ เพียงแต่ว่าเราจะต้อง Discount หรือลดมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นลง นั่นก็คือ หุ้นจะต้องมีราคาต่ำพอที่จะคุ้มสำหรับการลงทุน
หุ้นน่ากลัว
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โลกในมุมมองของ Value Investor
13 ตุลาคม 56
วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556
+++ หัวข้อนี้จะไว้ลองเก็บการอ่านค่ากราฟ Indicator ของ Indices ต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลวิเคราะห์ไปเรื่อย ๆ
*** หมายเหตุ... เผื่อใครผ่านมาอ่านนะครับ อย่าเข้าใจผิด นี่ไม่ใช่การบอกว่ามันจะขึ้นหรือลง แต่ผมอ่านค่าจากกราฟ เพื่อใช้วางแผนกลยุทธ์ต่างๆ เท่านั้น ...ค่า Indicator ต่างๆ มันเปลี่ยนแปลงทุกวัน ตามค่าใหม่ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ผมจะมีการปรับแต่ง วางแผนตลอด แต่ผมทำ Note เพื่อไว้ติดตาม ตรวจสอบย้อนหลังเท่านั้น เพราะกลยุทธ์การเทรดและการลงทุนของผมนั้น ยังมีเครื่องมือ และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ประกอบระหว่างการเทรดอีกมาก ...อ่านเพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ สังเคราห์ และตัดสินใจต่อเอง
13-Oct-2013 **********************************************************************
อ่านภาพ SET รอบนี้ ภาพ Daily มีโอกาสขยับขึ้น แต่ไม่รู้จะแรงหรือเปล่าต้องรอ SAR ที่จะกลับตัว น่าจะสัก อังคาร แต่ถ้าลงแรงก็คงเสียทรงไปเลย ภาวนาให้ SAR ย้ายไปล่าง เพื่อจะได้ให้ SET ดูคึกคักหน่อย
ส่วน Weekly Graph โดยรวมทรง ๆ มีแรง แต่ราคาโดนกดหนักพอควร โดยรวมส่วนตัวผม คงกล้าเล่นตามปกติ ลงทะยอยซื้อ ขึ้นทะยอยขาย เก็บของตอนเย็นๆ ตามสูตร แต่จะไม่เน้นหุ้นเล็ก จะเล่นหุ้นฐานที่ปลอดภัย อาจจะตัวใหญ่หน่อย ...
มอง DOW ช่วงนี้และต่อๆ ไป DOW จริๆง อยู่ในช่วงจบ WAVE 5 และเข้าสู่ขาลง แต่เมื่อปลายทิตย์ก่อนมีข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการเจรจาเกี่ยวกับเพดานหนี้...ก็ดีดรับข่าว ทะลุ Regression ขึ้นไป ..แต่ถ้ามองโดยรวม ไม่ได้น่าไว้ใจ PTI>35 ...คือตอนนี้ 65 เป็นการยืนยันว่ามีโอกาสที่จะเกิด WAVE 5 ขาลง ...ซึ่งอาจะจทำให้ DOW มีโอกาสหลุด 1400 ด้วยซ้ำ ดังนั้นต้องระวังให้ดี ขึ้นแรง ลงแรง เว้นถ้ามันวิ่งทะลุ 15260 ได้ก็มีสิทธิได้ไปต่อ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












